ถ้าให้นึกถึงสตาร์ตอัพดาวรุ่งของไทย ต้องมีชื่อ “โอมิเซะ” (Omise) ผู้ให้บริการระบบชำระเงินออนไลน์รวมอยู่ด้วย แม้ชื่อจะเป็น “ญี่ปุ่น” ที่มีความหมายว่า “ร้านค้า” มี 1 ใน 2 ผู้ก่อตั้งเป็นคนญี่ปุ่น แต่ ดอน-อิศราดร หะริณสุต อีกหนึ่งผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท โอมิเซะ จำกัด ย้ำเสมอว่า “โอมิเซะ” เป็นบริษัทไทยที่มีเป้าหมายอยากให้โลกเห็นว่า “ประเทศไทยมีศักยภาพในการส่งออกเทคโนโลยีได้ ไม่ด้อยไปกว่าชาติอื่นๆ”
บนเวทีสัมมนา “พลิกเกมธุรกิจพลิกอนาคต The Reinvention” เมื่อเร็วๆ นี้ “ดอน” เป็นหนึ่งในวิทยากรที่มาบอกเล่าเรื่องราวของเขา และเส้นทางสายสตาร์ตอัพบนเวทีแห่งนี้
“ดอน” เล่าว่า เขาและเพื่อนสนิท (จุน ฮาเซกาวา) มีความฝันเช่นเดียวกับสตาร์ตอัพทั้งหลายที่อยากมีบริษัทเป็นของตนเอง ช่วงตั้งบริษัท ปี 2013 อีคอมเมิร์ซกำลังบูมจึงคิดว่าจะสร้าง “อีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์ม” ให้ร้านค้ามาขายของได้ง่ายๆ แต่ทำไปแล้วกลับพบปัญหาเกี่ยวกับระบบชำระเงิน และพบว่าคนที่จะทำธุรกิจออนไลน์กำลังมองหาระบบชำระเงินที่ดี
เมื่อเห็นปัญหา และลูกค้าชัดเจน ทั้งคู่ไม่รอช้า “คิดใหม่ทำใหม่” หันมาพัฒนาระบบชำระเงินออนไลน์ ในปลายปี 2014 แทนการพัฒนาแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ตั้งใจไว้แต่แรก
“ถ้าจ่ายเงินยากจะไม่สามารถจบการขายได้ ดังนั้น การจ่ายเงินที่สะดวกรวดเร็วจึงสำคัญมาก สิ่งที่เราอยากทำ คือทำให้การจ่ายเงินสั้นมากๆ เหมือนซื้อของกับเว็บต่างประเทศ กดไม่กี่ทีก็เสร็จ มีระบบจำเลขบัตรช่วยกระตุ้นต่อมวู่วามผู้บริโภค”
แต่การที่บริษัทสตาร์ตอัพจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ให้บริการระบบชำระเงินได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ทั้งความรู้ ต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานที่ VISA และ Master Card ยอมรับ
“โอมิเซะ” เป็นบริษัทสตาร์ตอัพเล็กๆ ทีมงานเริ่มต้น 2 คนถ้วน ใช้ร้านกาแฟเป็นออฟฟิศ แต่เป้าหมายของ 2 ผู้ก่อตั้งกลับไม่เล็ก พวกเขาตั้งเป้าว่าจะพัฒนาระบบเพย์เมนต์ เกตเวย์ ให้ถึงในระดับ “โกลบอล สแตนดาร์ด” เพราะต้องการกระโดดขึ้นมาเป็นทางเลือกที่บริษัทใหญ่ไว้วางใจได้
“เราต้องอาศัยความหน้าด้าน เข้าไปคุยกับคนที่มีความรู้ด้านนี้มากๆ เพื่อให้เข้าใจระบบ ผมเองก็ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ ไม่ได้จบเอนจิเนียร์ ถ้าจะทำให้สำเร็จต้องเข้าใจทั้งหมดจะได้สามารถคุยกับทีมงานได้ การรันธุรกิจเพย์เมนต์ด้วยคนไม่ถึง 10 คน ยากมาก ทุกคนต้องทำหน้าที่หลายอย่าง ผมก็ต้องดูแลทั้ง HR, การสร้างรีเลชั่นชิปต่างๆ, หาทุน, การลงทุน และอื่นๆ เรียกว่าคนเดียวต้องเป็นได้ทุกอย่าง”
การทำระบบชำระเงินมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยว ทั้งเรื่องซิเคียวริตี้ที่ต้องใช้โนว์ฮาวพิเศษ ดังนั้น เมื่อคนรู้ว่า “โอมิเซะ” กำลังจะทำอะไร จึงไม่มีใครคิดว่าจะทำได้ หรือทำได้ก็คงอยู่ได้ไม่นาน
“มันไม่ใช่การเดินทางที่ง่ายเลย ตั้งแต่เริ่มต้น ทีมงานต้องทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ รีเสิร์ช คุยกับคนที่มีความรู้ความเข้าใจอินดัสทรีนี้เพื่อมาช่วยเรา มีโรดบล็อกต่างๆ เยอะมาก ช่วงแรกเครียดพอสมควร แต่การทำงานช่วยสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา ทำให้มีโซลูชั่นที่ดีในการแก้ปัญหาที่เจอในเวลาต่อมา”
และมาถึงวันนี้ได้ เพราะไม่ยอมแพ้เมื่อเจออุปสรรค และคิดเสมอว่า “ทุกอย่างต้องมีทางออก และมีวิธีสารพัดแบบในการแก้ปัญหา”
แม้จะประสบความสำเร็จในฐานะ “สตาร์ตอัพไทย” ที่น่าจะเข้าใกล้ความเป็น “ยูนิคอร์น” มากที่สุด (บริษัทที่มีมูลค่าเกินพันล้านเหรียญสหรัฐ) สำหรับ “ดอน” กลับคิดว่า การจะได้เป็นยูนิคอร์นหรือไม่ มูลค่าบริษัทเป็นเท่าไรไม่สำคัญเท่ากับการมีบริการที่สามารถแก้ปัญหาให้ผู้คนได้จริงหรือไม่
และด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการเป็น “Early Adopters” ของเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงต้องไม่หยุดเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ แม้จะยาก แต่ถ้าทำได้จะช่วยแก้ปัญหาให้ผู้คนได้อีกมาก
จากพนักงาน 2 คน จนมีทีมกว่า 180 คน แม้องค์กรจะมีขนาดใหญ่ขึ้น แต่สิ่งที่ “โอมิเซะ” พยายามรักษาไว้ คือ สไตล์การทำงานที่เน้นความคล่องตัว และการเคารพไอเดียซึ่งกันและกันของทีมงาน
“ผมไม่เคยชี้นิ้วสั่งใคร จะให้ทุกคนแชร์ และครีเอตสิ่งใหม่ๆ ได้ พยายามคุยกับทุกแผนกเป็น small talk ทุกวัน เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในการบริหาร แต่ที่ยากที่สุดคือเมื่อธุรกิจขยายไปอีกระดับ ต้องคิดเสมอว่าถ้าทำไปแล้วไม่ใช่อย่างที่คิดไว้ก็ต้องพร้อมปรับตัวได้เสมอ”
“โอมิเซะ” ต้องเป็น “กิ้งก่าคาเมเลียน” ที่พร้อมปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม แม้จะเป็นสัตว์ที่ดูเหมือนเชื่องช้าแต่เมื่อมีแมลงบินผ่านมาก็พร้อมตวัดเข้ามากินได้ทันที
ทั้ง ดอน และ จุน ฮาเซกาวา ไม่ได้จบโรงเรียนบริหารธุรกิจระดับโลก สไตล์การบริหารงานของพวกเขาจึงเป็นแบบ “มวยวัด” ใช้วิธีลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ แล้วค่อยๆ เรียนรู้จากการ “เจ็บตัว” ทำให้รู้ว่าจะรับมือกับอะไรและอย่างไร
เมื่อบริษัทเติบโตขึ้นมาระดับหนึ่ง เริ่มเป็นที่รู้จักในวงการจึงพยายามดึงทีมงานที่มีประสบการณ์จากที่ต่างๆ เข้ามาร่วมกันพัฒนาธุรกิจ
“เราอาจไม่มีเงินมากๆ แต่เมื่อเห็นว่าเรามีความตั้งใจที่จะลุกขึ้นมาแก้ปัญหาที่มีอยู่ เห็น Vision เห็นความฝันของเรา เขาก็ยินดีที่จะเข้ามาเติมเต็มร่วมกัน”
สำหรับ “ดอน” การเป็นสตาร์ตอัพไม่มีสูตรสำเร็จ และไม่ใช่ทุกคนจะทำอย่าง “โอมิเซะ” ทำตาม “อีลอน มัสก์ หรือมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก” แล้วจะสำเร็จได้ แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้ประสบความสำเร็จอยู่ที่ “แนวคิด”
“สตาร์ตอัพส่วนใหญ่มักคิดว่า ต้องทำอะไรที่ไม่มีใครทำมาก่อน แต่จริงๆ ควรคิดว่าจะแก้ปัญหาอะไรได้จริงๆ มากกว่า และทำให้ง่ายที่สุด เพราะไม่รู้หรอกว่าไอเดียที่ออกไปครั้งแรกจะใช้ได้จริงรึเปล่า ถ้าไปทุ่มเทใช้เวลาใช้เงินทุนทำอะไรที่ซับซ้อน แล้วไม่มีคนใช้ก็จะเสียทั้งเงินและเวลา”
“เพย์เมนต์ เกตเวย์” ที่ “โอมิเซะ” ทำก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่พัฒนาขึ้นมาจากการดูว่าสิ่งที่มีอยู่แล้วเป็นอย่างไร มีปัญหาอะไรบ้าง และทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร
แนวคิดที่เรียบง่ายที่สุดจึงสำคัญที่สุด และไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรที่ยากหรือไม่เคยมีใครทำมาก่อน

