อุณหภูมิร้อนไม่ใช่อุปสรรคแต่อย่างใดเมื่อไฟยังลุกโชน!
(อดีต) สองกุมารสยาม ขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และสุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ในเครือ ซึ่งเดินทางไปถ่ายทำรายการ “ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว” ตอนล่าสุดที่จังหวัดราชบุรี จึงมากมายไปด้วยรอยยิ้ม พร้อมเล่าเรื่องราวหลากสีสันจากความทรงจำ และเกร็ดประวัติศาสตร์ลึกล้ำแม้ต้องซับเม็ดเหงื่อในบางจังหวะ
“เข้าถ้ำฤาษีที่เขางู อยู่ราชบุรี เมืองท่าการค้าโลก” คือชื่อตอนสุดยิ่งใหญ่ที่ไม่ได้เกินจริง เพราะเมืองแห่งนี้ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าและยุทธศาสตร์โบราณ จุดเปิดรายการจึงอยู่ที่ “ริมน้ำแม่กลอง” บริเวณหอนาฬิกา ซึ่งเป็นที่ตั้งของตลาดใหญ่เรียงรายด้วยสินค้านานานาชนิด
สุจิตต์ ไม่อ้อมค้อม เข้าประเด็นชวนตื่นเต้นเนื่องด้วยเกี่ยวข้องกับสงครามครั้งใหญ่สมัยรัชกาลที่ 1 ว่า แม่กลองเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญเมื่อทรงยกทัพจะไปรับศึกทางตะวันตกที่เมืองกาญจน์ซึ่งต้องเคลื่อนทัพทางเรือ เข้าคลองด่านตรงปากน้ำภาษีเจริญ ผ่านบางขุนเทียน สมุทรสาคร เข้าคลองหมาหอน ออกแม่น้ำแม่กลองที่สมุทรงสงคราม แล้วทวนน้ำแม่กลอง ขึ้นมาถึงหน้าเมืองราชบุรี ปรากฏหลักฐานในพระราชนิพนธ์ เพลงยาวนิราศรบพม่าที่ท่าดินแดง ซึ่งเป็นวรรณคดีที่ ขรรค์ชัย อ่านเป็นประจำ
“จังหวัดราชบุรี น่าจะทำป้ายบอกว่า รัชกาลที่ 1 เคยประทับแถวนี้ โดยคัดกลอนไว้ด้วย” สุจิตต์แนะ ก่อนจะหมุนเข็มนาฬิกาย้อนเล่าถึงรากเหง้าความเป็นมาของจังหวัดแห่งนี้ที่มีผู้คนอยู่อาศัยสืบเนื่องยาวนานไม่น้อยกว่า 3,000 ปี ไม่มีขาดตอน พบวัฒนธรรมมนุษย์ตั้งแต่สมัยหินจนถึงยุคโลหะ โดยมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับชุมชนโบราณใกล้เคียง เช่น แหล่งโบราณคดีบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี แล้วค่อยมีพัฒนาการเป็นบ้านเป็นเมืองในชื่อราชบุรีอันเป็นชื่อศักดิ์สิทธิ์
“แม่น้ำแม่กลองทั้งสายคือเส้นทางคมนาคมจากอ่าวไทยไปดินแดนภายใน ถึงอู่ทอง นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี สังขละบุรี ด่านเจดีย์สามองค์ ออกทะเลอันดามัน ไม่มีอะไรหล่นลงมาจากสวรรค์ยกเว้นน้ำฝน ชุมชนเล็กๆ เติบโตเป็นบ้านเป็นเมือง มีการค้า ติดต่อกับดินแดนภายนอก
“ราชบุรีเป็นชื่อในอุดมคติ เป็นนคราธิษฐาน เป็นอุดมการณ์ว่าให้เมืองมั่งคั่ง รุ่งเรือง ตรงกับชื่อเมืองราชปุระ ในจารึกปราสาทพระขรรค์ ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ตามตำรากรมศิลป์ว่าไว้โดยคิดว่าเป็นเมืองขึ้น แต่ผมไม่เห็นด้วย เพราะนี่คือวิธีคิดแบบอาณานิคมที่มองว่ามีอาณาจักรใหญ่ แล้วมีเมืองขึ้น ซึ่งใช้ไม่ได้กับโครงสร้างทางการเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นระบบเครือญาติ ยกย่องพี่เบิ้ม เจ้าพ่อ ใครเป็นใหญ่ เออ ยอมๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นเมืองขึ้น ไม่ใช่แบบประวัติศาสตร์ยุโรปที่ยกทัพไปล่าเมืองขึ้นแล้วส่งคนไปปกครอง มันไม่ใช่!” สุจิตต์กล่าวอย่างออกรส แล้วโชว์ผังเมืองราชบุรีพร้อมมีข้อเสนอใหม่ค้านข้อมูลเดิมที่ว่า ราชบุรีมีคูน้ำกำแพงฝั่งเดียว คือ ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแม่กลอง ส่วนฝั่งตะวันออกไม่มี โดยเพิ่งมาสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 แต่ ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ นักวิชาการอิสระ ยืนยันว่ามีกำแพงทั้ง 2 ฝั่งตั้งแต่แรก ทว่าถูกทำลายลงเมื่อเกิดเมืองใหม่ อย่างไรก็ตาม ยังเหลือร่องรอยในภาพถ่ายทางอากาศ สอดคล้องกับข้อสันนิษฐานของ ดุสิต ทุมมากรณ์ ผอ.สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี ที่มองว่าราชบุรีเป็นเมืองโบราณร่วมสมัยกับเมืองสุพรรณบุรีซึ่งมีกำแพงทั้ง 2 ด้าน อีกทั้งองค์ประกอบสำคัญในผังเมืองก็คล้ายคลึงกันอย่างมาก แล้วเหตุไฉนราชบุรีจะมีกำแพงเพียงด้านเดียว

จากนั้น อดีตสองกุมารสยามชวนกันเดินเท้าทอดน่องริมน้ำแม่กลองละเลียดความงดงามชุ่มฉ่ำ สูดอากาศใสๆ เต็มปอด แล้วเดินทางต่อไปยัง “เมืองโบราณคูบัว” ซึ่งทริปนี้ ขรรค์ชัย หัวเรือใหญ่มติชน ชำนาญเส้นทางเป็นพิเศษ เพราะราชบุรีคือ “บ้านเกิด” โดยเล่าว่า เมื่ออายุได้เพียงขวบเดียว บิดาสอบเป็นศึกษาธิการได้จึงย้ายเข้ากรุงเทพฯ จึงย้ายครอบครัวไปพักอาศัยย่านบางขุนเทียน แต่ยังมาเยี่ยมบ้านเสมอ ตอนเด็กยังว่ายน้ำข้ามฝั่งแม่กลอง ซึ่งยุคนั้นยังไม่มีเขื่อนอย่างในปัจจุบัน
ขรรค์ชัย ยังเล่าเรื่องราวในวัยหนุ่มว่า เคยยืมจักรยานปั่นจากตัวเมืองไปเมืองคูบัวพร้อมสุจิตต์ ไปกลับ 15 กิโลเมตร ยุคนั้นเส้นทางยังเป็นลูกรัง ไม่สะดวกสบายเหมือนในทุกวันนี้ พอกลับถึงบ้าน นั่งไม่ได้เลย เพราะเจ็บระบมมาก ยังจำจนถึงทุกวันนี้ โดยมารู้ทีหลังจากป้าว่า ถ้าเส้นทางเลียบรางรถไฟซึ่งชาวบ้านใช้กัน ก็แค่ 3 กิโลเมตรเท่านั้น
“แทบตาย” ขรรค์ชัยกล่าวสั้นๆ พร้อมส่ายศีรษะแล้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดีเมื่อย้อนเล่าถึงวีรกรรมในอดีต

เปิดฉาก 2 ของรายการที่ “วัดโขลงสุวรรณคีรี” ศาสนสถานขนาดใหญ่ในเมืองคูบัวซึ่งในวันนี้หลงเหลือเพียงซากปรักหักพังที่กลายเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์โบราณคดีไทยในยุคที่เรียกกันต่อมาว่า “ทวารวดี” เมื่อกว่าพันปีมาแล้ว ขรรค์ชัยและสุจิตต์ อดีตนักศึกษาคณะโบราณคดี รั้วศิลปากร ย้อนเล่าถึงเรื่องราวสุดฮือฮาครั้งขุดพบเมืองโบราณแห่งนี้ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่ในหนังสือพิมพ์ในช่วง พ.ศ.2503
“เมืองคูบัว กว้าง 850 คูณ 1,700 เมตร คนนับถือพุทธมหายานปะปนหีนยาน รวมทั้งศาสนาผี กรมศิลป์เริ่มสำรวจขุดค้นหลัง พ.ศ.2500 โบราณวัตถุที่ขุดได้ถูกไปไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ที่กรุงเทพฯ แล้วประชุมนักปราชญ์มาดูกันว่าเจอของอะไรบ้าง แต่ละชิ้นคืออะไร เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่ทั่วประเทศ มันก็มีข้อสงสัยเรื่องทวารวดี
หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ คณบดีคนแรกของคณะโบราณคดีซึ่งตอนนั้นท่านรับราชการเป็นภัณฑารักษ์กรมศิลปากร เขียนจดหมายไปถาม ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ ที่ฝรั่งเศส ว่าชื่อทวารวดีมีทั้งไทยและเขมรซึ่งเรียกว่า ทวารกะได หรือกะเดย เซเดส์ ตอบกลับมาว่า ทวารวดีในเขมรไม่ได้เกี่ยวกับอะไรกับไทย หมายความว่าเขมรก็มี ไทยก็มี เรื่องนี้มีการตีพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ.2504 จากนั้นไม่มีใครพูดถึงอีกเลย นี่คือปัญหาที่ทำให้การศึกษาไทยไม่ถึง 4.0 เพราะเราไม่บอกความจริงแก่สังคมว่าทวารวดีที่ไหนก็มี”

สุจิตต์ไม่ลืมกล่าวถึงงาน “ชิ้นเอก” อย่าง ภาพปูนปั้นรูปนักดนตรี ซึ่งพบที่เมืองโบราณคูบัวที่เจ้าตัวตั้งชื่อไว้เรียกเองว่า “นางทั้ง 5”
“ผมเรียกว่านางทั้ง 5 เป็นนักดนตรี ดีดกระจับปี่ สีซอ มีแม่ทรัพย์ แม่ศรี แม่มี แม่ผ่อง แม่บุญมือ ซึ่งคุณขรรค์ชัยเคยใช้นามปากกา บุญมือ ชนบท ปูนปั้นชิ้นนี้เคยประดับส่วนฐานเจดีย์แห่งหนึ่งในคูบัว แสดงว่าเป็นนักดนตรีที่กระทำบำเรอต่อพระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เจ้านาย แต่สะท้อนภาพนักดนตรีเจ้านาย จะเห็นท่านั่งพับเพียบเรียบร้อย เก็บเข่ามิดชิด ซึ่งเป็นลักษณะอ่อนน้อมถ่อมตัวแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในอินเดียไม่มี มีแต่นั่งขัดสมาธิหรือนั่งทับขาข้างหนึ่ง”

จุดต่อไป คือไฮไลต์ของทริปนี้นั่นคือ “เขางู” ซึ่งชาวบ้านถือเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์มาแต่ยุคโบราณกาล เป็นที่ตั้งของ “ถ้ำฤาษี” อันมีภาพสลักพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทแบบทวารวดี พร้อมจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต อ่านครั้งแรกโดย ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ เมื่อ พ.ศ.2472 ให้คำแปลไว้ว่า “การบุญของฤาษี (นาม) ศรีสมาธิคุปตะ” จึงกลายเป็นที่มาของชื่อถ้ำฤาษี ต่อมาใน พ.ศ.2529 ชะเอม แก้วคล้าย นักภาษาโบราณ กรมศิลปากร อ่านใหม่ได้ความว่า “พระศรีสมาธิคุปตะเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยการทำบุญ” แม้ไม่มีคำว่าฤาษีแล้ว

ขรรค์ชัย-สุจิตต์ นั่งสบายๆ ที่เขางูหลังฝนตกช่วยลดดีกรีความร้อนในช่วงเวลาก่อนหน้า แล้วเล่าเรื่องเศร้าที่กลายเป็นบทเรียนสำคัญในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นราชบุรี และประวัติศาสตร์ไทย
“เขางูเป็นเขาหินปูน รัฐบาลนานมาแล้วอนุมัติให้ระเบิดภูเขาเอาหินไปก่อสร้างตึก ที่เห็นแหว่งๆ อยู่นี้คือผลงานรัฐบาลเผด็จการทหารในอดีต ราวปี 2509 ที่นี่มีโรงโม่หินถึง 24 แห่ง ต่อมาในปี 2530 ชาวราชบุรีซึ่งนับถือเขางูเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ พร้อมชมรมอนุรักษ์ธรรรมชาติจากมหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่งเดินขบวนเรียกร้องให้ยกเลิกสัมปทาน เพราะไม่งั้นหมดแน่ ในที่สุดรัฐบาลยอมถอนสัมปทานทั้งหมด ไม่ให้ระเบิดหินอีกต่อไป” สุจิตต์เล่า พร้อมโชว์ภาพนถ่ายเก่าจากหนังสือ “สมุดราชบุรี” แสดงความงดงามสมบูรณ์ของเขางูเมื่อ พ.ศ.2468 ก่อนกลายเป็นภูเขาเว้าๆ แหว่งๆ อย่างในปัจจุบัน
จากนั้นเดินเล่นชมบรรยากาศโดยรอบ เลยแจ๊กพ็อตเจอป้ายสลักข้อมูลประวัติศาสตร์ซึ่ง สุจิตต์ บอกว่า คัดมาจากจารึกปลอม! ขรรค์ชัย พยักหน้า แล้วหัวเราะเบาๆ เป็นอันรู้กันว่าสืบเนื่องจากเรื่องราวที่เคยเป็นข่าวใหญ่ในอดีต
“การขุดค้นที่เมืองโบราณคูบัวเป็นข่าวใหญ่อย่างที่เล่ามาแล้ว นั่นเปิดโอกาสให้มีการทำของปลอม มีคนกลุ่มหนึ่งทำแผ่นกระเบื้อง จารอักษรเป็นร้อยพันหมื่นแผ่น อ่านและเรียบเรียงเป็นประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่สมัยพุทธกาลโดยพระภิกษุรูปหนึ่งที่วัดโสมนัสฯ กรุงเทพฯ เป็นข่าวลงหนังสือพิมพ์ ยกเว้นมติชน เพราะมติชนยังไม่เกิด (หัวเราะ) ต่อมาสำนักนายกรัฐมนตรีออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2509 บอกว่าจารึกทั้งหมดนั้นเป็นของปลอม ทำโดยชายผู้มีอาชีพทำของเลียนแบบ บ้านอยู่บางขุนเทียน กรุงเทพฯ ตอนนั้นผมกับขรรค์ชัย และเรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ ยังเป็นนักศึกษาแต่ทำนิตยสารช่อฟ้าแล้ว ยังเขียนวิจารณ์ข่าวนี้ ป้ายหน้าเขางูตอนนี้ เอามาจากจารึกปลอม ซึ่งไม่ควรเป็นอย่างนี้ ขอให้กรมศิลป์ช่วยแบ่งปันเผยแพร่ความรู้ใหม่” สุจิตต์เปิดฉากเล่ายาว โดยมีขรรค์ชัยนั่งหัวเราะอยู่ข้างๆ เมื่อสุจิตต์อ่านข้อความ (ปลอม) ในจารึกให้ฟัง

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวเปี่ยมสีสันในสมัยพระพุทธเจ้าหลวง ซึ่งทรงนำวงปี่พาทย์จาก วังบูรพา มาประชันที่ทุ่งเขางู ทางเมืองราชบุรี จึงไปพาวงปี่พาทย์จากอัมพวามาประชัน สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงบันทึกไว้ว่า วงวังบูรพา ล้วนเป็นขุนนางรุ่นกระทง ตีกร่างอย่าง “คุดทะราดเหยียบกรวด” ส่วนวงอัมพวา อายุ 50 ขึ้นไป ตีนิ่มๆ นวล เนียนๆ สุดท้ายลงมติกันว่าวงอัมพวาชนะเอกฉันท์
สุจิตต์บอกว่า สิ่งเหล่านี้ควรเอามาประกาศให้คนในท้องถิ่นรับรู้ โดยเฉพาะเด็กนักเรียน เพื่อให้ทราบถึงความสำคัญของเขางูมาแต่โบราณ ซึ่งน่าเสียดายว่าปัจจุบันไม่ได้สร้างบรรยากาศแห่งความรู้เช่นนี้ให้แก่สังคม
ปิดท้ายแบบคมๆ โดยไม่เจตนา สไตล์ขรรค์ชัย-สุจิตต์ เป็นอันจบทริปทอดน่องราชบุรีอย่างสมบูรณ์แบบ


