ในประเทศเพื่อนบ้านรอบประเทศไทย ทั้งลาว พม่า กัมพูชานั้น เกิดการแข่งขันระหว่างทุนธุรกิจของประเทศใกล้เคียงที่ล้อมรอบอยู่คือธุรกิจไทย จีน และเวียดนาม ซึ่งเข้าไปลงทุนมีบทบาทสร้างงานสร้างความมั่งคั่งให้เกิดขึ้น และร่วมมือกันสร้างสรรค์กิจกรรมทางเศรษฐกิจ จนประเทศเหล่านั้นต่างมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่า 6-7% อย่างต่อเนื่อง
แต่สิ่งที่แตกต่างอย่างมากของการทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน ระหว่างทุนไทย จีน และเวียดนาม คือ การจ้างบุคลากร
ทุนจีนและเวียดนามนั้น เข้ามาทำธุรกิจ ก็จะพาแรงงานจากประเทศตัวเองมาด้วยทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด บ่อยครั้งเมื่อโครงการเสร็จแล้ว ก็ไม่พากลับ ปล่อยให้เผชิญ โชคอยู่ในประเทศปลายทางกันเอาเอง ที่ดีก็หาเมียมีลูกก่อร่างสร้างตัว ถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมายก็ยากจะเดา ที่ร้ายคือกลายเป็นโจรปล้นจี้ หรือไปเข้ากลุ่มอาชญากรรมใต้ดิน
ข้อดีคือเอามาแล้วหลบไม่ได้หนีไม่ได้ ต้องทำงานให้จนกว่าจะรวยหรือเจ๊งไปด้วยกัน
ในขณะที่ทุนไทย จะลงทุนฝึกอบรมพนักงานคนท้องถิ่น จ้างงานคนท้องที่ เพราะหนึ่งคือค่าแรงที่ถูกกว่า สองคือจะได้โนว์ฮาวและโนว์ฮูของคนท้องถิ่นมาด้วย แต่ปัญหาหลักคือ คนท้องถิ่นนั้นหลายครั้งก็ไม่แน่นอน ไว้ใจยาก อยากมาทำงานก็มา อยากหาย อยากลาก็หาย เพราะเป็นบ้านตัวเอง วันดีคืนดีหนีไปแต่งงานเลิกมาทำงานโดยไม่บอกก็มี
ยิ่งในลาวนั้น หลายครั้งที่ความสุขสบายได้หยุดมีค่าเหนือโอทีและรางวัล ไม่พอใจอยากทำก็หยุดนอนเล่นดื้อๆ ทำเอาปวดเศียรเวียนเกล้าเจ้าของต้องมาทำงานแทน ดังที่ผู้เขียนเคยกล่าวไปแล้วในเรื่องอุปสรรคที่หนักที่สุดของการทำธุรกิจ ในขณะที่คนงานเวียดนามและเขมรนั้น แม้จะขยันแต่ก็ไว้ใจได้ยาก คนงานพม่าที่ไม่ใช่ชนเผ่าอาจเรียกได้ว่าดีที่สุด แต่ด้วยกำแพงภาษาก็ทำให้สื่อสารกันลำบาก
แต่ข้อดียิ่งของการทำแบบไทย ซึ่งได้แนวทางมาจากฝรั่ง คือเกิดการจ้างงานและการพัฒนาฝีมือแรงงานในท้องถิ่น แรงงานที่ผ่านการฝึกฝนและทำงานแล้วสามารถไปต่อ
ยอดขยายกิจการของตัวเองในอนาคตได้ มีความรู้ความสามารถและได้เงินไปหมุนเวียนใช้จ่ายในประเทศมากกว่าวิสาหกิจทุนจีนทุนเวียดนามที่แรงงานมาทำงานเก็บเงินส่งกลับบ้านมากกว่า
อีกอย่างหนึ่งคือ ทุนไทยนั้นเมื่อแรกจะมีผู้จัดการเป็นคนไทย แต่นานไปก็เปิดโอกาสให้คนพื้นเมืองขึ้นมาบริหารได้ การเติบโตในหน้าที่การงานก็มากกว่า ทำให้เกิดการพัฒนาฝีมือแรงงานและสร้างโอกาสแก่ผู้ประกอบการในอนาคตตามลำดับ
จากประสบการณ์จริงของผู้เขียน ชาวประเทศเพื่อนบ้านจึงชอบทำงานกับบริษัทไทย เพราะสร้างความมั่งคั่งมวลรวมให้แก่ชุมชนและครอบครัวของคนท้องถิ่นด้วยประการฉะนี้ แม้กระทั่งชาวเวียดนามเอง ก็นิยมการทำงานกับบริษัทไทย แม้จะไม่ชอบนิสัยคนไทยบางกลุ่มอย่างไรก็ตาม
ความติดขัดเกิดอยู่ที่ระบบการเงินของธนาคารไทยที่ยังไม่เอื้อต่อการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมากเท่าที่ควร แม้ว่าธนาคารพาณิชย์และองค์กรภาคเศรษฐกิจจะประโคมโหมข่าวเรื่อง AEC กันมากแค่ไหน แต่การสนับสนุน SME ที่ไปลงทุนก็มีน้อย ทั้งยังลำบากกับระเบียบทางการเงิน การจ้างแรงงาน และระบบราชการที่เชื่องช้าทั้งสองฝั่ง คนไทยที่ต้องการเปิดกิจการ ต้องผจญกับความไม่แน่นอนของระเบียบราชการและระเบียบธนาคารที่ยุ่งยาก ในขณะที่คนจีนและเวียดนามนั้นได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐทั้งเงินทุนและอิทธิพลทางการเมือง ทำให้เสียแต้มต่อในการเริ่มต้นธุรกิจเป็นอย่างมาก
ขอแค่รัฐไทยเลิกแนวคิดล้าหลังยุคสงครามเย็น มาส่งเสริมการลงทุนเห็นคุณค่าการขยายธุรกิจไปในประเทศเพื่อนบ้าน ผลักดันระบบการเงินที่เป็นสากลและตกลงต่อรองกันได้ จักรวรรดิการค้าของไทยที่จะสร้างความร่ำรวยไปด้วยกันทั้งลุ่มน้ำโขงก็อยู่ไม่ไกล

