มหัศจรรย์การ์ตูน : คุณค่าที่เรียบง่ายของชีวิต โดย : วินิทรา นวลละออง

9.09.18 | 13:03 น.

วันนี้คุณสุภาพสตรีท่านหนึ่งมาปรึกษาปัญหาความเครียดรุนแรงจากการเรียนปริญญาโทค่ะ เธอเพิ่งเรียนจบปริญญาตรีได้ 2 ปี ปีแรกหลังเรียนจบได้ทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง ความที่เป็นน้องใหม่จึงยังไม่เครียดกับงานมากนักเพราะส่วนใหญ่เป็นงานง่ายๆ ไม่ซับซ้อน พอเก็บเงินได้จำนวนหนึ่งจึงตัดสินใจหาความก้าวหน้าให้ชีวิตด้วยการเรียนปริญญาโท เทอมแรกพอเรียนได้แต่ก็รู้สึกว่าต้องอ่านหนังสือและทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม พอเทอมต่อมาที่ต้องทำวิทยานิพนธ์และต้องติดต่อกับอาจารย์ใกล้ชิดขึ้นก็เกิดเรื่องเลยค่ะ อาจารย์ที่ปรึกษาของเธอเป็นคนเจ้าอารมณ์มาก ทุกครั้งที่ไปปรึกษาก็มักจะโดนตำหนิทั้งที่เธอคิดว่าไม่ได้ทำอะไรผิด เพื่อนร่วมรุ่นคนอื่นก็เป็นรุ่นพี่ทำให้ไม่กล้าเข้าไปปรึกษา เจ้าหน้าที่ของคณะก็ไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับเธอเท่าไร โดยเธอบอกว่าเคยมีปัญหาตั้งแต่เดือนที่แล้วก็ยังเข้าหน้ากันไม่ติด แม้เพื่อนหลายคนบอกว่าเจ้าหน้าที่คนนี้เขาก็ขี้หงุดหงิดแบบนี้นั่นแหละ แต่เธอคิดว่าผ่านมาเป็นเดือนแล้วก็ยังถูกหมางเมินอยู่เลย

“ดูเหมือนทุกอย่างรอบตัวคุณจะเลวร้ายไปหมด งานก็หนัก อาจารย์ก็ตำหนิ เพื่อนก็ไม่สนิทกัน แถมเจ้าหน้าที่ยังไม่ช่วยเหลือคุณด้วย แล้วคุณวางแผนจะทำอย่างไรต่อไปคะ”

“หนูไปขอดร็อป (พักการศึกษา) แล้วค่ะ ทีแรกคิดจะลาออกแต่อาจารย์ที่ดูแลนักศึกษาบอกว่าให้ลองพักไปก่อน เขาเห็นหนูเครียดแล้วก็ร้องไห้เลยแนะนำให้ไปปรึกษาจิตแพทย์”

“พอดร็อปแล้วชีวิตตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง”

“หนูยังคิดหาทางออกให้ชีวิตทั้งวันเลยค่ะ คิดว่าจะเลิกเรียนแล้วกลับไปทำงานดีไหม หรือจะแค่พักการเรียนแล้วหางานทำสักปีนึง แต่ถ้าต้องเจออาจารย์ที่ปรึกษาคนเดิมหนูก็กลัวว่าจะเรียนไม่จบ ตอนนี้หนูไม่รู้ว่าตัวเองตัดสินใจถูกหรือเปล่า แต่คิดว่าถ้าอยู่ต่อไปคงจะแย่กว่านี้ก็เลยตัดสินใจออกมาพักก่อน”

Advertisement

เมื่อประสบปัญหาชีวิต มนุษย์เราเลือกตอบสนองได้ 3 แบบใหญ่ๆ ค่ะ คือ เผชิญหน้ากับปัญหาโดยตรง (assertive) เข้าไปจัดการปัญหาให้อยู่ในความควบคุม (controling) หรือหลบเลี่ยง (withdrawn) กรณีของคุณสุภาพสตรีท่านนี้คือเลือกจะหลบเลี่ยงด้วยการพักการศึกษาไว้ก่อน แต่ก็พบว่ายังแก้ปัญหาชีวิตไม่ตกเหมือนเดิม ถ้าย้อนกลับไปในอดีตสมัยที่มนุษย์ยังดำรงชีวิตอยู่ด้วยการล่าสัตว์ หากหนีอย่างเดียวเห็นทีจะอดตายค่ะ การ์ตูนเรื่อง “อสูรดิบ” นำเสนอมุมมองของมนุษย์ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดได้น่าสนใจ เพราะเขาเขียนถึงสมัยมนุษย์โครมันยองซึ่งมีชีวิตอยู่บนโลกราว 3 หมื่นปีก่อน

“ดาด้า” เป็นเด็กหนุ่มที่ล่าสัตว์เก่งที่สุดในเผ่า ลูกชายของเขาคลอดในวันที่พระจันทร์เป็นสีแดงซึ่งหมายความว่าจะนำภัยพิบัติมาสู่เผ่า หมอผีประจำเผ่าจึงสั่งให้ฆ่าลูกของดาด้าเว้นแต่ว่าดาด้าจะสามารถล่าแรดยักษ์มาได้ เขาทำสำเร็จและกล่าวขอบคุณทุกครั้งให้กับการมีชีวิตอยู่ “ชีวิตเอ๋ย วันนี้ก็ขอบใจนะ” อ่านถึงตรงนี้ก็ฉุกคิดขึ้นมาว่ามนุษย์เราแสวงหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ในเรื่องทางวัตถุอยู่เสมอ เช่น อยากเรียนเก่ง อยากเงินเดือนสูงๆ อยากซื้อบ้านหลังโตๆ หรืออยากเป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง โดยลืมคุณค่าพื้นฐานที่สุดของชีวิตคือเพียงแค่ยังมีลมหายใจอยู่ในทุกวันที่ตื่นนอนก็เป็นเรื่องน่ายินดีมากแล้ว มนุษย์โครมันยองเหล่านี้ทำให้เข้าใจคุณค่าที่เราหลงลืมไปค่ะ

ย้อนกลับไปที่คุณสุภาพสตรีซึ่งเลือกจะถอยห่างจากปัญหาไปตั้งหลัก แต่ชีวิตในแต่ละวันก็ยังไม่มีความสุขสักนิด อาการที่เธอเป็นเรียกว่า “เบิร์นเอาต์” (burnout) หรือความเครียดรุนแรงจากการทำงาน มีอาการหลัก 3 อาการซึ่งอาจไม่ต้องเกิดทุกอาการก็ได้ อาการแรกคือเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เสียกำลังใจ ซึ่งเธอพบว่าทุกครั้งที่ต้องไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาจะมีอาการปวดหัว ปวดท้อง หรือใจสั่นแปลกๆ อยู่เสมอ อาการที่สองคือรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกจากสถานที่แห่งนี้ ไม่รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรปริญญาโทหรือนักเรียนในรุ่นนี้เลย คิดว่าคนรอบข้างประสงค์ร้ายกับตัวเอง ซึ่งเธอมองว่าทั้งอาจารย์ เจ้าหน้าที่ และเพื่อนร่วมรุ่นไม่มีใครจริงใจกับเธอ และสุดท้ายคือคิดว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ไม่ได้มีค่าอะไรกับชีวิต เริ่มถามตัวเองว่าจะเรียนอยู่แบบนี้ต่อไปเพื่อประโยชน์อะไร เรียนไปก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น มีแต่แย่ลงด้วยซ้ำ ในที่สุดก็นำไปสู่การลาออกหรืออาจตามมาด้วยโรคซึมเศร้า

วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีภาวะเบิร์นเอาต์แบบที่ได้ผลที่สุดแต่ก็ทำยากที่สุดคือ “ลดความคาดหวังของตัวเองลงมาให้เหมาะสมกับความเป็นจริง” ค่ะ พูดง่ายๆ คือ ปลงเสียบ้าง คุณสุภาพสตรีท่านนี้คาดหวังว่าการเรียนต้องราบรื่น ทุกคนต้องคอยช่วยเหลือ แต่ในความเป็นจริงเธอควรยอมรับว่าการเรียนย่อมมีอุปสรรค คนรอบข้างก็ใช่ว่าจะดีทุกคน แต่คนส่วนใหญ่ก็เรียนจบกันไปได้ ดังนั้นเธอก็ต้องเรียนจบได้เหมือนกันแม้จะยากลำบากก็ตาม เหมือนดาด้าที่คาดหวังว่าเพียงแค่ยังมีชีวิตอยู่ก็รู้สึกขอบคุณมากแล้ว คนแบบนี้จึงมีพลังชีวิตลุกโชนอยู่เสมอ ไม่เบิร์นเอาต์หรือไฟชีวิตมอดไปเสียก่อนค่ะ