
ในดินแดนที่ถูกเรียกว่า “ประเทศไทย” ในปัจจุบัน มีความเป็นมายาวนานตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์เนิ่นนานจนจินตนาการแทบไม่ออก ทว่าผู้คนในยุคนั้นได้ทิ้งร่องรอยหลักฐานของการมีชีวิตให้นักโบราณคดียุคหลังได้ศึกษา วิเคราะห์ ตีความ สร้างนิยามแนวคิดทฤษฎี
จากสังคมหาของป่า ล่าสัตว์ สู่การเพาะปลูก ตั้งหลักแหล่งถิ่นฐาน เครื่องมือเครื่องไม้ที่สร้างสรรค์จากหินอย่างหยาบๆ มีพัฒนาการด้านรูปทรงและเทคนิควิธีการที่ละเอียดซับซ้อนขึ้นตามลำดับ กระทั่งค้นพบประดิษฐกรรมสุดล้ำสมัยที่เรียกว่า “โลหะ” ซึ่งพลิกโฉมหน้าของชุมชนเล็กๆ ให้ก้าวไปสู่สิ่งอื่นๆ อย่างไม่มีวันหวนกลับ
เฉกเช่นเดียวกับความเชื่อของผู้คนซึ่งดั้งเดิมนับถือผีและธรรมชาติรอบกาย เมื่อมีสิ่งที่ถูกบัญญัติศัพท์ในภายหลังว่า “ศาสนา” ย่างกรายเข้ามาจากต่างถิ่น ทั้งพุทธ พราหมณ์ ฮินดู วัตถุสิ่งของเครื่องใช้และรูปเคารพ ก็ถูกพบอย่างมากมายเมื่อกว่าพันปีมาแล้ว ในยุคที่นักวิชาการกล่าวขานตามเอกสารโบราณและจารึกบนเหรียญล้ำค่าว่า “ทวารวดี”
ในช่วงเวลาเดียวกัน ชุมชน รัฐ บ้านเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ “อุษาคเนย์” ซึ่งเจริญรุ่งเรืองร่วมสมัยกัน ก็ปรากฏชื่อในบันทึกการเดินทาง
เปล่าเลย ไม่ใช่การเดินทางสำรวจหาโลกใหม่ หรือหวังรบพุ่งชิงชัยในสนามรบ หากแต่เป็นการรอนแรมข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อค้าขายข้ามคาบสมุทร กลายเป็นปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่ที่ถูกบรรจุในประวัติศาสตร์สากลถึง “การค้าโลก”
ตะวันตก และตะวันออก ติดต่อ เชื่อมโยง สัมพันธ์ เปิดรับ “คนแปลกหน้า” ที่เดินทางมาพร้อมกับเรือลำแล้วลำเล่า
และ นับจากนี้เป็นต้นไป โลกก็ไม่เหมือนเดิม

นิทรรศการ “จากบ้านสู่เมือง : รัฐแรกเริ่มบนแผ่นดินไทย” ซึ่งขณะนี้จัดแสดงอยู่ในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร นำเสนอเรื่องราวของผู้คน ชุมชน บ้านเมือง ซึ่งพัฒนาต่อเนื่องเป็นรัฐต่างๆ บนพื้นที่ซึ่งทุกวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย โดยขยายแผนที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคใหม่แล้วพล็อตจุด “เมืองท่า” อีกทั้งรัฐโบราณอันถูกเรียกชื่อที่ออกเสียงแตกต่างไปตามภาษาของผู้บันทึก
พ่อค้าจากซีกโลกตะวันตก อาทิ อาหรับ เปอร์เซีย กรีก โรมัน เมื่อราว 1,500 ปีมาแล้ว จดจารบันทึกการเดินทางโดยไม่รู้ตัวว่าวันหนึ่งจะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อนักโบราณคดีในการศึกษาประวัติศาสตร์การค้าโลกยุคเก่า เช่นเดียวกับวรรณกรรมโบราณของอินเดียหลายต่อหลายเรื่อง อาทิ มหากาพย์รามายณะ ชาดกเรื่อง พระมหาชนก และมิลินทปัญหา ซึ่งกล่าวดินแดนที่เรียกว่า “สุวรรณภูมิ” แปลว่า ดินแดนทอง สื่อความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติในแถบอุษาคเนย์
พงศาวดารจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น ก็กล่าวถึงการเดินทางข้ามคาบสมุทรบริเวณแหลมมลายู ซึ่งมีผู้สันนิษฐานว่าอาจหมายถึง “คอคอดกระ” เลียบชายฝั่งทะเลไปยังอินเดีย นับเป็นเอกสารสำคัญบันทึกสิ่งที่พบเห็นระหว่างการเดินทางผู้คนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้า นักบวช และทูต เป็นต้น โดยกล่าวถึงเมืองต่างๆ ระหว่างเส้นทางที่รอนแรม เช่น ตุนซุน ลังยาเสียว พันพัน ฉีตู ตามพรลิงค์ ตักโกละ จูตุกุน จิวจิ ฟูนัน ฯลฯ
นักโบราณคดีเชื่อว่ามีหลายเมืองในบรรดาชื่อที่ฟังแปลกหูเหล่านี้ ตั้งอยู่บริเวณภาคใต้ของไทย

ภายในนิทรรศการ คัดสรรหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับการติดต่อค้าขายระหว่างเมืองโบราณบนผืนแผ่นดินไทยกับชุมชนภายนอก นั่นคือโบราณวัตถุเลอค่าที่ถูกผลิตขึ้นจากดินแดนแสนไกล อาทิ ตะเกียงโรมันสัมฤทธิ์ พบที่แหล่งโบราณคดีพงตึก กาญจนบุรี, เหรียญกษาปน์จากอาหรับและโรมัน พบที่เมืองโบราณอู่ทอง สุพรรณบุรี และปูนปั้นรูปใบหน้าพ่อค้าชาวตะวันออกกลาง พบที่แหล่งโบราณคดีในจังหวัดราชบุรี สุพรรณบุรี และนครปฐม เป็นต้น
บันทึกเก่าแก่ วรรณกรรมโบราณ พร้อมด้วยข้าวของล้ำค่าเหล่านี้ บอกเล่าถึงเรื่องราวการเดินทางของพ่อค้าตะวันตกมายังตะวันออก โดยมีจุดหมายปลายทางที่ “จีน” ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 11 เป็นต้นมา กระทั่งเข้าสู่ยุครุ่งเรืองการค้าทางทะเลในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12-13 โดยเกิดเมืองท่าสำคัญในอุษาคเนย์ซึ่งเป็น “ทางผ่าน” อย่างมากมาย รวมถึงคาบสมุทรภาคใต้ของไทย
เมื่อมีการเดินเรือจากตะวันตกสู่ตะวันออก สิ่งสำคัญคือ “ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้” ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ใช้เส้นทางเริ่มต้นจากเมืองท่าในอ่าวเปอร์เซีย เลียบชายฝั่งเอเชียใต้ ผ่านศรีลังกา ถึงคาบสมุทรมลายู อ้อมช่องแคบมะละกา บางลำเดินเรือต่อไปยังเกาะชวา หรือตัดขึ้นเหนือเข้าสู่ทะเลจีนใต้ ไปถึงจุดหมายคือเมืองท่าต่างๆ ของจีน โดยมีสินค้าสำคัญที่ต้องการคือ ผ้าไหม และเครื่องถ้วย
ส่วนขากลับ ก็อิงอาศัยช่วงเวลาเมื่อลมมรสุมจากซีกโลกเหนือพัดมาระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดไป
การต้องแล่นเรือผ่านอุษาคเนย์ทั้งไป-กลับ ทำให้พ่อค้าชาวเปอร์เซียและอาหรับสามารถซื้อสินค้าประเภทเครื่องเทศ ของป่า รวมถึงผลิตภัณฑ์จากสัตว์นำไปขายต่อยังโลกตะวันตก

นอกเหนือจากเอกสารและโบราณวัตถุต่างๆ อันเป็นหลักฐานสำคัญของการค้าโลกดังที่กล่าวมาแล้ว นิทรรศการครั้งนี้ยังมีการจัดแสดงข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ “เรือโบราณพนม-สุรินทร์” ซึ่งเป็นเรืออาหรับขนาดใหญ่ บรรทุกสินค้าข้ามมหาสมุทรแล้วมาจมดิ่งอยู่ที่นากุ้งในตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมือง สมุทรสาคร โดยถูกพบเมื่อ พ.ศ.2556
กรมศิลปากรตั้งชื่อเรือตามคู่สามี-ภรรยาเจ้าของนากุ้งซึ่งมีคุณูปการยกที่ดินให้ปฏิบัติงานทางโบราณคดีซึ่งได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า เรือลำนี้มีความยาวราว 25 เมตร สร้างด้วยไม้เต็งและไม้ตะเคียนทอง โดยใช้เทคนิคการต่อเรืออาหรับ อินเดีย และตะวันออกกลาง แผ่นไม้กระดานเปลือกเรือผูกติดกันด้วยเชือกซึ่งทำจากเส้นใยมะพร้าว เรียกว่า “เย็บเรือ”
อย่างไรก็ตาม พบว่าวัสดุบางอย่างเป็นของในท้องถิ่น นักโบราณคดีไทยจึงสันนิษฐานว่าเป็นเรือที่ต่อขึ้นโดยช่างชาวอาหรับที่ตั้งถิ่นฐานในอุษาคเนย์ หรือเป็นเรือที่เดินทางมาจากอาหรับแล้วเกิดความเสียหาย จึงใช้วัสดุท้องถิ่นในการซ่อมแซม
ข้าวของที่ถูกพบในเรือถูกนำมาจัดแสดงให้ชมในนิทรรศการ ไม่ว่าจะเป็นภาชนะก้นแหลมที่เรียกว่า “แอมฟอรา” ในวัฒนธรรมอาหรับ ภาชนะของจีนอายุราว 1,200 ปีก่อน รวมถึงภาชนะดินเผาในวัฒนธรรมทวารวดี อีกทั้งอินทรียวัตถุแสนธรรมดา ทว่าชวนให้ตื่นตาตื่นใจกับสภาพอันคงทนเมื่อรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ผ่านกาลเวลามานานถึงกว่าพันปี อาทิ ผลหมาก เมล็ดพืชตระกูลป่านกัญชง แกลบข้าว หนังสัตว์ งาช้าง หวายและเชือกที่เป็นอุปกรณ์ประจำเรือ เป็นต้น
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจการค้ายุคแรกเริ่มบนแผ่นดินไทย จากยุคชุมชนสู่รัฐที่รุ่งเรืองเติบใหญ่ขึ้นตามลำดับ หลอมรวมวัฒนธรรมหลากหลาย ก่อนจะกลายเป็นสยาม และประเทศไทยในพุทธศักราชสองพันห้าร้อยหกสิบเอ็ด เฉกเช่นวันนี้

นิทรรศการ “จากบ้านสู่เมือง : รัฐแรกเริ่มบนแผ่นดินไทย” เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช 2561 จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเป็นแบบอย่างในการทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์มรดกของชาติในสาขาประวัติศาสตร์ โบราณคดีและการพิพิธภัณฑ์ และเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีในประเทศไทย
เปิดให้ชมแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน 2561 ที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพฯ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. วันพุธถึงวันอาทิตย์ (หยุดจันทร์-อังคาร) สอบถามเพิ่มเติม 0-2224-1333, 0-2224-1402 http://www.finearts.go.th




