หน้าแรก ประชาชื่น แผนคุ้มครองเด...

แผนคุ้มครองเด็กกลุ่มเสี่ยง ‘ศาลเยาวชน’ กรุ๊ปฐานข้อมูล-ดันยุทธศาสตร์ชาติ

18.04.16 | 14:11 น.

สภาพสังคมในปัจจุบันมีสิ่งเร้าที่ก่อให้เกิดความรุนแรงและความโหดร้ายต่อเด็กและเยาวชนอย่างมาก จากสถิติของศาลเยาวชนและครอบครัวทั่วประเทศปี 2558 พบว่ามีเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจำนวนมาก ทั้งที่เด็กและเยาวชนคือกลุ่มที่ควรปกป้องมากที่สุด

เพื่อลดความเสี่ยงทางร่างกายและจิตใจ และไม่ให้เด็กเหล่านั้นกลายเป็นผู้กระทำผิด ตลอดเวลาการทำงานกว่า 63 ปี ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีมาตรการแนวทางแก้ปัญหาฟื้นฟู่เด็กและเยาวชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง

จากการดูแลแก้ไขผู้กระทำความผิดเริ่มมีแนวความคิดพัฒนาสิทธิของเหยื่อ เยาวชนกลุ่มเสี่ยง หรือแม้แต่พยานเด็ก ผ่านแนวคิดที่มีเด็กเป็นศูนย์กลาง กระทั่งปี 2558 เกิดการบูรณาการความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน จนมาถึงโครงการบูรณาการความร่วมมือเพื่อคุ้มครองสิทธิและสร้างเสริมสวัสดิภาพเด็ก เยาวชนและครอบครัว ในกระบวนการยุติธรรม โดยมีการทำงานแบ่งเป็น 2 ส่วน 1.โครงการเครือข่ายยุติธรรมเด็ก เยาวชนและครอบครัวแบบมีส่วนร่วมระดับชาติ มีการลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ไปแล้ว 47 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐเอกชน และ 2.โครงการระดับจังหวัด นำร่องกระบวนการยุติธรรมเด็ก เยาวชนและครอบครัวแบบมีส่วนร่วม มีการลงพื้นที่นำร่อง 12 จังหวัดทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม นอกจากศาลเยาวชนและครอบครัวกลางจะจัดทำโครงการด้วยความเชื่อมั่นในการพัฒนางานด้านเยาวชนร่วมกับหน่วยงานทั่วประเทศแล้ว ยังคงมีความท้าทายให้คิดว่าทำอย่างไรจึงจะมีการรวบรวมองค์ข้อมูลความรู้ที่หลายหน่วยงานจัดทำขึ้น ให้มีความสมบูรณ์สร้างความเข้าถึงต่อส่วนรวมให้ดียิ่งขึ้น ทำอย่างไรที่จะรวมพลังเชื่อมโยงภารกิจแต่ละหน่วยงานให้ผนึกกำลังเพื่อสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลง จนเกิดการขยายผลไปในวงกว้างมากขึ้น ทำอย่างไรให้สิ่งที่ทำขึ้นมีความยั่งยืน เป็นระบบฝังอยู่ในตัวของบุคลากร จนเกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กรได้

pra02180459p2

Advertisement

จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อทำแผนปฏิบัติงานร่วมกันตามบันทึกข้อตกลงโครงการการบูรณาการความร่วมมือเพื่อคุ้มครองสิทธิและสร้างเสริมสวัสดิภาพเด็ก เยาวชนและครอบครัว ในกระบวนการยุติธรรม

อภิรดี โพธิ์พร้อม ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ในฐานะหัวหน้าโครงการ เผยว่า จากการดำเนินงานร่วมกันจากทุกหน่วยงาน เห็นพ้องว่าต้องช่วยเหลือเด็ก 5 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มเด็กเสี่ยงกระทำผิด 2.กลุ่มเด็กเสี่ยงเป็นผู้เสียหาย 3.กลุ่มเด็กเสี่ยงที่กระทำความผิดแล้ว 4.กลุ่มเด็กที่เป็นผู้ถูกกระทำผิดแล้ว และ 5.กลุ่มเด็กที่เป็นพยาน ส่วนการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติงานร่วมกันตามบันทึกข้อตกลง การบูรณาการความร่วมมือเพื่อคุ้มครองสิทธิและสร้างเสริมสวัสดิการเด็ก เยาวชนและครอบครัวในกระบวนการยุติธรรม มีผู้แทนจากหน่วยงานที่ลงนามในบันทึกข้อตกลงและหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กกลุ่มเป้าหมาย ว่าข้อตกลงที่ทำกันไว้ควรมีการพัฒนาทางด้านกลไกความร่วมมือและแผนปฏิบัติการร่วมกัน โดยจะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร

“จนตกผลึกทางความคิดว่าต้องจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อระดมสมอง เพื่อเกิดความคิดต่อยอดนำไปสู่การเรียนรู้ว่าหน่วยงานในภาคีจะทำงานร่วมกันได้อย่างไร มีข้อขัดข้องอะไรหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ เรื่องความรู้ความเชี่ยวชาญ ขณะนี้พื้นที่นำร่องได้มีการลงไปทำงานกับเด็กกลุ่มกระทำความผิด สร้างโครงข่ายการทำงานร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม หน่วยงานด้านสุขภาพ ด้านงานศึกษา ด้านการคุ้มครองเด็กสวัสดิการทางสังคมและองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อดูแลแก้ไขปัญหาเด็กที่กระทำความผิดแบบครบวงจร ไม่ให้กลับมากระทำความผิดซ้ำ หลายพื้นที่เป็นไปด้วยดี

“ส่วนการทำงานจะเริ่มต้นด้วยการเลือกกรณีศึกษาตามที่โครงการกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ มีการทำงานร่วมกันโดยวิเคราะห์สภาพปัญหา จะมีทีมเสริมจากจิตแพทย์ว่าปัญหาของเด็กเกิดจากอะไร เสร็จแล้วจะวางแผนแก้ไขสภาพปัญหา จากนั้นหน่วยงานที่เป็นเครือข่ายจะเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อป้องกันเด็กไม่ให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะเด็กที่มีความเสี่ยงในการทำผิดทางอาญา (เด็กกลุ่มเสี่ยง) เพื่อป้องกันเด็กไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการกระทำผิดและเสียหายจากความผิดทางอาญา รวมทั้งพยานที่เป็นเด็กเพื่อป้องกันความรุนแรงต่อร่างกายและจิตใจที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในลักษณะต่างๆ พร้อมทั้งจัดให้มีมาตรการที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติต่อเด็กที่กระทำผิดอย่างเหมาะสม ทั้งในรูปแบบการบำบัดฟื้นฟู ส่งคืนสังคม การดูแลติดตามผลและช่วยเหลือสงเคราะห์ โดยพิจารณาถึงพฤติกรรมของเด็กแต่ละคน พื้นฐานครอบครัว และการศึกษา

“ส่วนประชุมเชิงปฏิบัติการได้แนวทางว่า ควรบริหารจัดการวางแผนยุทธศาสตร์ผลักดันให้เป็นนโยบายวาระแห่งชาติโดยตรง มีองค์กรต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือและใช้ระบบไอที เข้าช่วยทำฐานข้อมูลขององค์กรที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้อมูลของเด็กและเยาวชนทุกกลุ่ม พร้อมสร้างเครือข่ายโดยมีผู้นำองค์กรมาประชุมเพื่อสร้างระบบร่วมกัน อย่างไรก็ตามทุกหน่วยงานต้องดูแลเด็กแต่ละกลุ่มอย่างเหมาะสมและเข้าถึงเด็กให้รวดเร็ว ต้องออกกฎหมายพิเศษโดยตรงเพื่อแก้ไขเหตุการณ์ต่างๆ พร้อมพัฒนาความรู้ของเจ้าหน้าที่และบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพไปพร้อมกัน” หัวหน้าโครงการฯ กล่าว

pra02180459p1

หัวหน้าโครงการระบุด้วยว่า จากนี้จะนำผลการประชุมเชิงปฏิบัติการที่ได้ ไปทำข้อมูลเพื่อไปทำแผนพัฒนาให้เกิดเป็นระบบขึ้นมา โครงการนี้ทำได้คือสร้างองค์ความรู้ที่เป็นระบบ และสร้างการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ ก่อนจะส่งข้อสรุปไปให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อเสนอต่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าจะเห็นชอบเพื่อออกเป็นข้อบังคับ

แน่นอนที่สุดว่า ผลลัพธ์อาจไม่ได้อยู่ที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่จะตกอยู่ที่เด็กและเยาวชนของชาติ ดังนั้นทุกองค์กรควรผนึกกำลังเพื่อสร้างความเชื่อมโยงและต่อยอดงานให้เกิดเป็นรูปธรรม เพื่อส่งผลต่อเด็กที่มีคุณภาพกลับคืนสู่สังคม และช่วยให้เด็กทุกคนดำเนินชีวิตตามแบบที่พวกเขาควรเป็นในสังคม