คอลัมน์ เล่าเรื่องหนัง : Quincy ปรัชญาชีวิตแบบ ‘ควินซี่ โจนส์’ โปรดิวเซอร์ผู้แจ้งเกิด ‘ไมเคิล แจ๊กสัน’

30.09.18 | 14:08 น.

พลันที่เริ่มต้นดูสารคดี “Quincy” ไปได้ไม่กี่นาที สิ่งที่เคยได้ยินได้ฟังหรือรู้จัก “ควินซี่ โจนส์” ศิลปินนักแต่งเพลงผู้นี้ในห้วงที่ผ่านมา กลายเป็นแค่เรื่องเศษเสี้ยวเล็กๆไปในทันที เพราะสารคดีเรื่องนี้พาเราดำดิ่งไปในโลกดนตรีอันกว้างใหญ่ของ “ควินซี่ โจนส์” จนกระหายที่จะล่วงรู้ถึงชีวิตในอดีตและปัจจุบันของเขาอย่างหยุดไม่ได้

หนังเปิดด้วยภาพวัยชราของควินซี่ กับผนังที่ฉายภาพความสำเร็จในอดีตมาเป็นลำดับ

ลูกสาวเอ่ยถามกับพ่อว่า…

“พ่อจัดการกับอีโก้และศิลปะในตัวเองยังไงคะ”

ชายชราท่าทางเหนื่อยล้า แต่แววตาและน้ำเสียงที่ไม่ได้เคลื่อนไหวไปตามอายุตอบลูกสาวว่า…

Advertisement

“รู้ไหม แน่นอนว่าคนเราต้องมีความมั่นใจ เรื่องนั้นพ่อไม่เถียง แต่ปกติแล้ว อีโก้เป็นเรื่องของการมีความไม่มั่นใจมากเกินไป”

“พ่อว่าเราต้องฝันให้ใหญ่สุดๆ แล้วเราจะไม่มีอีโก้ เพราะว่าเราทำให้ฝันนั้นเป็นจริงไม่ได้ ยังมีอะไรให้เรียนรู้อยู่เสมอ พ่อเรียนรู้จากพวกแก่ๆ มาเยอะเหมือนกัน” ควินซี่ โจนส์ตอบกลับลูกสาว- “ราชิด้า โจนส์” ผู้กำกับและเขียนบทภาพยนตร์สารคดีชีวิตของพ่อเธอเอง “Quincy”

จากนั้นภาพตัดย้อนมาสู่อดีตของชีวิต “ควินซี่ โจนส์” เด็กหนุ่มสุดกระฉับกระเฉงกำลังคุมวงออเคสตร้าให้กับตำนานศิลปิน “แฟรงก์ ซินาตร้า” ในห้วงนั้น

ครั้งแรกของการเจอกัน “แฟรงก์ ซินาตร้า” ทดสอบด้วยการบอกว่า “เพลงที่เรียบเรียงนั้นมันค่อนข้างวุ่นวายในแปดห้องแรก” ก่อนที่ ซินาตร้า จะบอกต่อมาว่า “เขา (ควินซี่) เดินไปที่ที่มีโต๊ะห่างไปสิบฟุตได้ แล้วก็แก้มันได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว เวลามีใครทำอะไรได้แบบนี้ มันทำให้ผมทึ่งได้เสมอ สามารถแก้ตัวโน้ตพวกนั้นที่คนอื่นเขียนไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว”

ควินซี่ในวัยฉกรรจ์ ได้รับประสบการณ์ทำงานกับแฟรงก์ ซินาตร้า ศิลปินผู้ถนัดทำงานกับคนอายุ 50 ปีขึ้นไป ไว้ใจให้คนหนุ่มควบคุมวงออเคสตร้าในการแสดงสด และนั่นก็นำพาควินซี่ไปสู่โลกใบใหม่ที่ยกระดับชีวิต สถานะ และยังได้ทำดนตรีอันเป็นที่รัก

“ในวัยหนุ่มควินซีขึ้นมาอยู่ในจุดที่สูงกว่าจุดที่เขาฝันว่าจะเป็นไปได้เสียอีก”

แต่หากย้อนไปไกลกว่านั้น เส้นทางของ “ควินซี่ โจนส์” ก็เหมือนดั่งเรื่องเล่าในนิยายเฝือๆทั่วไป เขาเกิดในยุคทศวรรษ 1930 ในครอบครัวยากจนย่านเซาท์ ไซด์ ชิคาโก มีแม่ป่วยด้วยอาการจิตเภท และพ่อทำงานตัวเป็นเกลียวหาเลี้ยงครอบครัว

วัยเด็ก “ควินซี่” มีความตั้งใจจะเข้าแก๊งอันธพาล ด้วยเหตุผลว่า “เราอยากเป็นในสิ่งที่เราเห็น…ซึ่งเราเห็นอยู่แค่นั้น”

ล่วงเข้าสู่ทศวรรษ 1940 “ควินซี่” มีโอกาสจิ้มเล่นเปียโนเก่าในห้องเก็บของ และนั่นทำให้เขารู้ว่า “ผมเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ตลอดไป”

จุดเริ่มต้นของชีวิตนักดนตรีเริ่มจากเปียโนเก่าตัวนั้น “ควินซี่” ในช่วงก่อนวัยรุ่นลองฝึกเครื่องดนตรีหลายชนิด และสุดท้ายตัดสินใจเล่น “ทรัมเป็ต” โดยมีความฝันอยากเป็น “นักแต่งเพลง”

ทรัมเป็ต ดนตรีแจ๊ซ บีบ๊อบ ทำให้เด็กชายควินซี่ในวัย 14 ปี ได้รู้จักกับเพื่อนซี้รุ่นพี่วัย 16 ปีที่ขณะนั้นฝีมือเริ่มเป็นที่กล่าวขวัญถึงกันแล้ว “เรย์ ชาลส์” ผู้กลายมาเป็นตำนานริธึ่มแอนด์บลูส์

ควินซี่ โจนส์ และเรย์ ชาลส์ แทบจะเป็นพี่น้องกันจริงๆ

เรย์ ชาลส์ พูดถึงเพลงของควินซี่ โจนส์ ไว้ว่า ถ้าให้อธิบายจิตวิญญาณในเพลงของเขา ผมเรียบเรียงเป็นคำพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ มันเป็นความรู้สึกที่คุณรู้สึกอยู่ภายใน และก่อนที่จะรู้ตัว เราก็โยกตามไปแล้ว

ภาพที่เราเห็นในสารคดี Quincy “เรย์ ชาลส์” ในวัยชราเปล่งเสียงแหบพร่า ร้องเพลงเอ่ยชื่อควินซี่ โจนส์ พร้อมพรมนิ้วบนคีย์เปียโนให้กับเพื่อนรักที่สุดในชีวิต

ดนตรีได้มอบอิสรภาพให้ ควินซี่ โจนส์ อายุ 18 ปี เขาร่อนเร่ตามคลับ บาร์ ร้านเหล้า เหน็บทรัมปเป็ต และหนีบโน้ตเพลงในวงแขน มีโอกาสร่วมกับวงดนตรีคนดำที่เล่นสนุกสุดในเวลานั้นอย่าง “ไลโอเนล แฮมป์ตัน” ก่อนจะมีโอกาสทำงานเขียนเพลงและเรียบเรียงเพลงให้กับนักร้องผิวสีระดับตำนานอีกหลายคน อาทิ ไดอาน่า วอชิงตัน , หลุยส์ อาร์มสตรอง , เคานท์ เบซีย์ , ซาราห์ วอห์น , คลาร์ก เทอร์รี่ , ดิซซี่ กิลเลสพี และเพื่อนซี้ เรย์ ชาลส์

สิ่งหนึ่งที่ผ่านมาตลอดชีวิตของเขาคือ ตั้งแต่ยุคการออกทัวร์กับวง “ควินซี่” ยังเห็นการกีดกันคนดำในเรื่องดนตรี และเมื่อคิดได้ว่า อยากทำดนตรีแนวอื่นนอกจากแจ๊ส ในห้วงที่นิวยอร์ก มีธรรมเนียมปฏิบัติที่ไม่ให้ผู้เรียบเรียงดนตรีผิวดำได้แต่งดนตรีเครื่องสาย “ควินซี่” ตัดสินใจย้ายไปปารีสเพื่อเรียนรู้เรื่องดนตรีคลาสสิก และการเรียบเรียงดนตรีออเคสตร้า จนได้มีโอกาสกำกับวงเครื่องสาย

ประสบการณ์ทำดนตรีออเคสตรานี่เองที่พาให้เขาไปอยู่ในโลกเดียวกับ “แฟรงก์ ซินาตร้า” และดนตรีออเคสตร้าก็พาเขาไปสู่โลกการทำเพลงประกอบภาพยนตร์ในเวลาต่อมาเช่นกัน

แต่หากถาม “แร็พเปอร์” รุ่นใหม่ ที่กำลังจะเป็นตำนานอีกคนอย่าง “เคนดริก ลามาร์” ผู้คว้ารางวัลพูลิตเซอร์ สาขาดนตรี ในปี 2018 เขาบอกว่าสิ่งที่เชื่อมโยงถึง “ควินซี่ โจนส์” คือ ชายคนนี้เป็นผู้แจ้งเกิดให้ “ไมเคิล แจ๊กสัน” และดนตรีฮิปฮอปผสมแจ๊ส เป็นแนวดนตรีที่เขาชื่นชอบก่อนที่จะรู้ภายหลังว่า “ควินซี่ โจนส์” เป็นคนทำมันมาก่อนนั่นเอง

โปรดิวเซอร์และแร็ปเปอร์สายปั้นอย่าง “ดร.เดร” บอกว่า “ควินซี่ โจนส์” คือ แรงบันดาลใจสูงสุด และเป็นเหตุผลให้เขาหันมาทำงานเบื้องหลัง

“ควินซี่ โจนส์” ประสบความสำเร็จในฐานะ “คนทำงานเบื้องหลัง” กับนักดนตรีดัง เป็นผู้ควบคุมวงในการพานักร้องชั้นนำมาร่วมขับขานบทเพลง We Are The World เพลงที่ขายดีที่สุดตลอดกาล หรือในฐานะนักปั้นผู้พา “วิลล์ สมิธ” เข้าสู่วงการโทรทัศน์จนสร้างอาชีพใหม่ให้ แจ้งเกิด “โอปราห์ วินฟรีย์” ในการแสดงภาพยนตร์ครั้งแรก โน้มน้าว “สตีเฟ่น สปีลเบิร์ก” ให้ลองมากำกับภาพยนตร์เรื่องราวคนผิวสีอย่าง The Color Purple

แต่ชีวิตนักปั้นสูงสุดของเขา เกิดขึ้นในทศวรรษ 80 เมื่อ “ควินซี่” มองเห็นว่า “ไมเคิล แจ๊กสัน” มีบางอย่างที่โลกต้องการ การแจ้งเกิด “ไมเคิล แจ๊กสัน” จากเด็กชายเสียงใสในวง The Jackson 5 สู่การเป็นศิลปินเดี่ยวเปิดตัวต่อโลกด้วยอัลบั้มแรก Off The Wall ที่เขาเป็นโปรดิวเซอร์ และตอกตะปูความสำเร็จระดับอลังการให้คนทั้งโลกคลั่ง กับการโปรดิวซ์ให้อัลบั้ม Thriller ที่กลายเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดตลอดกาล

ในหนังสารคดีความยาว 2 ชั่วโมงกับอีก 4 นาที เรื่องนี้บรรจุประวัติศาสตร์ชีวิตการทำงานบนเส้นทางดนตรี และชีวิตของ “ควินซี่ โจนส์” ชายวัย 85 ปี ที่เป็นหนึ่งในตำนานตัวพ่อของวงการดนตรีแอฟริกันอเมริกัน ตลอดห้วงเวลา 70 ปี ที่เขาสถิตอยู่ในวงจรนี้

ตัวสารคดีบอกเล่าทั้งความนึกคิดในแต่ละช่วงวัย การสำนึก ชีวิตคู่ที่ล้มเหลว ความหลงใหลต่อดนตรี การกระโจนและทดสองในสิ่งใหม่ๆ และการยกย่องต่อการทำงานตลอดชีวิตของ “ควินซี่ โจนส์” อาจจะดูเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ของวงการดนตรีผิวดำในอเมริกันอยู่บ้าง แต่ผลงานก็ประจักษ์ชัด

ใครจะโชคดีเท่าเขา หรือนี่คือปรัญชาการทำงานของคนสไตล์ “ควินซี่ โจนส์”

ในวัยหนุ่มเขาทำงานกับผู้มากประสบการณ์ทั้งหลายแหล่ ในวัยไม้ใกล้ฝั่ง เขาทำงานแบ่งปันกับศิลปินรุ่นใหม่ ทั้งสนับสนุนและให้คำปรึกษาศิลปินนักดนตรีรุ่นใหม่ ในนาม Quincy Jone ‘s artist ตระเวนแสดงตามเทศกาลดนตรีทั้งในและต่างประเทศ

“อย่างแรกเลยคือต้องถ่อมตัวต่อความคิดสร้างสรรค์ และเคารพความสำเร็จของตัวเอง” เขาว่าไว้

เป็นอีกหนึ่งเส้นทางชีวิตของ ตำนานผู้สร้างตำนาน

และเมื่อสำเร็จแล้ว จงแบ่งปันด้วยใจจริง