นิวัติ มหาบุณย์ เชิญเยี่ยมบ้านอาจารย์ฝรั่ง รำลึก ‘ศิลป พีระศรี’

8.09.18 | 16:19 น.

กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นอบอวลไปทั่วอาคารหลังใหญ่สไตล์วิคตอเรียนเรอเนซองส์ ภายในพื้นที่สำนักงานตรวจสอบภายในทหารบก ริมถนนราชวิถี ใกล้กับสะพานซังฮี้

อาคารหลังนี้มีอายุเก่าแก่กว่าร้อยปี โดยกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปี 2521

เดิมเป็นหนึ่งในเรือนบริวารของพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์) โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานที่ดินปลายถนนราชวิถีและเงิน 300 ชั่งให้สร้างบ้านพักเมื่อปี 2448

ต่อมาในปี 2467 รัฐบาลสยามได้เตรียมอาคารหลังนี้ไว้ต้อนรับศิลปินและประติมากรชาวอิตาลี ที่ชื่อว่า คอร์ราโด เฟโรชี (Corrado Feroci) หรือ ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ที่ลูกศิษย์รุ่นแรกๆ เรียกกันว่า “อาจารย์ฝรั่ง”

ทั้งนี้ “บ้านอาจารย์ฝรั่ง” หลังนี้ นับเป็นบ้านหลังแรกที่อาจารย์ศิลปและครอบครัวเคยพักอาศัยในช่วง 8 ปีแรกที่ย้ายมาอยู่ในประเทศไทย

Advertisement

ก่อนจะสร้างคุณูปการด้านศิลปะ ตลอดจนมีผลงานสำคัญหลายต่อหลายชิ้น รวมถึงการก่อตั้ง มหาวิทยาลัยศิลปากร

ปัจจุบัน “บ้านอาจารย์ฝรั่ง” ไม่เพียงเป็นพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าประวัติและคุณูปการของอาจารย์ศิลปเท่านั้น แต่ยังเปิดเป็นร้านกาแฟและแกลเลอรี่อาร์ตที่ส่งเสริมให้ “ศิลปะ” เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย รวมถึงคนรุ่นใหม่ด้วย

นิวัติ มหาบุณย์ ผู้จัดการโครงการศิลปะของบ้านอาจารย์ฝรั่งและประธานกลุ่มศิลปาศรี คอยอยู่เบื้องหลังการออกแบบและสร้างสรรค์งานนิทรรศการที่จัดขึ้นบริเวณชั้น 2 ของอาคาร ตามคำเชื้อเชิญจาก ฉัตรชนก ดุลยรัตน์ หนึ่งในผู้บริหารบ้านอาจารย์ฝรั่ง

สำหรับนิวัติเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะของเมืองไทย เป็นผู้สร้างสรรค์อีเวนต์สำคัญด้านศิลปะมากว่า 10 ปี เขามีจุดมุ่งหมายให้ “บ้านอาจารย์ฝรั่ง” เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของประเทศไทย

“เหมือนเวลาเราไปฝรั่งเศสก็มักจะไปถ่ายรูปที่บ้านของโคลด์ โมเน่ต์ จิตรกรอิมเพรสชันนิสม์ (Impressionism) ซึ่งประเทศไทยก็มีบ้านของอาจารย์ศิลป บิดาของ ม.ศิลปากร ผู้สร้างสรรค์งานและอนุสาวรีย์สำคัญในไทย ซึ่งท่านเข้ามาอาศัยในสมัยรัชกาลที่ 6 ขณะเป็นช่างปั้นประจำกรมศิลปากร กระทรวงวัง” นิวัติอธิบาย

ขณะเดียวกันยังเปิดพื้นที่ในบ้านเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความเห็น พร้อมระดมนักวิชาการผู้ที่จบจากต่างประเทศ ภัณฑารักษ์ ศิลปิน นักวิจารณ์ศิลปะ หรือคนที่อยากรู้ศิลปะ ให้มาคุยกันว่าการทำงานศิลปะควรทำประมาณไหน การวิจารณ์ศิลปะเป็นอย่างไร

“เรามีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำให้คำอธิบายโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะวัตถุประสงค์ของเราไม่ได้แค่จัดแสดงเท่านั้น นอกจากนี้ยังมองว่าคนไทยไม่ค่อยเที่ยวพิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรี่อาร์ต เพราะอาจมองว่าน่าเบื่อ เนื่องจากเราไม่ได้ปลูกฝังให้คนมองเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา หรือเป็นเรื่องการใช้ชีวิต ทำให้มองว่าศิลปะเข้าใจยากบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง นี่เป็นโจทย์ที่ผมพยายามสร้างให้ศิลปะเข้าถึงทุกคน”

ทั้งหมดนี้เป็นการออกแบบให้ “บ้านอาจารย์ฝรั่ง” เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต

จุดเริ่มต้นในการเข้ามาจัดแสดงนิทรรศการในบ้านอาจารย์ฝรั่ง?

ได้รับการติดต่อจากผู้บริหารบ้านอาจารย์ฝรั่ง หลังเขาจัดการเรื่องของพื้นที่แล้ว แต่ยังขาดในเรื่องกิจกรรมที่เขาไม่ชำนาญ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้บ้านอาจารย์ฝรั่งหลังนี้มีชีวิต มีความเป็นศิลปะ มีเรื่องราวและมีศิลปิน ซึ่งผมก็เป็นลูกศิษย์ของศิลปินหลายท่าน ได้องค์ความรู้จากอาจารย์และให้ท่านช่วยแนะนำและวางคอนเซ็ปต์เพื่อสร้างมาตรฐานด้านศิลปะขึ้น

เสริมด้วยการบริการที่ดี ซึ่งทุกวันนี้จะเห็นว่ามีครอบครัวเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกัน ไม่ใช่ไปเที่ยวแค่ศูนย์การค้าอย่างเดียว

ตอนได้รับการติดต่อใช้เวลาพิจารณานานหรือไม่?

ไม่ต้องคิดเลยครับ (หัวเราะ) ผมมองว่าเป็นโจทย์ที่ดี เราอยากจะทำอะไรแบบนี้อยู่แล้ว อยากให้ศิลปินมีพื้นที่ให้เปิดความคิดและแชร์ความคิดกันได้ ผมไม่คิดเลยว่าจะได้ทำหรือไม่ได้ทำ แค่อยากจะวางมาตรฐานใหม่ขึ้นมา

อาจารย์ศิลปในมุมมองของคุณนิวัติ?

ท่านสอนให้คนคิด เพราะในสมัยก่อนคนไทยไม่สามารถเล่าเรื่องของตัวเอง เรื่องบ้านเมือง เรื่องแรงบันดาลใจลงในผลงานของเขาได้ เราจะพูดได้แต่เรื่องที่มีอยู่แล้ว เช่น พุทธประวัติ นิยายวรรณคดี แต่ความคิดของอาจารย์ศิลปท่านสอนให้ลูกศิษย์มั่นใจ จนสามารถนำเรื่องราวบ้านเมืองที่เขาเจอทุกวันว่าเป็นอย่างไรนำเสนอผ่านผลงานของเขา

ท่านยังสร้างคุณูปการกับประเทศไทยมากมาย และเป็นคนเดียวที่พาศิลปินไทยไปแสดงที่เมืองนอกได้ในขณะนั้น มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ

รูปแบบนิทรรศการที่จัดแสดงในบ้านอาจารย์ฝรั่งเป็นอย่างไร?

ส่วนใหญ่เป็นประติมากรรม โดยชั้น 2 ของบ้านอาจารย์ฝรั่งจะมีส่วนที่เป็นนิทรรศการถาวร บอกเล่าประวัติของอาจารย์ศิลปทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ส่วนที่เป็นนิทรรศการของศิลปินและลูกศิษย์เพื่อเป็นการแสดงถึงความเชื่อมโยงเรื่องการพัฒนาศิลปะ ซึ่งเป็นนิทรรศการหมุนเวียนเดือนละ 1 ครั้ง เช่น เดือนสิงหาคมที่ผ่านมาเป็นนิทรรศการแรกที่จัดแสดงเกี่ยวกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

เดือนกันยายนนี้ซึ่งเป็นเดือนเกิดของอาจารย์ศิลป (15 กันยายน) จะจัดงาน “ลูกศิษย์คิดถึงอาจารย์” เป็นนิทรรศการเพื่อรำลึกถึงท่าน ในวันเสาร์ที่ 8 กันยายน เวลา 15.00-20.00 น. โดยสมาคมนักศึกษาเก่า มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกับ บ้านอาจารย์ฝรั่งและกลุ่มศิลปาศรี

ไฮไลต์สำคัญในนิทรรศการ “ลูกศิษย์คิดถึงอาจารย์” มีอะไรบ้าง?

นิทรรศการครั้งนี้มีศิลปินแห่งชาติ 3 ท่าน ที่สร้างชื่อเสียงในระดับชาติและนานาชาติมาแล้ว คือ อาจารย์วิชัย สิทธิรัตน์ อาจารย์ศราวุธ ดวงจำปา และอาจารย์เสวต เทศน์ธรรม ร่วมกับศิลปินกิตติมศักดิ์อีกกว่า 10 ท่าน ที่เคยเรียนกับอาจารย์ศิลป มาจัดแสดงผลงานประติมากรรมและจิตรกรรมเพื่อเป็นการรำลึกถึงอาจารย์ศิลป พร้อมอธิบายว่าการดูประติมากรรมเขาดูยังไง ความสวยของประติมากรรมต้องดูตรงไหน แล้วประติมากรรมแต่ละแบบมีความแตกต่างกันยังไง

แนวคิดการจัดนิทรรศการแต่ละเดือน?

การจัดนิทรรศการหมุนเวียนแต่ละเดือน เพราะหวังให้เกิดพื้นที่ศิลปะหรืออาร์ตสเปซ สำหรับคนไทยที่อยากเข้าใจศิลปะ โดยจะมีการหารือกันเรื่องคอนเซ็ปต์ในแต่ละเดือน ซึ่ง 1 ปีจะมีการจัดอีเวนต์ 12 ครั้ง ตอนนี้มีศิลปินไทยรวมถึงศิลปินจากต่างประเทศติดต่อขอจัดแสดงและเวิร์กช็อปด้านศิลปะ ซึ่งคนไทยจะได้ประโยชน์ตรงนี้ ได้เรียนรู้ศิลปะจากศิลปินระดับโลก

ต่อไปก็อาจจะกลายเป็นแลนด์มาร์กของโลก ในการจัดแสดงศิลปะจากศิลปินทั่วโลก

ผลตอบรับตอนนี้?

ตัวบ้านนั้นเป็นที่รู้จัก ผมต้องรับโทรศัพท์วันละสิบกว่าสาย สอบถามว่าบ้านอยู่ไหน แต่เรื่องศิลปะยังสู้ร้านกาแฟไม่ได้ เพราะเพิ่งเปิด อีกทั้งเรื่องกาแฟเป็นเรื่องไลฟ์สไตล์ แต่ศิลปะเป็นเรื่องอีกระดับหนึ่ง

การพิจารณาผลงานศิลปะประเมินจากอะไร?

ผมมองว่าการดูศิลปะจะต้องดูที่วิธีคิด ไม่ใช่ดูที่ผลงาน ไม่ว่าจะเป็นการปั้น วาด หรือเขียน เป็นแค่เครื่องมือสร้างผลงานศิลปะ สุดท้ายสิ่งสำคัญอยู่ที่วิธีคิด ดังนั้นอยากให้เริ่มที่ความคิดก่อน แล้วอยากจะทำอะไรก็ต่อยอดทำต่อไปได้

จุดนี้จะมีการนำศิลปิน นักวิชาการ อาจารย์ที่มีความรู้เข้ามาสร้างมาตรฐานตรงนี้

คนที่ทำงานแบบคุณนิวัติมีเยอะไหม?

เยอะครับ แต่ไม่มากที่จะรองรับเรื่องพวกนี้ได้ คือจะรู้จักกันเพราะวงการไม่ใหญ่ คนจัดงานนิทรรศการศิลปะในปัจจุบันนับเจ้าได้เลย แต่เรื่องงานก็ต้องช่วยกัน ส่งงานให้กัน เรื่องการแข่งขันอยู่ที่ไอเดีย

ส่วนคนรุ่นใหม่อาจจะชอบไปเร็ว ตัดสินใจเร็ว ไม่มานั่งทนอะไรอย่างนี้ คนที่ทำงานด้านนี้ส่วนใหญ่ก็รุ่นเบบี้บูม เพราะเป็นรุ่นอดทน เจอปัญหา เจอความล้มเหลว แต่ฟันไม่เข้าแล้ว กระดูกเบอร์นี้ทำอะไรไม่ได้หรอก (ยิ้ม)

ทำไมต้องมีร้านกาแฟในบ้านอาจารย์ฝรั่ง?

เพราะเป็นไลฟ์สไตล์ของคนสมัยใหม่ ดังนั้นจะเห็นคนรุ่นใหม่เข้ามาเที่ยวมาชมภาพ มาเช็กอินในร้าน ซึ่งร้านกาแฟคราฟต์แมน (Craftsman) อยู่บริเวณชั้นล่างของบ้านอาจารย์ฝรั่ง มีจุดเด่นเรื่องกาแฟสดที่มีมาตรฐาน เสริมให้คนที่มาดูบ้านอาจารย์ฝรั่งไม่ได้เสพแค่ศิลป์อย่างเดียว

มีวิธีการอย่างไรที่ทำให้นักท่องเที่ยวรู้ว่าที่นี่คือบ้านอาจารย์ศิลป ไม่ใช่แค่ร้านกาแฟ?

เรามีป้ายบอกว่านี่เป็นนิทรรศการ เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ประจำทั้งวัน และมีอาจารย์มีคณะทำงานช่วยเป็นวิทยากร คอยอธิบายและหาหลักฐานให้ พร้อมเสริมด้วยการนำโทรทัศน์แบบ 2 ภาษาเข้าไปวางประกอบความเข้าใจ

มีวิธีการอย่างไรให้ความรู้ด้านศิลปะเข้าถึงคนรุ่นใหม่?

ตอนนี้ร้านกาแฟมีความครึกครื้น มีเด็กรุ่นใหม่เข้ามาเยอะ เขาถามอะไรผมก็ตอบหมด ทำให้เขารู้แล้วว่าโทรมาบ้านอาจารย์ฝรั่งแล้วมีคนตอบ พร้อมบอกด้วยว่า อย่าลืมนะครับว่าด้านบนมีนิทรรศการศิลปะสวยๆ เชิญชมได้

การที่เราคุยกับเขาดีๆ เขาสงสัยอะไรเราก็บอก หรือถ้าอยากถ่ายรูปเราก็มีเจ้าหน้าที่ช่วยถ่ายให้ ทำให้ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

เป้าหมายที่หวังไว้?

ผมอยากให้เป็นแลนด์มาร์ก อยากให้คนได้รับความรู้ว่าหากพูดถึงอาจารย์ศิลปแล้วคุณเห็นว่าเขาเป็นอย่างไร และผมหวังให้ศิลปินไทยมีมาตรฐานการทำงาน สามารถเชิญผู้อื่นมาวิจารณ์งานศิลปะเพื่อวางคอนเซ็ปต์ว่าควรทำอย่างไรให้เป็นที่ยอมรับในตลาดสากล และเอาผลงานนี้ไปแสดงเมืองนอกได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อศิลปินเราทำงานด้วยมาตรฐาน ทีนี้เราจะได้พูดว่าศิลปินเรามีมาตรฐาน ไม่ใช่การทำตามตลาดหรือตามใจลูกค้า แต่ลูกค้าจะต้องติดตามที่ผลงาน


 

นิวัติ มหาบุณย์
จากนักการตลาด สู่ ผจก.บ้านอาจารย์ฝรั่ง

ไม่น่าเชื่อว่าหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะของเมืองไทยมานานกว่า 10 ปี อย่าง นิวัติ มหาบุณย์ ผู้จัดการโครงการศิลปะของบ้านอาจารย์ฝรั่งและประธานกลุ่มศิลปาศรี จะไม่ได้ศึกษาด้านศิลปะมาโดยตรง แต่ศึกษาผ่านการทำงานด้านการตลาดในธนาคารแห่งหนึ่ง

“ผมเรียนจบการตลาดครับ จากนั้นทำงานที่ฝ่ายจัดซื้อของธนาคาร ซึ่งขณะนั้นมีผู้บริการเป็นคนชอบเก็บงานศิลปะ ทั้งภาพเขียน หรือภาพไหนดังก็ซื้อหมด หน้าที่ผมคือการซื้อรูปเหล่านั้น ขณะเดียวกันแม้จะไม่ได้เรียนศิลปะหรือไม่ได้จบด้านนี้ แต่การทำงานกว่า 10 ปี ก็สร้างความคุ้นเคยแล้ว”

เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นิวัติทำงานด้านศิลปะ

หลังออกจากการทำงานธนาคาร เขาได้จัดการแสดงศิลปะขึ้นมาอีกหลายครั้ง เช่น นิทรรศการ “ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” ที่ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม ในนาม “ศิลปาศรี”

ล่าสุดกับการจัดนิทรรศการหมุนเวียนใน “บ้านอาจารย์ฝรั่ง”

ด้วยประสบการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่การติดต่อศิลปินและวิ่งเช็คจ่ายเงินให้ศิลปินสมัยทำงานที่ธนาคาร จนถึงการทำงานของตัวเองภายหลัง ทำให้เขาได้เจอกับผลงานศิลปะมากมาย

“แต่ที่ชื่นชอบที่สุดเป็นงานของ อาจารย์ประหยัด พงษ์ดำ เพราะท่านสอนผมเยอะ และยังเคยบอกผมว่า คนเราต้องทำความดี และความดีต้องแข่งขันโลกถึงจะเจริญ คุณทำดีอยู่แล้วมันก็เป็นเรื่องดี แต่จะต้องทำให้ดีกว่านี้ สังคม ประเทศไทย หรือโลกถึงจะเจริญไปด้วย”