นับวันยิ่งชัดเจนว่ายุคนี้ผู้หญิงเดินทางท่องเที่ยวกันมากขึ้น ทั้งเดินทางคนเดียวและเดินทางเป็นกลุ่ม
เป็นครั้งแรกที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับโอเรียนทอล พริ้นเซส (Oriental Princess) เปิดแคมเปญ “Palette of Thailand” เก็บสีสันของแหล่งท่องเที่ยวภาคต่างๆ มาไว้ในพาเลทอายแชโดว์ ปลุกกระแสการท่องเที่ยวของผู้หญิง เจาะกลุ่มตลาดผู้หญิงยุคใหม่ที่มีความมั่นใจมากขึ้น นำเฉดสีของเมืองไทยมาสร้างสรรค์เป็นเครื่องสำอางลิมิเต็ดอิดิชั่น โดยจับมือ Beauty Influencer นำเสนอการแต่งแต้มสีสันให้ตนเองผ่านเฉดสีของแหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการออกเดินทางของผู้หญิงเก่งยุคใหม่
สมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บอกว่า แคมเปญ Palette of Thailand จัดทำขึ้นภายใต้แนวคิด “ตลับสีเมืองไทย เฉดสีบันดาลใจให้คุณออกไปเดินทาง” เป็นกลยุทธ์การตลาดแนวใหม่ นำเฉดสีและความมหัศจรรย์ของแหล่งท่องเที่ยวเมืองไทยในแต่ละสถานที่ และช่วงเวลามาออกแบบและผลิตเครื่องสำอาง Limited edition ชุด “Palette of Thailand” เพื่อให้ได้โทนสีที่เป็นเอกลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว จาก 5 ภูมิภาค
ประกอบด้วย “เลอพันโบก” สามพันโบก จ.อุบลราชธานี (โทนสีน้ำตาล ส้ม ทอง) “ครามดาว” ดอยหลวงเชียงดาว จ.เชียงใหม่ (โทนสีเทา ฟ้า) “ลาลา มรกต” สระมรกต จ.กระบี่ (โทนสีเขียวน้ำทะเล ทอง) “ตะลอนตราด” เกาะช้าง จ.ตราด (โทนสีชมพู พื้นทราย) และ “มอญมิ้ง” สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี (โทนสีชมพู ม่วง) วางกลุ่มเป้าหมายที่ผู้หญิงที่มีกำลังซื้อสูง และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวของครอบครัว มั่นใจว่า ปี 2561 มีรายได้ท่องเที่ยวตลาดในประเทศกว่า 1 ล้านล้านบาท
“ททท.ได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์แผนวิสาหกิจ ปี 2560-2564 ในการจัดกิจกรรมส่งเสริม การท่องเที่ยวตลาดผู้หญิง โครงการ ‘ผู้หญิงท่องเที่ยว…วิถีไทย’ เนื่องจากปัจจุบันพบว่าผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ซึ่งปัจจุบันบางครอบครัวมีผู้หญิงเป็นหลักและมีอำนาจในการตัดสินใจ
ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) พบว่า ผู้หญิงกว่า 126 ล้านคนทั่วโลกก้าวสู่การเป็นผู้บริหารและเจ้าของกิจการ และคาดการณ์ว่าในปี 2561 นี้ผู้หญิงจะเป็นผู้กำหนดค่าใช้จ่ายกว่า 75% ของค่าใช้จ่ายครัวเรือนที่เกิดขึ้นทั่วโลก สำหรับในส่วนของ ประเทศไทย คาดว่าภายในปี 2563 ประชากรหญิงของไทยจะมากกว่าประชากรชายถึงประมาณ 1.5 ล้านคน โดยผู้หญิงที่ใช้ชีวิตคนเดียวมีเพิ่มมากขึ้นประมาณ 5.6 ล้านคน”

รัค ชีรีน วิศิษฐฎากุล หรือ Ruk Sherene อินฟลูเอนเซอร์ของเส้นทางดอยหลวงเชียงดาว จ.เชียงใหม่ บอกว่า แคมเปญนี้ตรงกับความรู้สึกของตน ที่อยากเชิญชวนให้คนไทยกล้าที่จะออกมาเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ จัดเต็มกับการแต่งหน้าแต่งตัว เหมือนกับเวลาไปเที่ยวต่างประเทศ เป็นความรู้สึกเดียวกัน แต่เปลี่ยนมาเป็นสถานที่ในประเทศไทยเองเท่านั้น
“ผู้หญิงยุคใหม่แตกต่างจากอดีตมากแล้ว เพราะสามารถทำอะไรด้วยตนเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร ซึ่งการออกเดินทางก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบ ที่สามารถสะท้อนความเป็นตัวเองออกมาได้ ในการเลือกแหล่งท่องเที่ยว เลือกมุมมองในพักผ่อนของตัวเอง และการเดินทางก็เปรียบเสมือนการแต่งหน้าของผู้หญิงคือ เราต้องมีแรงบันดาลใจ และวางแผนในการเดินทาง การออกไปเที่ยวที่ไหนสักที่หนึ่ง เราต้องหาแรงบันดาลใจให้ตัวเอง และวางแผนในการเดินทาง เหมือนการแต่งหน้าที่ต้องวางภาพรวมไว้ว่าต้องการให้ออกมาในโทนไหน อย่างไร”
การที่เลือก “ดอยหลวงเชียงดาว” เป็นตัวแทนของสถานที่ท่องเที่ยวใน จ.เชียงใหม่ เพราะนอกจากบรรยากาศที่จะสวยงามมากในฤดูหนาวแล้ว ดอยหลวงเชียงดาวยังเป็นจุดเริ่มต้นของแม่น้ำปิง แม่น้ำสายสำคัญที่คอยหล่อเลี้ยงคนไทยอีกด้วย
เสน่ห์ของ จ.เชียงใหม่ คือ ความสวยงามของยอดดอยที่ขึ้นชื่อ บวกกับวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คน และอาหารพื้นบ้านที่ขึ้นชื่อลือชา
ในสมัยโบราณดอยเชียงดาวถูกเรียกว่า “ดอยอ่างสลุง” ตำนานเมืองเชียงใหม่ว่าเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาพร้อมพระอรหันต์ 8 องค์ทรงลงสรงน้ำในสลุงทองคำ หรือบริเวณอ่างสลุงนั่นเอง บางคนจึงเรียกดอยแห่งนี้ว่า “ดอยหลวง” เนื่องจากเป็นดอยที่มีขนาดสูงใหญ่ (หลวง หมายความว่า ใหญ่) เพี้ยนเป็น “ดอยหลวงเพียงดาว” จนกระทั่งกลายมาเป็น ดอยหลวงเชียงดาวในปัจจุบัน
เมื่อเดินทางมาถึงเชียงใหม่แล้ว สิ่งแรกที่ไม่ลองไม่ได้เลยคือ “ขนมจีนน้ำเงี้ยว” ซึ่งเลืองชื่อลือนามและต้องเป็นที่เชียงใหม่เท่านั้น ถึงจะถือว่าเป็นของจริงแท้แน่นอน ที่ร้าน “กาดหนมเส้น” ตั้งอยู่ในย่านสันติธรรม ไม่ไกลจากถนนนิมมานเหมินท์เท่าไรนัก


ตัวร้านเป็นเรือนไม้พื้นบ้าน บรรยากาศภายในร้านสะอาดสะอ้าน การตกแต่งให้อารมณ์เหมือนบ้านมากกว่าร้านอาหาร นอกจาก “ขนมจีนน้ำเงี้ยว” หรือที่คนเชียงใหม่เรียก “หนมเส้น” ยังมีเมนูที่ต้องโดนอีกเยอะมาก เช่น หนมเส้นแกงเขียวหวาน หนมเส้นน้ำยาปลา ข้าวแรมฟืน ข้าวกั้นจิ้น ยำพม่า ตำส้มโอใส่น้ำปูหรือน้ำปู๋
อิ่มท้องแล้วตบท้ายด้วย “กาแฟ” ที่ร้าน Akha Ama Living Factory บนพื้นที่ 5 ไร่ ใน อ.แม่ริม มีครบครันทั้งร้านกาแฟและโรงคั่วเอง
เพียงแค่เดินผ่านประตู กลิ่นหอมของกาแฟคั่วลอยเข้าปะทะจมูก “อายุ จือปา” หรือลี เจ้าของร้าน บอกว่า ด้วยความคิดที่ว่า “ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้ แม้กระทั่งการดำเนินชีวิตของคนเมืองที่ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ รายล้อมรอบตัว” ทำให้เกิด “กาแฟ อาข่า อาม่า” แบรนด์กาแฟเพื่อสังคม ที่ทำให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในหลายขั้นตอน ไม่ใช่เพียงแค่ซื้อ-ขายกาแฟอีกต่อไป ทำให้รู้สึกถึงกลิ่นอายความเป็นท้องถิ่นในทุกแก้วที่เสิร์ฟให้กับผู้เยี่ยมเยียน และด้วยรสชาติที่กลมกล่อม หอมหวาน สดใหม่ บวกกับบรรยากาศที่ร่มรื่น เงียบสงบ ทำให้มีผู้คนแวะเวียนเข้ามาลองลิ้มชิมรสกันไม่ขาดสาย


เติมพลังกันแล้วแวะเก็บสัมภาระที่โฮมสเตย์ “บ้านต้นไม้แม่แมะ” บ้านไม้หลังใหญ่ หลังคามุงจาก ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าไม้เขียวขจี ในเขต อ.เชียงดาว ก่อนจะเดินทางต่อไปยังเป้าหมายหลักของทริปนี้ “ดอยหลวงเชียงดาว” ในเขตพื้นที่รักษาพันธุ์สัตว์ป่า ภูเขาหินปูน มีอายุระหว่าง 230-250 ล้านปี เนื้อหินเป็นสีเทาขาว เกิดจากการทับถมของตะกอนทะเลซากสัตว์ที่มีหินปูนเป็นโครงสร้าง อากาศช่วงเช้าที่เย็นจนหนาว บวกกับช่วงที่มาเป็นฤดูฝน ทำให้เราเห็นทะเลหมอกหนาแน่นตั้งแต่แสงพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น
สายหมอกสีเทาที่ลอยไกลสุดลูกหูลูกตา ตัดกับแนวท้องฟ้าสีคราม สะท้อนกลายเป็นภาพทิวทัศน์ที่สวยจนเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแสงสีทองของพระอาทิตย์ลอดผ่านมากระทบ
นี่เองเป็นที่มาของ “ครามดาว” สีสันที่แต่งแต้มให้ธรรมชาติดูงดงาม น่าค้นหา คงเปรียบเสมือนสีสันของผู้หญิงที่ยิ่งค้นหา ก็จะยิ่งพบเจอความสวยงามที่ซ่อนอยู่มากมาย

จากภูสูงมารู้จักกับอีกเฉดสี โทนสีชมพู ม่วง “มอญมิ้ง” ที่ได้แรงบันดาลใจจากสถานที่ท่องเที่ยวในภาคกลาง ที่ สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี
ด้วยระยะทางห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 360 กม.เท่านั้น เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสความงามของวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เป็นการอยู่ร่วมกันของชาวมอญ กะเหรี่ยง ไทย ลาว
หากพูดถึงจุดไฮไลต์ของสถานที่ท่องเที่ยวในสังขละบุรี ต้องเป็น “สะพานอุตตมานุสรณ์” หรือ “สะพานมอญ” สะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศ มีความยาวประมาณ 1 กม. “หลวงพ่ออุตตมะ” พระราชอุดมมงคล หรือ “พระมหาอุตตมะรัมโภภิกขุ” อดีตเจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการาม ผู้เปรียบได้กับเทพเจ้าแห่งชาวมอญ
เป็นผู้ดำเนินการสร้าง เพื่อให้ชาวบ้านในแถบนี้ได้สัญจรไปมาหาสู่กัน นักท่องเที่ยวนิยมเดินชมสะพานเพื่อชมแสงสีทองของพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า รวมถึงชมวิถีชีวิตของชาวมอญ เป็นพื้นที่เปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์
นุ่น นพลักษณ์ กุลธวัชชัย บล็อกเกอร์ อินฟลูเอนเซอร์ของเส้นทาง “มอญมิ้ง” บอกว่า การท่องเที่ยวกับความสวยงามเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกันมาก เพราะในการท่องเที่ยวแต่ละครั้งเราก็อยากมีใบหน้าที่สวยงาม เพื่อได้ถ่ายรูปออกมาแล้วดูดี ในการเดินทางท่องเที่ยวในแต่ละครั้งเราจะต้องศึกษาเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ และต้องแต่งตัวให้เหมาะกับสถานที่ เพื่อเราจะได้ทำกิจกรรมให้สนุกยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการท่องเที่ยวหรือการแต่งหน้าทั้งหมดคือศิลปะ
“สมัยนี้การเดินทางท่องเที่ยวถือเป็นเรื่องที่ง่ายมาก อย่าคิดว่าเราไม่สามารถไปคนเดียวได้ เพียงแต่เราต้องรู้จักการป้องกันตัวเอง เราสามารถค้นหาข้อมูลต่างๆ จากกูเกิลได้ แม้กระทั่งหนังสือก็มีเขียนถึงเรื่องราวหรือประสบการณ์ในการท่องเที่ยวคนเดียว ซึ่งข้อมูลพื้นฐานที่เราจำเป็นต้องศึกษาด้วยคือ กฎหมายของประเทศที่เราจะไป เป็นตัวตีกรอบของเราด้วยว่า ‘เราควรปฏิบัติตัวอย่างไร’ ในการท่องเที่ยวในครั้งนั้น”

รุ่งเช้าหลังจากใส่บาตรร่วมกัน ทุกคนต่างเก็บบรรยากาศของสะพานมอญที่ห่มคลุมไปด้วยไอหมอก พร้อมกับเรียนรู้วิถีของชาวมอญ ที่โดยมากทำการเกษตรและค้าขาย ส่วนเด็กน้อยในวัยมัธยมต้น ยามมีเวลาว่างมักทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์รุ่นเยาว์ พานักท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ ถือว่าเป็นการหารายได้ในช่วงระหว่างเรียนอีกด้วย
กองทัพเดินด้วยท้องฉันใด เราจึงเดินทางไปทำความรู้จักกับเมนูเลื่องชื่อของถิ่นนี้ “ร้านขนมจีนน้ำยาหยวกกล้วย” ความเป็นเอกลักษณ์ของร้านนี้คือตัว “น้ำยา” ที่มีทั้งหยวกกล้วยและเนื้อปลา กับรสชาติที่กลมกล่อมชนิดที่ไม่จำเป็นต้องปรุงรสเพิ่มแต่อย่างใด
แต่ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือราคาเพียงแค่ 10 บาทเท่านั้น!
จากนั้นเดินทางไปกราบสักการะสรีรสังขารหลวงพ่ออุตตมะที่ “วัดวังก์วิเวการาม” สถานที่รวมใจแห่งชาวสังขละ ก่อนจะแวะไปนั่งชิลที่ร้าน “Coffee Berry” ร้านกาแฟเล็กๆ ที่ตกแต่งท่ามกลางบรรยากาศสวนเล็กๆ สไตล์วินเทจ
ปิดท้ายทริปด้วยการชมอาทิตย์อัสดงที่แสนจะอบอุ่นและโรแมนติก โดยมีสะพานมอญเป็นไฮไลต์สำคัญ
เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า แล้วออกไปท่องโลกกว้างกันเถอะ เพราะเมืองไทยไม่ได้มีดีแค่อย่างเดียว แต่ทุกสถานที่มักซ่อนความล้ำค่า ชวนให้ค้นหาอยู่เสมอ เพียงแค่คุณกล้าที่จะก้าวออกไปเดินบนเส้นทางที่แปลกใหม่กว่าเดิมเท่านั้นเอง


