จากปัญหาของน้ำที่เกิดขึ้นในทุกปี ทำให้มีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาช่วยบริหารจัดการปัญหาน้ำ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำแล้ง ที่ส่งผลกระทบและสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในหลายพื้นที่
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า ในฐานะที่เป็นหน่วยงานสนับสนุนการวางแผนรับมือและจัดการน้ำท่วมให้กับ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำโดย ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ จิสด้า และธัชชัย แสนเสนา หัวหน้าฝ่ายสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ จิสด้า ร่วมกับทีมงานนำสำรวจอุปกรณ์วัดระดับน้ำในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งหมด 3 จุดด้วยกัน คือ กลางทุ่งนา อ.บางบาล, โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อ.บางบาล และวัดราษฎร์นิยม อ.ผักไห่ ต่อมาเดินทางไปยังสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ กรมการข้าว เพื่อสำรวจสถานีตรวจวัดสภาพอากาศ ในจังหวัดสุพรรณบุรี

ธัชชัย แสนเสนา หัวหน้าฝ่ายสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ จิสด้า เปิดเผยข้อมูลว่า ในการวางแผนรับมือและจัดการน้ำท่วมนั้น ได้มีการติดตั้งหมุดวัดระดับน้ำขึ้นมา โดยรวม 200 จุด ในพื้นที่ 12 ทุ่งรับน้ำหรือที่เรียกกันว่าแก้มลิง เพื่อคอยติดตามสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุมภายใน จ.ชัยนาท จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีติดตั้งในบริเวณ จ.ปราจีนบุรี และ จ.ฉะเชิงเทราอีกเป็นบางจุดด้วย
สำหรับทุ่งรับน้ำภายในพื้นที่ดังกล่าวทั้งหมด ได้แก่ ทุ่งบางระกำ ทุ่งเชียงราก ทุ่งชัยนาทป่าสัก ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งบางบาล ทุ่งบ้านแทน ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งโพธิ์พญา ทุ่งเจ้าเจ็ด ทุ่งพระยาบันลือ และทุ่งรังสิตใต้ ซึ่งเป็นทุ่งที่อยู่ในพื้นที่ภาคกลางทั้งหมดและในการวางหมุดวัดน้ำจะวางกระจายเพื่อให้ได้ตัวแทนของทุกพื้นที่ในทุ่งรับน้ำ
ภายในของกล่องที่ติดตั้งหมุดวัดระดับน้ำ ซึ่งเป็นอุปกรณ์วัดระดับน้ำที่จิสด้านำไปติดตั้งไว้ภายในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว จะประกอบด้วย กล่องควบคุมสัญญาณซึ่งจะรับสัญญาณจากเซ็นเซอร์แล้วส่งข้อมูลไปยังศูนย์ควบคุมที่จิสด้าทุก 1 ชั่วโมง โดยใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์ เป็นพลังงานในตอนกลางคืน หากในอนาคตมีการเปลี่ยนเป็นระบบ IOT (Internet of Thing) ตัวกล่องอาจมีขนาดเล็กลงและจะสามารถติดตั้งได้ง่ายขึ้นกว่านี้

อุปกรณ์วัดระดับน้ำ เป็นการทำงานด้วยระบบเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่บริเวณใต้ตัวกล่องที่สูงจากพื้นประมาณ 180 ซม. เซ็นเซอร์จะทำการยิงสัญญาณเพื่อตรวจวัดระดับน้ำลงไปที่พื้นดินซึ่งเป็นฐานของเสา และส่งสัญญาณค่าที่วัดได้ไปยังสำนักงานใหญ่ของจิสด้าแบบเรียลไทม์ (real time) โดยจะสามารถตรวจวัดระดับความสูงของน้ำได้ หากเป็นสถานการณ์ที่น้ำอยู่ในระดับปกติ ค่าที่วัดได้จะส่งสัญญาณเข้าสู่ระบบโดยมีค่าเป็นศูนย์ แต่หากพื้นที่บริเวณที่ติดตั้งหมุดวัดน้ำมีปริมาณน้ำมากกว่าปกติ เซ็นเซอร์จะถูกส่งสัญญาณออกมาเป็นความสูงของน้ำในพื้นที่นั้นๆ ว่ามีความสูงของระดับน้ำที่ปริมาณเท่าไหร่แล้วในตอนนี้ โดยจะทำการส่งข้อมูลที่ได้กลับจิสด้า และจิสด้าจะทำการประมวลผลร่วมกับข้อมูลดาวเทียมในเรื่องของความสูงต่ำของระดับน้ำและภูมิสารสนเทศ โดยใช้เทคโนโลยีความละเอียดสูงที่เรียกว่า ไลดาร์ (LIDAR) ประเมินความสูงต่ำของพื้นที่ออกมาเป็นระดับน้ำในพื้นที่ต่างๆ แล้วยังสามารถนำมาคำนวณปริมาณน้ำที่ทุ่งรับน้ำแต่ละแห่งจะสามารถรับได้อีกด้วย
“ผลข้อมูลที่ได้จะช่วยสนับสนุนการตัดสินใจในการบริหารจัดการน้ำของหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้เป็นหลัก ในเรื่องของการเฝ้าระวังระดับน้ำ แจ้งเตือนเมื่อระดับน้ำไม่อยู่ในสภาวะปกติแก่ประชาชนที่อยู่ภายในบริเวณเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบ เพื่อให้ทำการเตรียมรับมือและอพยพไปยังศูนย์พักพิงได้ทันท่วงที หากมีสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้นก็จะได้จัดการปล่อยน้ำหรือเข้าช่วยเหลือในแต่ละพื้นที่ได้ทันที ส่วนในด้านการเลือกพื้นที่ติดตั้งเครื่องวัดระดับน้ำนั้น จะเลือกจากพื้นที่ที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากติดกัน 5 ครั้งขึ้นไป โดยจะพิจารณาจากข้อมูลย้อนหลังที่มีภายในระยะเวลาประมาณ 10 ปี และเลือกพื้นที่เป็นพื้นที่ชุมชน โดยพยายามเลือกพื้นที่ให้หลากหลาย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่หลากหลายเช่นเดียวกัน และก่อนจะทำการติดตั้งหมุดวัดน้ำ ทางจิสด้าจะเข้ามาคุยกับทางท้องถิ่นเพื่อให้ได้พื้นที่ที่เหมาะสมในการติดตั้งและไม่เกิดปัญหาใดตามมา
“หมุดวัดน้ำเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ในระยะทดลองใช้และทำการพัฒนา จึงทำให้ข้อมูลแกว่งอยู่พอสมควร เนื่องจากไม่ได้ติดตั้งอยู่ในบริเวณลุ่มน้ำ แต่ติดตั้งอยู่บนพื้นดิน ในบริเวณพื้นที่รับน้ำหรือพื้นที่แก้มลิงต่างๆ ซึ่งในตอนนี้ทางทีมงานก็ช่วยกันพัฒนา พยายามปรับข้อมูลที่ได้ให้มีความเสถียรมากขึ้น ซึ่งข้อดีของหมุดวัดน้ำคือสามารถถอดไปติดตั้งในพื้นที่ที่คาดว่าน่าจะให้ข้อมูลได้ดีกว่าได้ที่เดิมได้อย่างง่ายดาย เพราะมีน้ำหนักเบาและเคลื่อนย้ายได้โดยมีโอกาสเกิดความเสียหายน้อย คาดว่าในอนาคตระบบหมุดวัดน้ำนี้สามารถจะติดตั้งขยายบริเวณออกไปยังพื้นที่ลุ่มน้ำต่างๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมต่อไปได้อีกด้วย” ธัชชัยกล่าว

ด้าน ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ จิสด้า ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานีตรวจวัดสภาพอากาศว่า เสานี้สามารถตอบโจทย์ข้อจำกัดของดาวเทียม โดยเฉพาะเมฆ ที่เป็นอุปสรรคสำคัญในฤดูฝน ความคลาดเคลื่อนเนื่องจากชั้นบรรยากาศที่มีฝุ่นละออง ทำให้เกิดความเพี้ยนของสีที่ทำให้การแปลภาพผิดพลาดไป เพราะฉะนั้นการยืนยันข้อมูลภาพสนามเลยช่วยได้มาก แม้ความละเอียดของรูปภาพที่ไม่ละเอียดพอ ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน แต่ในอนาคตจะเพิ่มความละเอียดของภาพให้มากขึ้น
“จิสด้าในฐานะที่เป็นหน่วยงานสนับสนุนการวางแผนรับมือและจัดการน้ำท่วมให้กับ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จะใช้ระบบการทำงานในเชิงรุกต่อไป คือการกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อที่จะสามารถคาดการณ์หรือวางแผนบริหารจัดการสิ่งต่างๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น”
การที่ต้องใช้พื้นที่ทุ่งรับน้ำหรือแก้มลิงเข้าช่วยในการบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากยุทธศาสตร์การจัดการน้ำ ไม่สามารถรับมือกับน้ำได้ด้วยเขื่อนเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคกลาง เพราะถึงแม้ว่าเราจะจัดเก็บน้ำจนเต็มความสามารถของเขื่อนแล้ว แต่ก็ยังลดปริมาณน้ำที่ต้องจัดการทั้งหมดได้เพียงแค่ 10-20% เท่านั้น จึงจำเป็นต้องใช้พื้นที่แก้มลิงที่มีอยู่มากตามธรรมชาติเข้าช่วย
“ในอดีตเราไม่สามารถใช้งานพื้นที่แก้มลิงพวกนี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะมีชาวบ้านเข้ามาทำการเพาะปลูก แต่หลังจาก 2 ปีที่ผ่านมา ได้ทำความเข้าใจกับชาวบ้านให้ทำการปรับเปลี่ยนช่วงเวลาการเพาะปลูกให้เร็วขึ้นมา 1-2 เดือน เพื่อที่หากถึงช่วงเวลาที่น้ำเยอะจะสามารถปล่อยน้ำเข้าสู่พื้นที่ทุ่งรับน้ำได้โดยไม่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน แต่ก็ยังต้องมีระบบในการติดตามผล เพราะยังมีชาวบ้านที่ไม่เชื่อแล้วทำการเพาะปลูกต่อไป ทำให้ต้องคอยติดตามนำข้อมูลที่ได้เสนอให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงาน เพราะหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น จะได้คาดการณ์และเข้าช่วยเหลือแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที”
ความแม่นยำของเสาสถานีตรวจวัดสภาพอากาศนี้มีความแม่นยำถึง 80% ถึงแม้ว่าจะยังเกิดความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง แต่ไม่เกิน 20% ที่เหลือแน่นอน โดยจิสด้ามีทีมงานภาคสนามออกมาตรวจในพื้นที่ต่างๆ เพื่อนำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดมาปรับแก้ให้ถูกต้องมากขึ้นร่วมกัน
จิสด้าจึงทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน โดยทางรัฐบาลได้มอบหมายกว่า 30 หน่วยงาน ซึ่งแต่ละหน่วยมีหน้าที่ที่ชัดเจนและทำงานร่วมกัน ภายใต้การประสานงานของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ทำให้การสั่งการแก้ไขปัญหาหรือการกำหนดมาตรการสอดคล้องกับสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น
การร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำของทุกภาคส่วน และจากการให้ความสำคัญของรัฐบาล น่าจะสามารถทำให้การบริหารจัดการดูแลน้ำเป็นไปอย่างเรียบร้อย หวังว่าในอนาคตหากเครื่องไม้เครื่องมือทั้งหมดสามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ปัญหาเกี่ยวกับน้ำคงหมดไปและไม่สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้กับประชาชนได้อย่างแน่นอน


