เกรียมกันอย่างไม่มีข้อสงสัย สำหรับอุณหภูมิประเทศไทยที่พุ่งเฉลี่ยทะลุ 40 องศาเซลเซียส
ยิ่งในโลกโซเชียลที่เพื่อนฝูงอัพเดตอุณหูมิรอบตัวรายนาทีผ่านแอพพลิเคชั่น ชัดเจนว่าไม่มีทางที่อากาศจะต่ำไปกว่า 38 องศา ในกรุงเทพฯ เมืองเทพสร้างว่าร้อนแล้ว แต่ต่างจังหวัดยิ่งร้อนกว่า บางพื้นที่แตะเลข 42 องศาไปแบบเฉียดๆ จนยากจะเข้าใจว่าคนในพื้นที่อยู่กันอย่างไร
ลำพังการเดินออกจากที่พักไปซื้อข้าวตอนบ่ายที่ปากซอยก็เป็นเรื่องต้องคิดแล้วคิดอีก หลายคนเลือกทำกับข้าวกินเองอยู่บ้าน ไม่ออกไปไหนจนกว่าตะวันจะลับฟ้าลับตา ไม่นับคนที่ไม่ได้ติดตั้งเครื่องปรับอากาศไว้ในบ้าน บ่ายๆ เปิดพัดลมแล้วเจอลมร้อนก็อบอุ่นหัวใจกันไปตามระเบียบ อาศัยเปิดหน้าต่างเปิดประตูให้ลมพัดผ่านพอเยียวยาไปพลางๆ
หรือพนักงานออฟฟิศหลายๆ คนที่ต้องเดินออกมากลางแดดจ้ากลางป่าคอนกรีตเพื่อหาร้านอาหารกลางวัน กว่าจะเดินถึงร้าน กว่าอาหารจะได้ ก็โดนพิษอุณหภูมิเล่นงานจนพาลจะไม่อยากอาหารไปเปล่าๆ-ยิ่งถ้าเป็นอาหารต้มยำ ทั้งร้อนทั้งเผ็ด นอกจากร้อนกายข้างนอกแล้วเครื่องในยังจะร้อนตามไปด้วย
บรรดาแม่บ้านพ่อบ้านใจกล้าทั้งหลายอาจรักหน้าร้อนและเดือนเมษายนก็ตรงที่ตากผ้าแห้งไว ไม่ต้องปั่นไม่ต้องบิด ยกขึ้นตาก ทิ้งไว้ไม่กี่ชั่วโมงก็แห้ง หรือถ้าเผลอลืมทิ้งไว้สัก 2-3 แดด มีแนวโน้มว่าผ้าจะแห้งจนกรอบได้ง่ายๆ
ฝันร้ายของหลายคนคือการกลับมาถึงบ้านในช่วงบ่ายแล้วพบว่าไฟดับ เลี่ยงไม่ได้ต้องนอนตัวเฉาอยู่ในบ้าน รออย่างอดทนว่าเมื่อไหร่เครื่องปรับอากาศหรือพัดลมจะกลับมาทำงานได้อีกครั้ง
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ นับแล้วเป็นผู้คนที่เจอแดดเฉพาะเวลาที่ต้องออกไปข้างนอกชั่วประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น ไม่ว่าจะด้วยหน้าที่การงานหรือความจำเป็นก็ตาม แต่ประเทศไทยและโลกนี้ยังมีอาชีพที่ต้องทำงานกลางแดดอย่างเลี่ยงไม่ได้ บ่อยครั้งที่เงยหน้ามองฝ่าไอแดดยิบๆ ไปแล้วเห็นคนเหล่านี้ทำงานกันอยู่กลางความระอุนั้นก็ให้สงสัยว่า นอกจากร่างกายแล้ว หัวจิตหัวใจพวกพี่เขาหล่อด้วยอะไร ทำไมจึงยืนหยัดอยู่กลางแดดเปรี้ยงเช่นนั้นได้
แน่นอนว่าพวกเขาไม่ใช่ไอรอนแมน และยิ่งไม่ใช่ซูเปอร์แมน คนทำงานกลางแดดจ้าเหล่านี้ย่อมมีวิธีคลายร้อนในแบบเฉพาะของตัวเอง ใครจะเอาอย่างบ้างก็ตามอัธยาศัยได้เลย
เริ่มที่อาชีพเพื่อความรวดเร็วของคนเมืองอย่างวินมอเตอร์ไซค์ เป็นเรื่องที่รู้กันดีอยู่แล้วสำหรับการขับรถรับส่งผู้โดยสารกลางแดด เพราะบางที แม้อากาศจะพุ่งทะลุปรอทแค่ไหน แต่ถ้าผู้โดยสารเรียกร้อง พี่วินเหล่านี้ก็พร้อมสวมหมวกกันน็อค สตาร์ตเครื่องเพื่อไปส่งให้ถึงที่หมายโดยไวที่สุด
“โถ่คุณ มีเหรอจะไม่ร้อน ขับรถออกแดดตอนบ่ายสองเราก็ร้อนกันทั้งนั้น” ขจร เนเยือด วินมอเตอร์ไซค์หนุ่มตอบอย่างอารมณ์ดีระหว่างนั่งรอผู้โดยสารอยู่ที่วินของตัว มือข้างหนึ่งถือขวดน้ำเปล่าไว้
ทำงานต่อวัน เฉลี่ยแล้ววันละ 8 ชั่วโมง ตั้งแต่เช้าถึงเย็น เวลาส่วนมากที่เจอคือช่วงที่ดวงอาทิตย์ยังอาละวาดอยู่บนฟ้าทั้งนั้น
“ร้อนครับ ร้อนมาก” เขายอมรับ “แก้โดยดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อดับกระหาย ให้มันมีน้ำในร่างกาย ไม่เช่นนั้นเราจะขาดน้ำแล้วร่างกายจะแย่ แล้วก็ถ้าเหนื่อย พยายามหาที่จอดในร่มแล้วพักเสีย อย่าไปจอดกลางแดด” เป็นคำแนะนำพร้อมยกขวดน้ำในมือขึ้นมาให้ดู น้ำในขวดนั้นพร่องไปกว่าครึ่ง
“ผมดื่มแต่น้ำเปล่านะ รู้สึกสดชื่นกว่าดื่มน้ำหวาน แต่นานๆ ทีก็มีดื่มน้ำหวานบ้าง”
ดื่มน้ำเยอะขนาดนี้ ขจรยอมรับว่าเปลืองเหมือนกัน เพราะบางวันแม้กรอกน้ำมาจากบ้านแล้วก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ไม่พ้นเดินเข้าร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อน้ำขวดใหม่มาเพื่อดับกระหาย

พ้นไปจากนี้ ผิวหน้าของวินมอเตอร์ไซค์หนุ่มยังแดงก่ำและเป็นรอยแดดเผา เขายอมรับมันแต่โดยดีและบอกว่านี่คือสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ในการทำงานกลางแดด แม้จะใส่หน้ากาก หมวกกันน็อค รวมไปถึงเสื้อแขนยาวเพื่อกันผิวในส่วนอื่นๆ จากแดด แต่ที่สุดแล้ว กระทั่งการนั่งในวินเพื่อรอลูกค้าก็ไม่พ้นจากการโจมตีของเปลวแดดอันรุนแรงอยู่ดี
“ไม่เป็นไร เอาแค่ไม่ให้ผิวเราไหม้หนักๆ ก็พอแล้ว มันแสบ” ปิดท้ายด้วยเสียงหัวเราะกังวาน
อีกหนึ่งสาขาอาชีพที่นอกจากเจอแดดร้อนเปรี้ยงแล้ว ยังต้องทนร้อนจากเตาด้านหน้าด้วย ชนาณัฐ แสนประเสริฐ แม่ค้าขายผัดไทยในตลาดประชานิเวศน์ที่แม้จะยืนขายในร่มคันใหญ่ แต่ก็ยังไม่พ้นไอแดดที่สะท้อนจากพื้นคอนกรีตขึ้นมาถึงหน้า รวมถึงกระทะตรงหน้าที่ด้วยอาชีพแล้ว เธอต้องเปิดเตาแก๊สและผัดอาหารต่อหน้าความร้อนไม่ต่ำกว่า 90 องศาเซลเซียสทั้งวัน ตั้งแต่ 08.00-21.00 น.
“เราต้องเร่งไฟให้ร้อนค่ะเพื่อให้อาหารสุก อร่อย ทันใจลูกค้าด้วย” แม่ค้าตอบพร้อมยิ้มหวาน ไม่ใยดีไอแดดที่เผลอๆ ไม่แค่อาหารสุก แต่คนก็จะสุกด้วยจากรอบๆ ตัว
“ร้อนนักก็ใช้ผ้าเย็น ชุบ ถูตามเนื้อตัวให้สบายขึ้นมาหน่อย แล้วก็ต้องดื่มน้ำเยอะๆ ไม่ให้ขาดน้ำเด็ดขาดค่ะ” ชนาณัฐย้ำ “ดื่มน้ำแร่ขวดใหญ่ทุกวัน วันละหลายขวด แล้วต้องเป็นน้ำเปล่าเท่านั้น เพราะรู้สึกว่าน้ำหวานไม่ช่วยให้เราหมดความกระหาย”
ความที่ต้องทำงานตั้งแต่ช่วงที่แดดอ่อนๆ จนถึงช่วงแดดแผดจ้าและสิ้นสุดที่แดดลับตาไปแล้ว ทำให้แม่ค้าสาวมีวิธีคลายร้อนอีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อดวงอาทิตย์ตกดินเมื่อไหร่ จะออกมานั่งรับลมเย็นๆ แถวๆ นั้น
“ตกเย็นแล้วลมไม่ค่อยเป็นลมร้อนหรอกนะคะ ชื่นใจดี”
ป้าเล็ก อีกหนึ่งอาชีพที่สู้แดดมากๆ คือเป็นแม่ค้าขายลอตเตอรี่ ทุกวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน เธอจะขมีขมันตั้งแผงขายลอตเตอรี่ให้คนมาซื้อตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ในชุดประจำอย่างเสื้อเชิ้ตแขนยาว กางเกงขายาวและหมวกสีขาวใบน้อยที่ใช้กันแดด
“ร้อนค่ะ ร้อนมาก ปีนี้ร้อนจังเลย”
“ต้องดับร้อนด้วยการดื่มน้ำ ดื่มน้ำเปล่าให้เยอะๆ ร่างกายจะได้ไม่ขาดน้ำ แล้วก็ใส่หมวก ใส่เสื้อแขนยาวไม่ให้แดดเผาด้วยค่ะ”
อีกอาชีพที่เลี่ยงการปะทะไออุ่นรักของแดดไม่ได้เลยคือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย สมศักดิ์ พลยุทธ เองก็ทำหน้าที่มานานหลายปี เจอมาแล้วทั้งฤดูร้อน หนาว และฝน แต่เขาปรารภว่าปีนี้ร้อนกว่าปีก่อนๆ และมีแนวโน้มจะร้อนขึ้นเรื่อยๆ ทางออกในการดับร้อนของเขาคือการเปิดพัดลมเครื่องเล็กๆ ที่มีบ้างในเวลาที่ทนร้อนไม่ไหวจริงๆ สลับกับเดินไปหลบใต้เงาของต้นไม้ใหญ่

ถามว่าทำไมไม่เลือกอยู่เวรในกะดึกเพื่อจะได้ไม่ต้องเจอแดด สมศักดิ์ตอบว่าเลี่ยงไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรก็ต้องมีวันที่ต้องเลือกทำงานในกะกลางวันอยู่ดี ดังนั้นที่ดีที่สุดคือหาทางคลายร้อนด้วยการหลบแดด และแน่นอนที่สุด ดื่มน้ำ หรือไม่ก็ออกไปรับลมบ้างในวันที่ลมแรงๆ
ปิดท้ายกันที่ อุดร กุหลาบวัน เจ้าของร้านขายน้ำหวาน ที่ตั้งแต่เช้าจะขับรถออกไปขายที่แถวเกษตร-นวมินทร์ ก่อนจะวนกลับมาขายแถวย่านประชาชื่นในช่วงบ่ายที่แดดกำลังแผดจ้าเต็มที่ และยิ่งฤดูร้อนแบบนี้ ร้านน้ำของลุงอุดรยิ่งเป็นที่ต้องการของประชาชนทุกพื้นที่ ส่งผลให้ยอดขายทะลุหลายร้อยแก้วต่อวัน
ทั้งนี้ คนขายก็ใช่จะไม่ร้อน และวิธีแแก้ร้อนของลุงอุดรคือการดื่มน้ำเยอะๆ รวมถึงพยายามหลบแดดโดยเข้าไปจอดพักตามใต้ร่มไม้ให้ได้มากที่สุด และแน่นอนว่าปกคลุมร่างกายด้วยเสื้อแขนยาวกับหมวกสักใบเพื่อไม่ให้ผิวไหม้
“หรือถ้าร้อนมากๆ ก็คลายเครียดตัวเองด้วยการเปิดเพลงฟังด้วยครับ” สิ้นประโยคก็เปิดเพลงจากวิทยุเครื่องเล็กๆ ที่ติดตัวมาให้ได้ยิน ชื่นใจกันในยามบ่าย
เหล่านี้คือมากมายหลายวิธีการดับร้อนของคนทำงานกลางแจ้ง ที่อาจไม่มีทางเลือกมากมายให้หลบร้อนหลบแดด
นอกจากร่างกายจะแกร่งแล้ว หัวใจยังต้องแกร่งสู้แดดอีกด้วย

