เมื่อผู้หญิงยังเป็นเหยื่อ และสิทธิสตรีควรถูกวิพากษ์ ‘ภาวิต-ดมิสาฐ์’ ตอบชัด ‘เด็กใหม่’ บอกอะไรกับสังคม?

16.09.18 | 18:42 น.

เมื่อผู้หญิงยังเป็นสนามอารมณ์ และข่าว (คาว) บนหน้า 1 หนังสือพิมพ์ยังไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์

อดีตคนโฆษณาที่ผันตัวมาเป็น “เด็กใหม่” ในสายผลิตซีรีส์ จับมือกันสร้างภาพยนตร์ชุดรสจัด หยิบจาก 13 ข่าวจริงที่ผู้หญิงเป็นเหยื่อ หวังให้สิทธิสตรีได้รับการวิพากษ์วิจารณ์

“Girl from Nowhere” หรือ “เด็กใหม่” ภาพยนตร์ชุด ความยาว 13 ตอน แนว Mysterious-fantasy ออกอากาศสดทางช่อง GMM 25 ทุกวันพุธ เวลา 22.25-23.25 น.

ผลผลิตจากความร่วมมือระหว่างช่อง GMM 25 และเอเยนซี่สำหรับผู้หญิงอย่าง SOUR Bangkok

เล่าเรื่องราวลูกสาวซาตาน “แนนโน๊ะ” รับบทโดย “คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล” เด็กผู้หญิงผมบ๊อบ ตัดหน้าม้า บุคลิกแปลกประหลาด ผู้ย้ายโรงเรียนใหม่ในทุกๆ ตอน

Advertisement

ซีรีส์เนื้อหาเข้มข้นตั้งแต่ตอนแรกที่ออนแอร์ อย่างกรณีครูชายข่มขืนนักเรียนหญิงแล้วถูกแบล๊กเมล์ เด็กสาวถูกเพื่อนหักหลัง หลอกไปให้เพื่อนชายข่มขืนแล้วฆ่า ไล่เรียงเหตุการณ์อื่นๆ ที่ผู้หญิง “ถูกรังแก” หรือ “โดนเอาเปรียบ” จนครบ 13 ตอน 13 ข่าวฉาวที่เกิดขึ้นจริงในโรงเรียน

กลายเป็นซีรีส์ที่กระแสแรงไม่แพ้เนื้อหา ทำสถิติเว็บล่ม และยังขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับ 1 ทุกอาทิตย์ที่ออนแอร์ ล่าสุด แว่วว่าสปอนเซอร์เข้าเต็มแล้ว

เมื่อ เจ๋อ-ภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค แห่ง GMM Grammy และ เล็ก-ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา Co-founder and Executive Creative Director แห่ง SOUR Bangkok มีทางเดินร่วมกัน และเห็นว่า “สิทธิสตรี” ควรถูกวิพากษ์วิจารณ์ การฟอร์มทีม “เด็กใหม่” แห่งสายผลิตซีรีส์จึงเกิดขึ้นอย่างทันท่วงที

“เราอยู่บนเจตนาที่ดี มีเตรียมใจไว้บ้าง ไม่ใช่เอะอะอะไรก็เอาคอนเทนต์แรงๆ มานำเสนอ แกรมมี่อยากนำเสนอเรื่องสิทธิสตรีนะ SOUR ก็ทำงานเพื่อผู้หญิงนะ แต่ก็ไม่คิดว่าเราต้องสงบปากสงบคำ

“เราต้องเอาความจริงที่อยู่หน้า 1 หนังสือพิมพ์ แล้วคนไม่วิพากษ์วิจารณ์มาทำให้เห็นว่าเรื่องราวมีทั้งปลายปิดและปลายเปิด เห็นถึงสิ่งที่เข้าใจได้ และสิ่งที่อยากโต้เถียง” เจ๋อ-ภาวิตบอกเราเช่นนี้

เริ่มเห็นผลแล้วใน “เมนต์-ไลค์-แชร์” ออฟฟิเชียลเฟซบุ๊ก “เด็กใหม่” ที่เมื่อซีรีส์จบตอนจะเห็นผู้ชมตั้งคำถามต่อความเข้าใจว่าผิดถูกประการใด บางคนแชร์ประสบการณ์การถูกรังแกสมัยเป็นนักเรียน บางคนเคยแกล้งเพื่อนแล้วรู้สึกผิด เพราะได้เห็นมุมคนโดนแกล้ง

ไม่ว่าจะอิน หรือเข้าใจ “เด็กใหม่” มากแค่ไหน ขอโทษที ซีรีส์เรื่องนี้ไม่มีฉายย้อนหลัง

หากแต่จะได้ชมครบทั้ง 13 ตอนอีกครั้งพร้อมคนทั่วโลก ผ่านทางแพลตฟอร์มเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) เท่านั้น

มีส่วนแคสต์ ‘คิทตี้-ชิชา’ ?

ดมิสาฐ์ – มีส่วนร่วม แต่เรามีโปรดักชั่นเฮาส์คือ Jungka Bangkok และมีผู้บริหารช่วยดูแลอีกที จากราวๆ 30 เทป มีผ่านเข้ารอบสุดท้าย 2 คน เลยส่งให้พี่เจ๋อแอพพรูฟต่อ เขาตอบมาเลยว่าต้องเป็นคิทตี้

คือต้องย้อนว่า เพราะบทแคสต์ยาวเลยเลือกตอนที่ถ่ายยากที่สุด นำแสดงได้ยากที่สุด คือฉากโดนข่มขืน ถูกฆ่า เทปแคสต์นั้นคิทตี้เล่นโดนข่มขืนปกติ เขาพูดประโยคเด็ดที่เราชอบมาก “อะไรที่นิ่มเหมือนเต้าหู้ ฉันมีอารมณ์ทั้งนั้นแหละ” แต่พี่เจ๋อเขาเฉยๆ (หัวเราะ)

จริงๆ มันมีความหมายอยู่ในบทนี้ คือการถูกข่มขืนแล้วพูดให้อีกฝั่งโกรธเพราะอวัยวะเพศไม่แข็ง ปรากฏว่าในเทปแคสต์คิทตี้ไม่ได้พูดและไม่ได้เล่นแบบนั้น เขาใช้วิธีการโดนข่มขืนแล้วทำหน้าไร้ความรู้สึก พอถูกข่มขืนหนักขึ้นเขาหัวเราะก๊าก แล้วก็ร้องเพลง ลา ล้า ลา กลายเป็นคนทวิสต์บุคลิก คนที่มาแคสต์ด้วยที่กำลังบีบคออยู่ เขาก็ตกใจว่าเป็นอะไร เหมือนเขาเล่นจริง บีบคอคิทตี้แดงเลย

คิทตี้อ่านบทลึกมาก เขาอิมโพรไวซ์โดยที่เขาไม่ได้เล่นตามสคริปต์ที่ส่งไป ทำให้ตัวเขาที่อยู่ในเทปแคสต์โดดเด้งกว่าคนอื่น ขณะที่ทุกคนเล่นตามสคริปต์

ทำไมมีผู้กำกับถึง 9 คน?

ภาวิต – เอาแบบตลกร้ายก่อนไหม ไม่มีใครยอมทำให้เราเลยครับ (หัวเราะ) ผมคิดว่าตัวเองโนเนม แต่แกรมมี่เป็นองค์กร ซึ่งเราเองไม่ได้คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่หรือบังคับใครมาทำอะไรได้นะ เราถ่อมตนกับสิ่งที่กำลังจะทำ จริงๆ แกรมมี่ที่ผมดูแลคือบริษัทเพลงส่วนออนไลน์คอนเทนต์ ฉะนั้น เราไม่คิดว่าบริษัทเรามีชื่อเสียงแล้วคนต้องเชื่อฟังเรา

ถ้าพูดเป็นส่วนตน ผมคิดว่าในฐานะคนทำ เราไม่มีเครดิตเลย นี่เป็นชะตากรรมที่เราต้องเจอ แต่จุดหนึ่งที่เรามองเห็นตรงกันคือเราได้พี่เล็ก-คงเดช จาตุรันต์รัศมี มาช่วยเขียนบทให้ เขาเป็นผู้กำกับมาก่อน มีวิธีเขียนสคริปต์ เข้าใจโปรดักชั่น และรู้ว่าเขียนมากกว่านี้แหกแน่นอน (หัวเราะ) คือทำไม่ได้ภายใต้งบประมาณเท่านี้

ดมิสาฐ์ – กับพี่เล็กคือเราทำงานด้วยง่ายมาก เขารับฟัง เราสามารถโยนไอเดียกลับไปมาได้ อีกทั้งผู้ร่วมโปรเจ็กต์นี้บางคนเป็นผู้กำกับที่ทำโฆษณามาก่อน บางคนทำหนังสั้นแล้วไปได้รางวัลที่เมืองนอกมา บางคนเป็นผู้กำกับหนังใหญ่มาแล้วหลายเรื่อง บางคนเป็นตากล้องมือรางวัลตั้งแต่อายุยังน้อย หรือบางคนทำเอ็มวีจนเชี่ยวชาญสุดสุด ดังนั้น คนที่เลือกมาคือคุณภาพสูงมากๆ

“ความตั้งใจของเราคืออยากทำซีรีส์ที่ดี อยากทำให้สังคมดี
ทำให้สิทธิสตรีถูกวิพากษ์วิจารณ์
เราไม่ได้อยู่บนความกลัวในการปฏิบัติของสิ่งใดๆ
เรามีจริยธรรม มีความตั้งใจดีเป็นพื้นฐานในสิ่งที่ทำอยู่…”

ได้ตามกระแสในโซเชียลไหม?

ภาวิต – เรียกว่าคลุ้มคลั่งเลยดีกว่า เรามอนิเตอร์กันเรียลไทม์มาก ส่งให้กันดูว่าเห็นอันนี้รึยัง (หัวเราะ) อย่างทวิตเตอร์เองก็ขึ้นเทรนด์อันดับ 1 ทุกอาทิตย์ ภายในเรียลไทม์ไม่เกิน 25 นาทีหลังจากซีรีส์ออก เรตติ้งของ GMM 25 ก็ขึ้นเหมือกัน ขึ้นมากกว่าละครปกติเท่าตัว คือพื้นฐานเรตติ้งมันไม่ได้แย่กว่าซีรีส์ที่เขามีอยู่ ส่วนเทรนด์ทวิตเตอร์ผมอาจไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มมาก แต่มันเป็นสิ่งที่บอกว่าอะไรเป็นกระแสเรียลไทม์ คนในช่วงเวลานั้นฮิตอะไรอยู่ แต่ที่เราภูมิใจที่สุดคือเว็บเราล่ม (หัวเราะ) ปกติเราไม่ได้ตั้งค่าสำหรับการแบกคนดูที่ฟลัดเข้ามา นี่เองที่เรามองเห็นเป็นเทรนด์ที่ดี

เรามีบันไดความสำเร็จ 4 ขั้น คือ 1.เจ้าของหรือคุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ยอมรับซีรีส์เรื่องนี้ 2.จะทำอย่างไรให้นายสถานีอย่างพี่ฉอด-สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา รับซีรีส์เข้าช่อง 3.ทำยังไงให้ไปถึงเป้าหมายที่เราต้องการ คือเป็นซีรีส์ที่โกอินเตอร์ ถูกเน็ตฟลิกซ์ซื้อ และ 4.เป็นซีรีส์ที่ประชาชนหรือผู้หญิงยอมรับ

และความเซอร์ไพรส์ที่สุดของผมมี 2 เรื่องคือ บางอย่างเรากลัวว่าผู้บริโภคไม่เข้าใจ แต่ผู้บริโภคสมัยนี้ฉลาดมาก เขาอิน เขาเข้าใจสิ่งที่เราบอก อีกเรื่องน่าจะเป็นสิ่งที่ส่งเข้ามาคือ มีโรงเรียนหนึ่งนำ “เด็กใหม่” ไปเป็นสื่อการเรียนการสอน ฉายขึ้นโปรเจ็กเตอร์ มีนักเรียนนั่งดู นี่อาจเป็นที่สุดแล้ว มันเป็นความปลี่ยนแปลงที่อยากเห็น

ดมิสาฐ์ – เราดูแลออฟฟิเชียลเฟซบุ๊ก เด็กใหม่ อยู่ มีผู้ติดตาม 120,000 คน ใน 3 อาทิตย์ ซึ่งเราไม่ได้ใช้เงินเลย อย่างในอินบ๊อกก็มีคนส่งแฟนอาร์ตมาให้ช่วยลง อีกทั้งข้อดีของไลค์ เมนต์ แชร์ คือเมื่อซีรีส์จบตอนมีคนเข้ามาตั้งคำถามว่าสิ่งที่คิดนั้นถูกไหม แล้วมีคนเข้ามาตอบว่าเป็นแบบนี้ ตรงนี้เข้าใจถูกแล้ว หรือบางคนกล้าแชร์สิ่งที่ตัวเองเจอ บอกว่าตอนเป็นนักเรียนเขาเป็นแบบนี้ บางคนสารภาพว่าเคยแกล้งเพื่อนแล้วรู้สึกผิด เพราะได้เห็นมุมคนโดนแกล้ง เหล่านี้เป็นสังคมที่น่ารักมาก

ท่าเต้นหน้าเสาธงเป็นที่กล่าวถึงมาก?

ดมิสาฐ์ – ต้องย้อนว่า เวลาทำงานเราใช้ไอเดียเป็นที่ตั้งอยู่แล้ว เมื่อตรงนี้ถูกออกแบบมาให้เข้ากับสคริปต์ว่าอะไรก็ได้ที่จะแสดงความไม่ใส่ใจ และไม่เหมือนกับมนุษย์ปกติ ผู้กำกับเลยโยนไอเดียให้คิทตี้ไปเต้นบนอนุสาวรีย์ น้องบอกว่าเอา ขอหน้าโรงเรียนเลย

ตอนดูคัตติ้งก็แปลกประหลาดแล้ว แต่เป็นความแปลกที่คนจะพูดถึง เลยคิดว่าเก็บไว้แบบนี้แหละ

ตอนออนแอร์ก็กลัวโดนว่าเหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้ผู้บริโภคฉลาด เขาเข้าใจ เขาเข้ามาวิเคราะห์เลยว่าจุดนี้เราต้องการแสดงความไม่ปกติของแนนโน๊ะนะ พอเกิดกระแสการเต้นตามคือเกินคาดแล้วจริงๆ (ยิ้ม)

ภาวิต – เราไม่ได้คิดอยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรแบบนี้ แต่ผมคิดว่ามันเป็นฟีดแบ๊กที่ดีนะ ตอนตรวจเทปแค่รู้สึกว่ามันเป็นการถ่ายทอดคาแร็กเตอร์บางอย่างของแนนโน๊ะ แต่ถ้าคิดแบบเหยียดเพศ เรารู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างในเชิงสัญลักษณ์ของผู้ญิงคนนี้ ซึ่งเขาทำอะไรบางอย่างกับคนดูอยู่ ผมให้เครดิตคุณเล็กและผู้กำกับที่ให้มีช็อตนี้ (ยิ้ม)

ส่วนการที่ท่าเต้นนี้กลายเป็นชาเลนจ์ไปแล้ว ถามผมส่วนตัวคือ ผมอยากให้ทุกอย่างเดินไปตามธรรมชาติที่สุด อะไรก็ตามที่รู้สึกว่าเราไม่พยายามโหนกระแสต่อ ไม่พยายามฝืนหรือปรุงแต่ง ผมรู้สึกว่ามันจะเดินจบไปในประมาณนี้แหละ มันไกลกว่าที่เราคิดอยู่แล้ว เราไม่ได้คิดที่จะขยี้ให้ดังขึ้นไปอีก ไม่ใช่แบบนั้น อยากให้รู้สึกว่าทุกๆ ตอนตื่นเต้นที่ได้ดู

ผมขอให้ดูแค่ตอนเดียว เราเชื่อมั่นว่าคุณดูแค่ตอนเดียวคุณจะอยากไปดูทุกตอนที่เหลือ เพราะเรื่องไม่ได้ต่อเนื่อง คุณจะดูตอนไหนก็ได้ จะดูตอนที่ 11 เลยก็ได้ ไม่มีความหมายเลยถ้าจะดูไม่รู้เรื่อง อินได้ทุกเรื่อง เพราะมันมีประเด็นที่เราอยากพูดทุกประเด็น

กลัวผลกระทบที่เกิดจากละครไหม เช่น การปฏิรูปต่างๆ?

ภาวิต – สำหรับผม ถ้าโดนวิพากษ์วิจารณ์ ผมน้อมรับ เพราะสิ่งสำคัญที่สุด ลำดับแรกต้องดูที่เจตนาก่อน เราไม่ได้ทำซีรีส์เป็นอาชีพหลัก ผมมีธุรกิจที่ดูแลเรื่องเพลง เล็กก็มีธุรกิจเรื่องโฆษณา ความตั้งใจของเราคืออยากทำซีรีส์ที่ดี อยากทำให้สังคมดี อยากทำให้สิทธิสตรีถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถ้ามีคนเห็นด้วย เราดีใจมาก ถ้ามีคนไม่เห็นด้วย เราน้อมรับคอมเมนต์ ถามว่าเรากลัวไหม เราไม่ได้อยู่บนความกลัวในการปฏิบัติของสิ่งใดๆ เรามีจริยธรรม มีความตั้งใจดีเป็นพื้นฐานในสิ่งที่ทำอยู่

ส่วนเรื่องจะไปปฏิรูปนั้น ผมว่ามันเกินมือเราแล้ว เพราะมันไม่ใช่อาชีพเรา และเราไม่ได้คิดว่าอาชีพเราจะทำเรื่องนี้มาเพื่อก่อให้เกิดการปฏิรูปใดๆ ได้

โลกนี้มีเป็นแสนล้านคอนเทนต์ใน 1 ปีที่เกิดขึ้น เราเป็นเพียงคอนเทนต์หนึ่งที่คนให้เกียรติที่จะเสพ เมี่อคนให้เวลาเราอาทิตย์ละ 48 นาที นั่งดูแล้วมีรีแอ๊กชั่นหรือมีคอนเมนต์ได้ ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีแล้วนะ ผมรู้สึกแบบนั้นมากกว่า (ยิ้ม)

‘เด็กใหม่’ กับ ‘เน็ตฟลิกซ์’ ?

ภาวิต – การเข้าเน็ตฟลิกซ์ก็ต้องทำให้เต็มที่ บางเรื่องก็ไม่รู้ว่าแพลตฟอร์มเมืองนอกเขามีมุมมองอย่างไร ต้องขอบคุณคุณเอกชัย เอื้อครองธรรม ผู้บริหารค่าย GMM Bravo และอีกหลายๆ ท่านที่ไม่ประสงค์ออกนามที่ให้คำแนะนำพวกเราในหลายประเด็น ซึ่งเน็ตฟลิกซ์เองจับด้วยบิ๊กดาต้า และเด็กใหม่จัดอยู่ในประเภท “จบในตอน” ซึ่งการเป็นซีรีส์ประเภทนี้ สถิติของเน็ตฟลิกซ์บอกว่าสร้างความหงุดหงิดให้คนดูมาก ถ้าต้องมารอดูทีละอาทิตย์ ฉะนั้น นี่เป็นทฤษฎีที่เขาอยากมาทดลองในตลาดไทย

ดมิสาฐ์ – เด็กใหม่เวอร์ชั่นในเน็ตฟลิกซ์เป็นเวอร์ชั่นอันเซ็นเซอร์ เป็นเวอร์ชั่นเต็มที่ทีมงานมองว่าวิธีการเล่าเรื่องสมบูรณ์ที่สุด บางตอนอาจสั้นหรือยาวกว่าที่ออนแอร์ในทีวี บางตอนอาจมีช็อตที่กองเซ็นเซอร์ GMM 25 ขอให้ถอดออก เช่น อีพี 1 ที่ตอนจบของ GMM 25 กับเน็ตฟลิกซ์ไม่เหมือนกัน

จะพา ‘เด็กใหม่’ ไปสู่จุดไหน?

ภาวิต – อยากได้รางวัลระดับโลกครับ เรามีความตั้งใจว่าอยากทำสิ่งที่ดีขึ้นมา ถ้าถูกยอมรับในประเทศไทยแล้วเราก็ดีใจ ถ้าเผยแพร่ในแพลตฟอร์มระดับโลกอย่างเน็ตฟลิกซ์แล้วเราก็ดีใจ สิ่งที่มันคงจะเกินไปกว่านี้อีกคือ ถ้ามันได้รับเกียรติให้ได้รับรางวัล ไม่ว่าจากสาขาไหน ผมถือเป็นเกียรติอย่างสูงสุดสำหรับมือใหม่อย่างพวกเรา

ถามว่าคาดหวังไหม เราคงไม่ได้คาดหวัง แต่เราอยากให้สิ่งเหล่านี้เผยแพร่ออกไปมากที่สุด ซึ่งคงมีคนช่วยเผยแพร่อยู่แล้ว ส่วนจะได้รางวัลจากสถาบันใดไหมก็ต้องติดตามกันต่อไป แต่การทำสิ่งที่ดี ผมเชื่อเสมอว่ามักจะได้รับผลตอบรับที่ดี (ยิ้ม)

ประเมินความสำเร็จ?

ภาวิต – ถ้าด้านธุรกิจผมคิดว่าเกินความคาดหมายแล้ว ส่วนหนึ่งคือการที่เน็ตฟลิกซ์ซื้อคอนเทนต์นี้ไป กับอีกความสำเร็จหนึ่งคือ ไม่นานมานี้ได้ยินว่าสปอนเซอร์เต็มแล้ว ดีใจมาก (ยิ้ม) ถ้าเราคิดแบบคนทำ ความคาดหวังทางธุรกิจคงประมาณการไว้ส่วนหนึ่ง ผมกับเล็กคงไม่อยากเจ๊งทั้งคู่ ส่วนความสำเร็จด้านกระแสสังคมถือว่าเกินคาดสุดสุด ถามว่าทำให้ตัวเราเปลี่ยนแปลงทัศนคติ หรือตัวพองไหม ไม่นะ เรายังเป็นคนเดิมอยู่

ผมชอบพูดว่ามันเป็นรางวัลในดวงใจ แม้จะไม่ได้รับรางวัลจากสถาบันใดเลย แต่เวลาเจอคนกินข้าวโต๊ะข้างๆ แล้วพูดถึงเรา หรือเจอเด็กผู้หญิงคุยกันในร้านกาแฟว่าดูเด็กใหม่รึยัง หรือวันก่อนผมไปทานข้าวกับศิลปิน คุยเรื่องคอนเทนต์กันอยู่ เขาถามว่าดูแนนโน๊ะรึยัง ต้องดูให้ได้เลย มันสุดมาก (หัวเราะ) แสดงว่าเราถ่อมตัวมากถึงขนาดไม่มีใครรู้ว่าเราทำ (หัวเราะ)

ทำไมต้องดู ‘เด็กใหม่’ ทำไมไม่ดูไม่ได้?

ภาวิต – ข้อแรกคือ ถ้าคุณเป็นเพศหญิงคุณไม่ควรพลาด เพราะเราตั้งใจทำมาเพื่อคุณ เราอยากให้ผู้หญิงทุกคนในโลกนี้ได้ดูซีรีส์เรื่องนี้ สองคือเราเชื่อว่าการที่เราทำอะไรออกมาสักหนึ่งอย่างแล้วเป็นเจตนาที่ดี การที่คุณได้ดูมัน มันอาจให้แง่คิดอะไรก็ได้นะ อาจทำให้คุณรู้สึกได้ว่ามีประสบการณ์ร่วม คุณจะได้ออกมาแชร์สิ่งที่คิดเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเราเหนื่อยมาก ลำบากมาก ถึงอยากให้ดู (หัวเราะ)

ถามว่าผู้ชายไม่ควรดูรึเปล่าก็คงไม่ใช่ แต่สำหรับผมแล้วซีรีส์ทำมาเพื่อความบันเทิง ทุกคนเกิดมาแล้วมีชีวิตที่เป็นชีวิตจริงๆ มีทั้งสุขและทุกข์อยู่ การได้รับความบันเทิงดีๆ สักอัน คงเป็นสิ่งดีๆ สำหรับตัวเองเหมือนกัน