ในสังคมปกติ การชื่นชม “คนดี” และตำหนิติติง “คนไม่ดี” หรือ “คนเลว-คนชั่ว” ย่อมเป็นเรื่องของความเหมาะความควร
ด้วยสังคมที่ขับเคลื่อนไปด้วย “คนดี” ย่อมเป็นสังคมที่หวังได้ในความสุขมากกว่า
แต่รู้สึกไหมว่าสังคมไทยเราในช่วงหลังๆ หลายปีที่ผ่านมานี้ การพูดถึง “คนดี” มีน้ำเสียงที่ออกอาการเย้ยหยัน หมิ่นแคลนอยู่ไม่น้อย
แปลว่าสังคมเรามีภาพรวมของการปฏิเสธ “คนดี” เช่นนั้นหรือ
ถ้าแป็นเช่นนั้น ย่อมหมายความว่าสังคมเรากำลังถูกนำพาไปสู่ความผิดปกติ
เป็นเช่นนั้นหรือ
ความคิดเช่นนี้ ย่อมเป็นการฝืนกับธรรมชาติของชีวิต เพราะไม่ว่าสิ่งที่มีชิวิตใดย่อมต้องดิ้นรนไปสู่การแสวงหา เพื่ออยู่กับความดีของชีวิตนั้นๆ
พืชมีรากที่ชอนไชไปหาสารอาหาร มีกิ่งใบที่มุ่งไปสู่ทิศทางที่ได้สัมผัสแสงแดด อันเป็นความดีเพราะเพื่อการเติบโตและผลิดอกออกผล
เช่นเดียวกับสัตว์ต่างย่อมนำชีวิตมุ่งไปในภูมิประเทศที่ปลอดภัย และเป็นแหล่งอาหาร เพราะนั่นเป็นความดีของชีวิต
แค่สัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตย่อมเลือกที่จะไปสู่ความดีงามแล้ว
สำหรับมนุษย์นั้น นอกจากสัญชาตญาณแล้ว ยังมีความคิดที่จะนำชีวิตเคลื่อนไป
เป็นการเพิ่มความฉลาดที่จะตอบสนองสัญชาตญาณ
ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อเกิดความคิดว่าสังคมใดสังคมหนึ่งของมนุษย์ ถูกนำไปสู่การเย้ยหยัน หมิ่นแคลนความดีงาม ย่อมเป็นเรื่องที่ชวนให้หันไปมอง ด้วยความกังวลว่านั่นเป็นการเคลื่อนไปอยู่ความผิดปกติ
แต่แท้จริงแล้ว เป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่อะไรก็ตาม ที่ฝืนความเป็นธรรมชาติจะเกิดขึ้น
ที่คนมนุษย์เราต้องน้อมใจไปสู่การเชิดชูคนดีนั้นเป็นธรรมชาติ
เช่นเดียวกับสัญชาตญาณที่จะปฏิเสธคนไม่ดี
แม้กระทั่งคนที่เลวที่สุด ยังมีธรรมชาติของการเลือกที่จะยกย่องคนดี และต่อสู้กับคนชั่ว
ดังนั้น เมื่อมีเรื่องราวว่า “คนดี” ถูกเย้ยหยันและหมิ่นแคลน จึงน่าจะคิดแบบลงลึกไปอีกสักนิดว่าเกิดอะไรขึ้น
คำถามแรกที่ควรนำมาพิจารณา ผู้ที่ถูกเย้ยหยัน หมิ่นแคลนนั้นเป็น “คนดี” จริงหรือ
หรือเป็นแค่ “คนอยากดี”
ความเป็น “คนดี” นั้นมีหลายระดับ
บางคนมีความรู้ว่าคนดีมีคุณสมบัติอะไรบ้าง จากนั้นก็พยายามบอกกล่าวกับคนอื่น หรือขยับขึ้นไปอีกหน่อยคือพยายามทำให้คนอื่นเห็นว่า ตัวเองมีคุณสมบัติของคนดีอยู่
ทำตัวเองมีภาพของคนดี
บางคนไปไกลกว่านั้น เพื่อให้ใครต่อใครเห็นว่าตัวเองเป็นคนดี จึงต้องทำให้คนที่ตัวเองไม่ชอบ หรืออยู่คนละฝ่ายเป็นคนเลว คนชั่ว
เพื่อให้ความเป็นคนดีของตัวเองโดดเด่นขึ้นมา
เป็น “คนที่มีภาพของคนดี”
ตรงนี้เองที่น่าจะเป็นประเด็นก่อให้เกิดความรู้สึกว่า “สังคมผิดปกติ” เพราะไปเย้ยหยัน หรือหมิ่นแคลนคนดี
อันเป็นการฝืนธรรมชาติของมนุษย์
แท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องของความผิดปกติอะไร
เนื่องจากถึงที่สุดแล้ว “คนดีที่ถูกเย้ยหยัน” นั้น หากมองให้ลึกลงไป เป็นแค่ “คนที่อยากเป็นคนดี” แต่ทำได้แค่ “สร้างภาพคนดี”
ไม่ได้ “เป็นคนดี” อะไร
และบางที “คนอยากเป็นคนดี” ด้วยการ “สร้างภาพให้คนอื่นเห็น” ไม่ได้สั่งสมความเป็นคนดีให้เกิดขึ้นกับชีวิตตัวเองอย่างแท้จริง
อาจจะห่างไกลจากความเป็นคนดี
การหมิ่นแคลน หรือเย้นหยันคนพวกนี้ ย่อมยังอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์
ที่โน้มไปทางปฏิเสธ “คนไม่ดี”

