คอลัมน์ อาศรม มิวสิก : ละครเพลงเรื่องระเด่นลันได

19.08.18 | 13:00 น.

ละครเพลงเรื่อง “ระเด่นลันได” เป็นโครงการของนักศึกษาสาขาวิชาธุรกิจดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 เพื่อที่จะเรียนรู้การทำงานและสร้างประสบการณ์เรื่องดนตรี ธุรกิจ และการผลิตงานที่เกี่ยวกับการสร้างสรรค์ ถือเป็นโครงการใหญ่ก่อนที่จะจบการศึกษา

สาขาวิชาธุรกิจดนตรี เป็นสาขาวิชาที่เปิดสอนในวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นสถาบันแรกในระบบการศึกษาไทย เพราะพบว่าผู้ที่ประกอบธุรกิจดนตรีทั้งหลายในสังคมไทยนั้น ไม่รู้ ไม่มีความรู้ และไม่ต้องการที่จะรู้ด้านดนตรี แต่มีความรู้เรื่องกำไรขาดทุนเป็นอย่างดี ส่วนฝ่ายนักดนตรี คนรักดนตรี คนเล่นดนตรี นักเรียนดนตรี ก็ไม่เข้าใจเรื่องธุรกิจ ปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างกันจึงมีอยู่สูง

การเปิดสอนสาขาวิชาธุรกิจดนตรี จึงเป็นองค์ความรู้ใหม่สำหรับสถาบันการศึกษาไทย อย่างน้อยก็เป็นอาชีพใหม่ที่เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมอาชีพดนตรีให้เจริญก้าวหน้ามากขึ้นด้วย เพราะว่าเรื่องดนตรีและธุรกิจจะต้องเกื้อกูลกัน สังคมจึงจะอยู่และเจริญก้าวหน้าได้

ธุรกิจที่เกี่ยวกับดนตรีและทรัพย์สินทางปัญญาในเมืองไทยนั้น มีตัวเลขที่สูงมาก ตั้งแต่ค่าตัวศิลปิน ค่าลิขสิทธิ์ผลงานเพลง สินค้าที่เกี่ยวกับดนตรี เครื่องดนตรี

เครื่องเสียง อุปกรณ์ดนตรี ธุรกิจบันทึกเสียง การจัดการแสดง เทศกาลดนตรี การนำนักร้องนักดนตรีและวงดนตรีจากต่างประเทศเข้ามาแสดง ล้วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจดนตรีทั้งสิ้น เมื่อเกิดวิชาธุรกิจดนตรีก็จะสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้แก่สังคมไทยและธุรกิจไทย

Advertisement

การที่นักศึกษาสาขาวิชาธุรกิจดนตรีรุ่นแรกๆ เลือกทำโครงการที่เป็นละครเพลง เพราะว่าละครเพลงในยุคนั้นเป็นที่นิยมในสังคมไทยมาก คณะอาจารย์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนของโครงการกับนักศึกษาได้หารือกัน แล้วตกลงปลงใจที่จะทำโครงการศึกษาเป็นละครเพลง จนกลายเป็นค่านิยมหรือประเพณีนิยมที่นักศึกษาสาขาวิชาธุรกิจดนตรีชั้นปีที่ 4 จะต้องทำโครงการละครเพลง

ในรุ่นแรกๆ นั้น นิยมทำละครเพลงฝรั่ง โดยซื้อลิขสิทธิ์จากเมืองนอกเข้ามาทำละครเพลง โดยเฉพาะการซื้อเรื่องที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก แสดงแล้วไม่ต้องโฆษณาเรื่องราว เหลือเพียงว่าแสดงดีหรือไม่ดี ร้องเพลงดีหรือไม่ เพราะผู้ฟังส่วนใหญ่ก็จะเอาความสามารถของนักศึกษาไปเปรียบเทียบกับละครเพลง (อาชีพ) ในต่างประเทศที่เคยมีประสบการณ์มา ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของผู้ที่ชื่นชอบละครเพลง กล่าวคือ เป็นผู้ที่มีการศึกษาสูง มีชื่อเสียง ผ่านการศึกษาในต่างประเทศ มีฐานะดี มีบทบาทส่งเสียงดัง และเป็นผู้ที่มีรสนิยมดี

การแสดงละครเพลงของนักศึกษาสาขาวิชาธุรกิจดนตรี ผ่านการทดสอบหลายครั้ง หลายรุ่น จนเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับของสังคมไทย ทำให้นักศึกษารุ่นต่อๆ มา ต่างพยายามรักษามาตรฐานเอาไว้ เพราะไม่มีใครต้องการทำแล้วเสียชื่อ ทำแล้วด้อยกว่ารุ่นที่แล้ว นักศึกษาสาขาวิชาธุรกิจดนตรีจึงลงทุน ลงแรง ดึงพ่อแม่ญาติมิตร ทำอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อจะรักษามาตรฐานของผลงาน

สิ่งที่น่าชื่นชมนักศึกษาเหล่านี้ก็คือ การลงทุนทำงาน ความร่วมมือร่วมใจ หาเงินกันเอง หาผู้สนับสนุนกันเอง ซึ่งจะต่างไปจากนักศึกษาในสาขาอื่นๆ ที่วิทยาลัยลงทุนสนับสนุน นักศึกษามีหน้าที่จัดงานให้สำเร็จเท่านั้น แต่สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาธุรกิจดนตรี ต้องรับผิดชอบโครงการเอง คิดเรื่องอะไรที่ทำแล้วขายได้ ต้องหาเงินมาทำงาน ต้องแบกรับกำไรขาดทุน เรียนรู้การคิดต้นทุน ต้องแก้ปัญหา และต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ต่อมาเมื่อละครเพลงของสาขาวิชาธุรกิจดนตรีเป็นที่รู้จักมากขึ้น ผู้เขียนจึงได้นำเสนอให้นักศึกษาสาขาวิชาธุรกิจดนตรีหันมาสนใจเรื่องราวที่เป็นของสังคมไทยกันบ้าง เพราะเป็นการสร้างงานใหม่ ต้องทำดนตรีใหม่ ต้องเขียนคำร้อง ต้องคิดท่าของนักแสดงใหม่ ต้องคิดเรื่องการแต่งกาย ฉาก แสง สี เสียงใหม่ คือต้องทำใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับนักศึกษาสาขาวิชาอื่นด้วย อาทิ ผู้ประพันธ์เพลง นักดนตรี ผู้ควบคุมวงดนตรี ผู้กำกับ ทำให้ต้องมีภาระเพิ่มมากขึ้น แตกต่างจากการซื้อละครเพลงที่สำเร็จมาและมีหน้าที่ทำซ้ำเท่านั้น

สำหรับปีนี้ นักศึกษาได้ทำละครเพลงเรื่อง “ระเด่นลันได” ซึ่งเป็นต้นแบบของการนำอดีตมารับใช้ปัจจุบัน ตามแนวทางที่นักศึกษารุ่นก่อนได้สร้างผลงานมาแล้วหลายเรื่อง อาทิ เรื่อง “อิน จัน” เรื่อง “พญากง พญาพาน” ซึ่งประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักมาแล้ว สิ่งหนึ่งที่นักศึกษาสาขาวิชาธุรกิจดนตรีทำสำเร็จก็คือ ได้สร้างประวัติศาสตร์ผลงานสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ นำเรื่องอดีตของสังคมมาสร้างเป็นละครเพลง เป็นการค้นหาวิธีคิดที่แตกต่างไปจากการเลียนแบบและทำซ้ำ แตกต่างไปจากการซื้อความสำเร็จมาใช้

ขณะเดียวกัน ได้ทำลายวิธีคิดที่ว่า “ตามเขาว่าเก่ง ทำเองว่าโง่” ลงได้อย่างสิ้นเชิง แต่เป็นการสร้างสรรค์ผลงานขึ้นใหม่ แม้จะไม่สุดยอดสวยหรู แต่เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การศึกษาไทย “คิดทำขึ้นใช้เอง”

ละครเพลงเรื่องระเด่นลันได เป็นวรรณกรรมที่เขียนขึ้นเพื่อล้อเลียน ถากถาง และเย้ยหยัน สะท้อนความเหลื่อมล้ำของสังคมในสมัยนั้น เป็นเรื่องของสามัญชนคนธรรมดา พบได้ทั่วไปแต่ไม่พบในประวัติศาสตร์ การบันทึกเรื่องราวที่เป็นประวัติศาสตร์ของสังคมชาวบ้าน เป็นเสน่ห์ของความมีชีวิตของสังคมในอดีต

ผู้แต่งระเด่นลันได คือ พระมหามนตรี (ทรัพย์) มีชีวิตประมาณ พ.ศ.2330-2388 เหตุเกิดราว 200 ปีมาแล้ว ในการล้อเลียน เย้ยหยัน และสะท้อนสังคมนั้น พระมหามนตรีเลือกพระเอกเป็นคนขอทาน มีอาชีพเลี้ยงวัว ซึ่งถือว่าเป็นคนชั้นต่ำของสังคม พระเอกระเด่นลันไดยังเป็นนักดนตรีที่มีฝีมือ เจ้าชู้ ใครรู้ใครเห็นใครรู้จัก เป็นเครื่องหมายของขอทาน เป็นผู้แทนของคนชั้นต่ำ น่ารังเกียจ การใช้ซออู้เป็นเครื่องมือ เป็นอุปกรณ์ในการขอทานนั้น เพื่อบอกให้รู้ว่าดนตรีเป็นวิชาข้างถนนเต้นกินรำกิน เป็นอาชีพของคนชั้นต่ำ ผู้คนเกลียดกลัว “เสียแรงรู้ เสียแรงเรียน เพราะดนตรีเป็นวิชาที่ไม่มีแก่นสาร”

ระเด่นลันไดบ่งบอกว่าเป็นคนที่เล่นดนตรีไม่เก่งแต่มีความชำนาญ แม้ไม่เชี่ยวชาญแต่เคยมือ นอกจากจะสีซอขอทานแล้ว ระเด่นลันไดยังเจอข้อหาการคบชู้สู่สมด้วย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สังคมตั้งข้อรังเกียจเป็นหนักหนา ซึ่งยังสะท้อนถึงสังคมดนตรี กระทั่งในปัจจุบันในอาณาบริเวณวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีประติมากรรมของระเด่นลันได ตั้งไว้เป็นที่ระลึก เพื่อยกย่องว่าดนตรีไม่มีชนชั้น แม้ขอทานก็นั่งเป็นศิลปินได้ ประติมากรรมของระเด่นลันได ปั้นโดยนายช่างโสพิศ พุทธรักษ์ ตั้งอยู่บริเวณเรือนศิลปิน เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจคนดนตรีให้รำลึกเสมอว่า ดนตรีนั้นเป็นวิชาของนักปราชญ์ ดนตรีไม่ใช่วิชาชั้นต่ำ ขึ้นชื่อว่านักดนตรีจะต้องมีฝีมือ ไม่ควรประพฤติชั่ว ไม่ควรคบชู้สู่สม และไม่ควรบกพร่องเรื่องการเงิน

ละครเพลงระเด่นลันได เป็นการนำหลักฐานประวัติศาสตร์ที่สำคัญของสังคมมาสะท้อนให้เห็นวิธีคิดและความเป็นไปของสังคม

ระเด่นลันได เป็นพระเอกสีซออู้ นอกจากสื่อให้สังคมรับรู้ว่าดนตรีไม่มีชนชั้น ทุกคนสามารถเข้าถึงดนตรีได้ ดนตรีไม่มีพรมแดน ดนตรีไม่มีเงื่อนไข ดนตรีไม่มีข้อจำกัด เล่นที่ไหน เล่นเมื่อไหร่ก็ได้ ดนตรีจะอยู่ในหัวใจของทุกคน เสียงดนตรีนั้นเป็นการประกาศเสรีภาพของจิตใจ สามารถที่จะแสดงออกได้ทุกรูปแบบ แสดงเมื่อใดก็ได้ ดนตรีเป็นร่องรอยการบันทึกประวัติศาสตร์ เป็นการจารึกความรู้สึกของหัวใจ เสียงซออู้ของระเด่นลันไดได้สร้างความประทับใจให้แก่นางประแดะหลงรักระเด่นลันได ทั้งๆ ที่เธอก็มีคู่อยู่แล้ว

โครงการของนักศึกษาสาขาวิชาธุรกิจดนตรี การได้สร้างละครเพลงถือเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ายิ่งสำหรับนักศึกษา ทำให้นักศึกษาเรียนรู้ในการหาทุน หาผู้สนับสนุน เรียนรู้เรื่องการต่อรอง การบริหารโครงการ การควบคุมค่าใช้จ่าย เรียนรู้ระบบที่ดีและระบบที่ไม่ดี เรียนรู้การหักหัวคิว เรียนรู้เรื่องอำนาจ เรื่องความอหังการ ซึ่งเป็นบทที่มีอยู่ในเรื่องระเด่นลันไดอยู่แล้ว ทั้งบทของนางประแดะ บทของระเด่นลันได และบทของนายประดู่ ทั้งนี้ ก็เป็นเรื่องที่ยังปรากฏอยู่จริงในชีวิตของสังคมปัจจุบัน

การที่นักศึกษาสาขาวิชาธุรกิจดนตรีได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ทำให้นักศึกษาแข็งแกร่งขึ้น ทำให้เกิดปัญญา เมื่อเรียนจบแล้วได้นำประสบการณ์ไปใช้ในชีวิตจริงก็จะไม่ตกใจ ไม่ต้องร้องไห้เหมือนประสบการณ์ที่พบเมื่อครั้งที่ยังศึกษาอยู่

การร้องไห้ก็เพราะชีวิตนักศึกษายังด้อยประสบการณ์ การได้ทำงานจริงเป็นความโชคดีของนักศึกษา ที่สำคัญคือความสามารถที่จะแก้ปัญหาได้และทำงานสำเร็จ ซึ่งเชื่อว่านักศึกษาเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญในด้านธุรกิจดนตรีของไทยในอนาคต

ผลงานละครเพลงระเด่นลันไดของนักศึกษาสาขาวิชาธุรกิจดนตรี เป็นผลงานที่ประกอบด้วยบทเพลงบรรเลง เพลงร้อง การนำเสนอเสียงร้อง นักร้องในฐานะนักแสดง นักประพันธ์เพลง การเล่นดนตรีด้วยฝีมือของนักดนตรี รวมทั้งฉาก เวที แสง สี เสียง โดยมีผู้ชมเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จ

สำหรับประเทศไทยในอนาคต ศิลปะการแสดง ดนตรี รวมถึงศิลปวัฒนธรรม จะมีบทบาทที่สำคัญมากขึ้น เนื่องจากประเทศเริ่มหันมาพึ่งพิงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งการสร้างผลงานขึ้นในสังคมเพื่อให้เป็นทรัพย์สินที่จะสร้างความพึงพอใจ ความเพลิดเพลิน รวมไปถึงความสุข เป็นหัวใจของการท่องเที่ยว

ผู้ที่สนใจสามารถไปชมการแสดงละครเพลงเรื่องระเด่นลันไดได้ ที่หอแสดงดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดแสดงระหว่างวันที่ 23-26 สิงหาคม 2561 (LINE : @radenlundai2018)