เชื่อว่าหลายคนที่มีโอกาสไปเมืองจีนในช่วงปีสองปีมานี้จะเห็นความเปลี่ยนแปลงมากมาย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่าง “เซี่ยงไฮ้” เมืองที่ได้รับการขนานนาม “ปารีสแห่งตะวันออก” แต่อาจไม่สะดวกสำหรับนักช้อปชาวไทยนัก เพราะร้านค้าจำนวนมากไม่รับเงินสด
ปัจจุบันชาวจีนคุ้นเคยกับการจับจ่ายผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็น “วีแชทเพย์” หรือ “อาลีเพย์” ทำให้บรรดาร้านค้าต่างๆ ในบ้านเราขึ้นป้ายรับการจ่ายเงินผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ ของจีนเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าชาวจีนที่เดินทางมาจับจ่ายใช้สอยในบ้านเรา
เมื่อเร็วๆ นี้ “อาลีเพย์” เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินผ่านแอพพลิเคชั่น “อาลีเพย์” ของชาวจีนที่เดินทางไปประเทศต่างๆ ในช่วงวันหยุดวันแรงงาน (แค่ 3 วัน ระหว่าง 29 เม.ย. -1 พ.ค.2561) ปรากฏว่า มีธุรกรรมทางการเงินในร้านค้าในต่างประเทศเพิ่มขึ้น 5 เท่า เทียบกับปี 2560
ภูมิภาคเอเชียครอง 10 อันดับประเทศจุดหมายปลายทางที่มียอดธุรกรรมการเงินสูงสุด โดย “ฮ่องกง” เป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วย “ไทย” และ “เกาหลีใต้” อันดับสาม
หากเจาะมาที่ยอดใช้จ่ายพบว่า คนจีนใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนในไทยอยู่ที่ 5,610 บาท สิงคโปร์ 5,585 บาท และมาเลเซีย 5,105 บาท ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่สเปน ที่ 39,000 บาท ตามด้วยฝรั่งเศส และอิตาลี โดยเกือบ 2 ใน 3 ของชาวจีนที่ใช้อาลีเพย์ในต่างประเทศเป็น “ผู้หญิง”
“ผู้หญิง” ไม่ว่าชาติใดล้วนครองตำแหน่ง “นักช้อป”
สังคมไร้เงินสดในจีนขยายตัวเพิ่มขึ้นรวดเร็วมาก ทุกวันนี้ชาวจีนใช้โทรศัพท์มือถือสั่งอาหาร, ซื้อสินค้าตามร้านค้าในห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ไปจนถึงร้านแผงลอยข้างทาง
การชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือในจีนในปี 2560 มีมูลค่าสูงกว่า 400 ล้านล้านบาท
ณ เดือน มิ.ย.2560 จีนมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือถึง 724 ล้านคน และเกินกว่า 35% ใช้บริการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ
4 สิ่งประดิษฐ์ที่เป็นความภูมิใจของคนจีนในอดีต คือ 1.เข็มทิศ 2.กระดาษ 3.ระบบการพิมพ์ และ 4.ดินปืน
แต่ปัจจุบันนวัตกรรมแห่งยุคสมัยที่กลายเป็นความภาคภูมิใจใหม่ของคนจีน คือ 1.ระบบช้อปปิ้งออนไลน์ (อีคอมเมิร์ซ) 2.ระบบชำระเงินผ่านมือถือ และ 3.บริการร่วมใช้ (แชร์ริ่งอีโคโนมี) ทั้งหลายที่แพร่หลายมากไปไหนในจีนก็เห็น หนีไม่พ้น “การแชร์ริ่งจักรยานสาธารณะ”
สิ่งประดิษฐ์อันดับ 4 ที่คนจีนภูมิใจคือ “รถไฟความเร็วสูง”
แม้หลายคนจะแย้งว่านวัตกรรมแห่งยุคสมัยข้างต้นไม่ได้คิดค้นโดยจีนเป็นชาติแรก แต่ต้องยอมรับว่าจีนมีส่วนมากในการทำให้นวัตกรรมเหล่านั้นมีการใช้งานกว้างขวาง และมีคนใช้บริการจำนวนมาก โดยเฉพาะในประเทศจีน
ในบ้านเรามีครบทั้ง 3 นวัตกรรม ยกเว้น “รถไฟความเร็วสูง” (high-speed rail) ที่อยู่ระหว่าง “ตั้งไข่” แต่จะสำเร็จหรือไม่…โปรดติดตาม
จีนเพิ่งมี “รถไฟความเร็วสูง” ในช่วงสิบปีมานี้เอง แต่สามารถยกระดับขึ้นมาเป็นผู้นำในการออกแบบก่อสร้างวางระบบ และให้บริการครบวงจรแล้ว และเป็นเบอร์ 1 ของโลกใน 2 ด้านด้วยกัน
คือ 1.ระยะทางที่ให้บริการรวม 25,000 กิโลเมตร หรือคิดเป็น 66.3% (ณ สิ้นปี 2560) ของระยะทางในการให้บริการของทั้งโลก และ 2.ขน “คน” มากกว่าประเทศอันดับสองถึงอันดับสิบรวมกันถึง 1.7 เท่า
อุตสาหกรรมรถไฟในจีนมีมากว่า 100 ปีแล้ว แต่เพิ่งพัฒนามาเป็นรถไฟความเร็วสูงในช่วงสิบปีมานี้เอง
เมื่อตัดสินที่จะลงทุนพลิกโฉมประเทศด้วยการคมนาคมระบบรางความเร็วสูง “จีน” ส่งบุคลากรไปเรียนรู้เทคโนโลยี
จากประเทศต่างๆ ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ
ไปมาหมดทั้งญี่ปุ่น, ฝรั่งเศส, อิตาลี, สเปน และเยอรมนี เพื่อไปหาว่าเทคโนโลยีใดที่เหมาะกับตนเองมากที่สุด และนำมาต่อยอดพัฒนาเป็นเทคโนโลยีของตนเอง เช่น รถไฟความเร็วสูง รุ่น 380A ก็พัฒนามาจากเทคโนโลยีของญี่ปุ่นจนเผยโฉมครั้งแรกในปี 2551 ที่วิ่งได้ 350 กม./ชม.
การพัฒนาเทคโนโลยีของจีน ไม่เฉพาะรถไฟความเร็วสูง แต่น่าจะเป็นหลักการที่ใช้กับทุกสิ่ง มี 3 ขั้นตอน คือ 1.นำเข้า 2.กลมกลืน และ 3.ต่อยอด
เริ่มจากการนำเข้า (ซื้อ) เทคโนโลยีจากประเทศต่างๆ ที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดเข้ามาในประเทศเพื่อศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า มีข้อดีข้อด้อยอย่างไร แล้วนำมาพัฒนาต่อยอดกับสิ่งที่มีอยู่ให้เป็นสิ่งใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม
และตั้งเป้าหมายไว้แต่แรกด้วยว่า จะต้องทำได้เองครบวงจรตั้งแต่ออกแบบ, ก่อสร้างระบบราง, การผลิตทั้งภายในและภายนอกตู้รถไฟ, ระบบอาณัติสัญญาณ, การบริหารจัดการการเดินรถ และการซ่อมบำรุงเอง
ภายใน 10 ปี “จีน” เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
รถไฟความเร็วสูงรุ่นใหม่ทิ่วิ่งด้วยความเร็ว 350 กม./ชม. ชื่อ “ฟู่ซิง” (Fuxing)
“ฟู่ซิง” แปลว่า “ฟื้นฟู” หมายถึง “การฟื้นฟูความเป็นประชาชาติที่ยิ่งใหญ่ของจีน”
ว่ากันว่า ก่อนที่จะได้รับการยอมรับเช่นทุกวันนี้ ในช่วงแรก สังคมจีนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย บ้างก็ว่าจะสร้างทำไมในเมื่อมีรถไฟธรรมดาที่ราคาถูกมากอยู่แล้ว? สร้างมาแล้วใครจะนั่ง? หรือต้องการสร้างให้คนรวยนั่ง?
โดยเฉพาะเส้นทางสาย “ปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้” ระยะทางกว่า 1,300 กิโลเมตร หลายฝ่ายมองว่าคงมีราคาแพงมากและไม่น่าได้รับการตอบรับจากชาวจีน แต่ปรากฏว่าได้รับความนิยมมาก และกลายเป็นสายที่หาตั๋วยากมาก
การเดินทางระหว่างเมืองที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงบางครั้งต้องค้างคืน เช่น เส้นทาง “ชิงเต่า-จี่หนาน” ห่างกัน 300 กม. ในอดีตใช้เวลา 8 ชั่วโมง ปัจจุบันเหลือแค่ 2 ชม.ครึ่ง
ไม่มีใครพูดแล้วว่าเป็นบริการที่สร้างให้คนรวยใช้ ทั้งยอมรับว่า “รถไฟความเร็วสูงเปลี่ยนชีวิตคนจีนไปมาก” และมีส่วนอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้หัวเมืองใหญ่ที่เศรษฐกิจดี และมีประชากรมากเชื่อมไปยังเมืองอื่นๆ ได้
ทุกวันนี้ ถ้าต้องเดินทางระยะทางไม่เกิน 1 พันกิโลเมตร “คนจีน” จะเลือกใช้บริการ “รถไฟความเร็วสูง” แทน “เครื่องบิน”

