ตลอดหลายปีที่ผ่านมา “การท่องเที่ยว” เป็นรายได้หลักของประเทศไทย และอุตสาหกรรมนี้กลายเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ภาครัฐและเอกชนหันมาสนใจการลงทุนด้านการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น ทำให้ไทยเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ทะลักเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี
จากผลการรวบรวมสถิตินักท่องเที่ยวในเดือนมกราคม 2561 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเผยสถิติว่า มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาประเทศไทยจำนวน 3.5 ล้านคน ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในประเทศมากที่สุด อันดับ 1 คือ จีน จำนวน 9.7 แสนคน 2 คือ มาเลเซีย จำนวน 2.6 แสนคน และ 3 รัสเซีย จำนวนกว่า 2.2 แสนคน เป็นต้น
ผลดีที่ตามมาคือช่วยทำให้เกิดอาชีพใหม่ ช่วยทำให้ประชาชนได้เห็นถึงความสำคัญของศิลปวัฒนธรรม ประเพณี นำไปสู่การรื้อฟื้นวัฒนธรรมที่เลือนหายไป คนท้องถิ่นมีอาชีพเสริม มีการกระจายรายได้สู่ชุมชน
เเต่การมีผลดีก็ใช่ว่าจะไม่มีผลเสียจากการท่องเที่ยวเลย เพราะสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น ไม่เพียงเรื่องค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น เเต่การที่ประชากรเดินทางเข้ามาเที่ยวในสถานที่ต่างๆ มากเกินกว่าที่สถานที่แห่งนั้นจะรองรับได้ ผลที่ตามมาคือสถานที่ท่องเที่ยวเสื่อมโทรมหรือถูกทำลายเกินกว่าที่จะบูรณะให้คืนสู่สภาพเดิมได้
ซึ่งขณะนี้ ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติหลายแห่งเสื่อมโทรมจากการท่องเที่ยวจนถึงขั้นวิกฤต
หนึ่งในนั้นคือ “อ่าวมาหยา” สถานที่ท่องเที่ยวสวยงามติดอันดับสถานที่ “ต้องไป”
ดังนั้น เมื่อนักท่องเที่ยวมาเยือนเมืองไทย อ่าวมาหยาในเขตอุทยานแห่งชาตินพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ จึงเป็นสถานที่ที่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวจนเสื่อมโทรมเข้าขั้นวิกฤต

“อ่าวมาหยา” วิกฤตต้องเร่งแก้
ข่าวใหญ่เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา ที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างให้ความสนใจ เมื่อ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ออกประกาศปิดอ่าวมาหยา ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน เพื่อดำเนินการฟื้นฟูทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยว
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เปิดเผยว่า ผลจากการที่อ่าวมาหยาต้องรับนักท่องเที่ยววันละ 4,000-5,000 คนทุกวัน ที่ทำให้ปะการังในอ่าวมาหยาเสื่อมโทรมเข้าขั้นวิกฤตจากเรือบรรทุกนักท่องเที่ยวแล่นวิ่งเข้า-ออก รับส่งนักท่องเที่ยวจำนวนมาก จนทำให้แนวปะการังน้ำตื้นได้รับความเสียหาย และทำให้หาดทรายชำรุด ไม่สามารถปลูกฟื้นคืนได้แน่นอนหากยังคงให้เรือวิ่งเข้า-ออกรับนักท่องเที่ยว จึงต้องปิดอ่าวเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง
วิกฤตธรรมชาติครั้งนี้ไม่สามารถนิ่งดูดายได้ แม้การปิดอ่าวที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศจะทำให้เสียรายได้มหาศาล แต่ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องวางผลประโยชน์ของตน เพื่อรักษาธรรมชาติก่อนที่จะสายเกินไป
ด้าน นายศรายุทธ ปาโส นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี กล่าวว่า ในการจัดการพื้นที่บริเวณอ่าวมาหยาที่ได้รับความเสียหาย ด้วยการปิดอ่าวมาหยาเพื่อฟื้นฟูปะการังโดยรอบ จะเริ่มโดยห้ามทำกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวโดยเด็ดขาด ยกเว้นการวิจัยศึกษาทางวิชาการ และภายหลังสิ้นสุดการปิดอ่าว จะมีการควบคุม จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวให้เหลือเพียงวันละ 2,000 คนต่อวัน รวมทั้งสั่งห้ามเรือแล่นผ่านแนวปะการังบริเวณหน้าหาด ในระหว่างปิดสามารถนำเรือเข้ามาลอยลำนอกบริเวณทุ่นไข่ปลาที่กั้นเขตไว้ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ดูอ่าวมาหยาจากบนเรือได้เท่านั้น
“ทั้งนี้ กรมอุทยานวางแผนสร้างสะพานท่าเทียบเรือแห่งใหม่และปรับปรุงทางเดินบริเวณอ่าวโล๊ะซามะ ซึ่งพยายามเร่งให้เสร็จภายในปีนี้ และจะปิดอ่าวมาหยาไม่ให้เรือวิ่งเข้าออกอย่างถาวร โดยจะให้ขึ้นไปชมอ่าวมาหยาด้านหลังเท่านั้น พร้อมทำระบบ E-Ticket เพื่อจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว ให้เหลือเพียง 2,000 คนต่อวันเท่านั้น” นายศรายุทธกล่าว

“เกาะยูง” แหล่งนำร่องฟื้นฟูปะการัง
ผศ.ดร.ธรณ์เปิดเผยว่า ภายใต้แผนปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีเป้าหมายลดพื้นที่ความเสียหายของปะการังให้เหลือน้อยกว่าร้อยละ 50 ภายใน 5 ปี และน้อยกว่าร้อยละ 20 ภายใน 20 ปี เพื่ออนุรักษ์แนวปะการังของไทย ที่สามารถสร้างมูลค่าด้านการท่องเที่ยวมากกว่าปีละ 83,000 ล้านบาท นำมาสู่การนำร่อง ฟื้นฟูปะการังบริเวณเกาะยูง ที่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวเช่นเดียวกับอ่าวมาหยา เมื่อปี 2559 กรมอุทยานประกาศปิดเกาะยูงเพื่อดำเนินการสำรวจและอนุรักษ์ปะการัง โดยกำหนดเขตหวงห้ามและไม่อนุญาตให้ทุกฝ่ายมาทำกิจกรรมการท่องเที่ยว
การปิดเกาะยูงครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มก. และสิงห์ เอสเตท ภาคเอกชน ที่เข้ามาสนับสนุนเรือตรวจการณ์และทุ่นจอดเรือ ได้ทำการทดลองปลูกปะการังด้วยวิธี Reef Propagation เพื่อเป็นแนวทางการฟื้นฟูปะการังบริเวณที่เสื่อมโทรมอีกทางหนึ่ง และมีเป้าหมายอีกอย่างหนึ่งคือเพื่อเป็นแหล่งพ่อแม่พันธุ์ปะการัง
ผลของการปิดเกาะยูง คือปะการังสามารถฟื้นตัวได้ภายใน 2 ปี ถือเป็นความสำเร็จและนำมาสู่ความกล้าที่จะดำเนินการปิดอ่าวมาหยาเพื่อเดินหน้ารักษาทะเลไทยต่อไป



แย้มแนวทางฟื้นฟู “อ่าวมาหยา”
เพื่อฟื้นฟูอ่าวมาหยา ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มก. ร่วมกับ สิงห์ เอสเตท ดำเนินตามแผนยุทธศาสตร์ปะการังแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจัดโครงการติดตามและฟื้นฟูปะการังในพื้นที่บริเวณอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี โดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศจากโดรน และการปลูกปะการังด้วยวิธี Coral Propagation ที่บริเวณอ่าวมาหยา เพื่อใช้ติดตามการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน และเริ่มลงมือปลูกปะการังโดยนำพ่อแม่พันธุ์ของปะการังมาจากเกาะยูง
“วิธีการปลูกปะการังใช้วิธี Coral Propagation คือทำการสำรวจพื้นที่สำหรับทำแปลงอนุบาล เมื่อได้สถานที่ให้เศษปะการังมาวางไว้เป็นแปลงอนุบาล ต่อมาเลือกเศษปะการังที่แตกหักตามพื้นทรายหรือตายโดยธรรมชาติ โดยต้องเลือกให้อยู่ในสภาพดีและเก็บใส่ถุง จากนั้นนำมาแช่น้ำ โดยห้ามแช่รวมกัน ตัดปะการังให้มีขนาด 1-2 ซม. ต่อมาคือนำเศษและชนิดของปะการังที่เลือกมาติดกาวเข้าด้วยกัน และนำปะการังลงแปลงอนุบาลที่เตรียมไว้ คืออ่าวมาหยา ทั้งนี้ ต้องติดตามการเจริญเติบโตเป็นระยะด้วยภาพถ่ายทางอากาศจากโดรนทุกๆ 1 เดือน ในช่วงกิจกรรมการปลูก และติดตามผลการเจริญเติบโตด้วยภาพถ่ายทางอากาศจากโดรนทุกๆ 4 เดือน เป็นเวลา 1 ปี” ผศ.ดร.ธรณ์กล่าว
ไม่ได้มีเพียงโครงการพัฒนาอ่าวมาหยาเพียงโครงการเดียวเท่านั้น เป็นที่น่ายินดีที่หน่วยงานทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชน คนในท้องถิ่น ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะสิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ให้การสนับสนุนเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างจริงจัง โดยให้พื้นที่สร้าง ศูนย์การเรียนรู้ทางทะเล Marine Discovery Centre : MDC) บนเกาะพีพี ซึ่งตัวศูนย์แบ่งออกเป็น 4 โซน ได้แก่ ห้องปลาฉลาม ห้องเรียนรู้เกี่ยวกับเกาะพีพี ห้องปลาการ์ตูน และห้องออดิทอเรียม เปิดโอกาสให้เยาวชน คนในท้องถิ่น นักท่องเที่ยว และประชาชนทั่วไป สามารถเข้าชมเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล และสร้างการมีส่วนร่วม ถ่ายทอดแนวคิดการอนุรักษ์ เพื่อให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ทะเลไทย
หลังจากปิดอ่าวมาได้ 3 เดือน ความหวังจะมีอ่าวมาหยาที่อุดมสมบูรณ์กลับมาโลดแล่นอีกครั้งในใจของคนไทย หลังจากมีข่าวความคืบหน้าเมื่อเร็วๆ นี้ คือปะการังอ่าวมาหยาเริ่มฟื้นตัวแล้ว หากทุกภาคส่วนร่วมใจกันอนุรักษ์ ความหวังที่จะเห็นภาพอ่าวมาหยาที่เต็มไปด้วยปะการังคงไม่เกินฝันของไทย ที่จะอวดโฉมหนึ่งในอ่าวที่สวยที่สุดในประเทศไทยต่อสายตาชาวโลกอีกครั้ง



