เคยบอกแล้วใช่ไหมว่า การไปดูดนตรีที่หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล นั้น
ได้ทั้งความบันเทิงและยังได้ความรู้เพิ่ม
ความรู้ที่ได้เพิ่มขึ้นก็จะย้อนกลับไปหนุนส่งให้เรารู้สึกบันเทิงเมื่อรับฟังดนตรี
เหมือนดั่งที่ไปฟังคอนเสิร์ตชื่อ “ละติน อเมริกัน ไนท์”
มี อัลฟอนโซ สการาโน (Alfonso Scarano) เป็นวาทยากร
มีเบ็ตตี้ การ์เซส์ (Betty Garcces) นักร้องเสียงโซปราโน เป็นศิลปินโซโล
และมีวงไทยแลนด์ ฟีลฮาร์โมนิก ออเคสตร้า (Thailand Philharmonic Orchestra) ขับกล่อม
มีข่าวแทรกเข้ามาบอกกล่าวนิดหนึ่ง
นั่นคือ บอร์ดของวงไทยแลนด์ ฟีลฮาร์โมนิก ออเคสตร้า เขาขอเปลี่ยนการเรียกชื่อย่อของวง
จากเดิมที่คุ้นหูกันว่า “ทีพีโอ” นั้น ปรากฏว่าวงดนตรีคลาสสิกในโลกนี้มี “ทีพีโอ” หลายวง
เลยขอให้เรียกชื่อ “ไทยแลนด์ ฟีลฮาร์โมนิกฯ” ทั้งนี้ ก็เพื่อยืนยันความเป็น “ไทยแลนด์”
ต่อไปจึงขอเรียกชื่อวงนี้ว่า “ไทยแลนด์ ฟีลฯ”
วกกลับมาที่คอนเสิร์ตที่ไปรับฟัง บทเพลงเพลงละตินนั้นไม่ค่อยคุ้นเคยหรอก
แต่พอได้ไปฟังช่วง ทอล์ก พรีคอนเสิร์ต ที่ทางวงไทยแลนด์ ฟีลฯ จัดเป็นประจำ
ไปได้ฟัง ดร.ธนพล เศตะพราหมณ์ มาอธิบายก่อนได้ฟังบทเพลง
ทำให้มีข้อสังเกตเกี่ยวกับบทเพลงละตินที่กำลังได้ฟัง
โดยเฉพาะการใช้จังหวะและการเน้นจังหวะที่แตกต่าง
การใช้จังหวะและการเน้นจังหวะที่แตกต่าง ทำให้เพลงละตินมีความแตกต่าง
บทเพลงที่ไปฟังในวันนั้นมีมากมาย
เปิดตัวด้วยบทเพลง Danzon No.2 ประพันธ์โดย Arturo Marquez ชาวเม็กซิกัน วัย 68 ปี
มีความน่าสนใจตรงทำนอง Danzon ที่มีต้นกำเนิดที่คิวบาแล้วแพร่กระจายเข้าสู่เม็กซิโก
แล้วกลายเป็นทำนองที่ได้รับความนิยม
หรือบทเพลง Tico Tico ประพันธ์โดย Zequinha de Abreu (ค.ศ.1880-1935) ชาวบราซิล ที่บรรเลงปิดท้ายการแสดงช่วงแรก
บทเพลงนี้มีจังหวะเร็ว สูจิบัตรให้ความรู้ว่าแนวการบรรเลงเป็นของบราซิล
เรียกกันว่า โชรู (Choro)
เชื่อว่าบทเพลงนี้ แฟนๆ เพลงละตินคงคุ้นเคยกันดี หรือใครที่ไม่คุ้นชื่อลองไปหาฟังดูก็จะพยักหน้าว่าเคยฟัง
สำหรับเบ็ตตี้ การ์เซส์ ได้ออกมานำเสนอเพลงร้องสไตล์ละติน
ทั้งบทเพลง El dia que me quieras ประพันธ์โดย Carlos Gardel ชาวฝรั่งเศสที่ย้ายไปอยู่อาร์เจนตินา
บทเพลง El dia que me quieras ที่แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “The Day You Love Me”
บทเพลง Gracias a la vida ประพันธ์โดย Violeta Parra (ค.ศ.1917-1967) ชาวชิลี
และอื่นๆ รวมทั้งบทเพลง Besame Mucho ประพันธ์โดย Consuelo Velazquez ชาวเม็กซิกัน
ส่วนบทเพลงที่ได้รับคำชี้แนะเรื่องจังหวะ คือ บทเพลง Sensemaya ประพันธ์โดย Silvestre Revueltas (ค.ศ.1899-1940) ชาวเม็กซิกัน
ที่ต้องลองเคาะจังหวะ 1-2 1-2 1-2-3-1
พร้อมกับบทเพลงสุดท้ายของการแสดงในช่วงท้ายที่ชื่อ บทเพลง Huapango
ประพันธ์โดย Jose Pablo Moncayo (ค.ศ.1912-1958) ชาวเม็กซิกัน
ความสนุกของบทเพลงนี้คือการรวมเอาแนวเพลงพื้นบ้าน 3 เพลงมาไว้ในเพลงเดียวกัน
นอกจากนี้ จังหวะการเน้นก็มีความแตกต่าง ทำให้เกิดความแตกต่างน่าฟัง
การฟังดนตรีโดยมีหลักให้ยึด ทำให้เวลาติดตามดนตรีในขณะที่ฟังมีรสชาติ
เหมือนดั่งฟังเพลงคลาสสิก มีกลุ่มโน้ต มีประโยค มีทำนอง มีฉันทลักษณ์การประพันธ์แบบหนึ่ง
พอมาฟังเพลงไทย มีโน้ต มีท่วงทำนอง และลีลาอีกแบบหนึ่ง
มาฟังบทเพลงละติน อเมริกัน ก็พบความโดดเด่นอีกแบบหนึ่ง
โดยเฉพาะจังหวะ และการเน้นจังหวะที่มีสไตล์
นี่ยังไม่รวมเครื่องดนตรีที่แต่ละภูมิภาคในโลกล้วนมีความเป็น “พื้นบ้าน”
มีความเป็นตัวของตัวเอง
การไปฟังบทเพลงละติน ทำให้รู้ว่าความรู้นี่มีทุกหนแห่งในโลกนี้
ความรู้เติบโตได้ ความรู้แลกเปลี่ยนกันได้ ความรู้ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้
และที่สำคัญคือ ความรู้ คือ “ชูรส” ที่ช่วยปรุงความสุขให้เกิดขึ้นได้เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นความสุขทางตา จากการดู ความสุขทางหู จากการฟัง
ความสุขทางลิ้น จากการชิม ความสุขทางกาย จากการสัมผัส
ความสุขทางจมูก จากการดม
รวมถึงความสุขทางใจ จากทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย
หากมีความรู้ประกอบการลิ้มชิมรสชาติต่างๆ แล้ว จะทำให้ชีวิตมีสุขมากยิ่งกว่าเดิมขึ้นอีกเยอะ

