ไปดูคอนเสิร์ต “คาร์มินา บูรานา” (Carmina Burana) ที่หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 22 กันยายน ทำให้คิดถึงคนในอนาคต
คนภายใต้บรรยากาศของโลกที่นับวันจะแคบลง
คนของแต่ละประเทศที่มีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น
ลักษณาการเช่นนี้ มองด้านบวกคือโอกาส
แต่โอกาสที่ว่านั่นหมายถึงโอกาสของคนที่มีความพร้อม
ในการแสดงคอนเสิร์ตของวงไทยแลนด์ ฟีลฮาร์โมนิก ออเคสตรา คือตัวอย่างให้เห็นถึงการสร้างคนให้พร้อมที่จะไปยืนอยู่ในระดับนานาชาติ
วันนั้นนอกจากนักดนตรีฝีมือดีของไทยที่ร่วมวงไทยแลนด์ ฟีลฮาร์โมนิก ออเคสตราแล้ว
ยังมีนักร้องเสียงโซปราโน ชื่อ “พิจาริน วิริยะศักดากุล” รวมอยู่ด้วย
นักร้องสาวชาวไทยร้องประกบกับนักร้องชายชาวต่างชาติได้อย่างดีเยี่ยม
เสียงของเธอ ฟังแล้ว เจิดจ้า เป็นเลิศ
บทเพลงที่ขับร้อง ใครฟังก็ต้องชอบ
งานที่มีคุณภาพ คนฟังแล้วชอบ ทำให้หลายคนติดใจวงไทยแลนด์ ฟีลฯ
และเชื่อว่าหลายคนคงติดใจเสียงของพิจาริน
งานคุณภาพเช่นนี้เกิดจากคนมีคุณภาพ
คนมีคุณภาพในอนาคตเป็นอย่างไร ต้องไปฟัง ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือที่เด็ก ๆ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบังเรียก “พี่เอ้”
วันก่อนสถาบันพระปกเกล้าจัดงานเวทีท้องถิ่นขึ้น ปีนี้ ศ.วุฒิสาร ตันไชย จัดแบบทันสมัย มี ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง
วัตถุประสงค์เพื่อจุดประกายความคิดคนท้องถิ่น
วันนั้น พี่เอ้เป็นองค์ปาฐก ได้บอกเล่าเรื่องราวมากมาย
เรื่องสำคัญที่ยิ่งฟังยิ่งสำคัญ นั่นคือการสร้างคน
พี่เอ้บอกว่า เมื่อหลายปีก่อนประเทศเกาหลีใต้ยังตามหลังไทยเราอยู่ แต่ตอนนี้เกาหลีใต้ก้าวไปยืนอยู่แถวหน้าแล้ว
สาเหตุสำคัญที่เขาทำได้เพราะเขาสร้างคนที่มีคุณภาพ
เช่นเดียวกับสิงคโปร์ที่แม้ขณะนี้คนจะมีคุณภาพสูงแล้ว ยังตั้งใจจะสร้างคนในอนาคตต่อไป
พี่เอ้บอกว่า ขณะนี้สิงคโปร์เปิดมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ชื่อ “มหาวิทยาลัยสิงคโปร์เทคโนโลยีและการออกแบบ”
มหาวิทยาลัยนี้กำลังจะสร้างคนให้ใช้สมองขวาและสมองซ้ายไปด้วยกันให้ได้ดี
ไม่แยกสายศิลป์ สายวิทย์กันแล้ว แต่ฝึกให้คนเก่งทั้งวิทย์และศิลป์
พี่เอ้ยกตัวอย่างการสอนการออกแบบรถไฟความเร็วสูงของมหาวิทยาลัยสิงคโปร์ให้ฟัง
เริ่มต้นเข้าไปปีหนึ่ง เขาสอนให้สเกตซ์ภาพรถไฟ เหมือนเรียนสถาปัตย์
จากภาพสเกตซ์นำมาปั้นรูปรถไฟฟ้า เหมือนเป็นปาติมากร
ต่อมาเอารูปรถไฟฟ้าที่ปั้นเข้าอุโมงค์ลม ซึ่งต้องรู้เรื่องวิศวกรเครื่องกล
แล้วมาดูวัสดุที่จะใช้ทำรถไฟฟ้า เหมือนเป็นนักวัสดุศาสตร์
แค่นี้ยังไม่พอ
ยังต้องเรียนรู้เรื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เหมือนวิศวกรโทรคมนาคม
ต้องทำระบบรางเหมือนวิศวกรโยธา ต้องคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เป็นเหมือนนักเศรษฐศาสตร์
และสุดท้ายยังต้องเรียนวิชาบริหาร เพื่อเอารถไฟฟ้าไปขาย
นี่คือสิ่งที่สิงคโปร์วางแผนที่จะสร้างคนในอนาคต
ทำให้คนเพียงคนเดียวสามารถทำได้ทุกอย่าง
คนเพียงคนเดียวพร้อมทำงานได้ทุกด้าน
คำถามคือ ประเทศไทยจะสร้างคนอนาคตให้เป็นแบบใด
ขณะที่ไทยมียุทธศาสตร์ 20 ปี วาดฝันไว้สวยหรู แต่ทุกอย่างต้องขับเคลื่อนด้วยคน
คนไทยในอนาคตต้องพร้อม การสร้างอนาคตให้ชาติบ้านเมืองจึงจะเกิดขึ้นได้
ขณะนี้เราพอมองเห็นแล้วว่า คนในอนาคตของสิงคโปร์เป็บแบบไหน
แต่ยังไม่ทราบว่า ประเทศไทยจะสร้างคนในอนาคตของเราให้เป็นแบบใด
ในห้วงเวลาก่อนเดือนกุมภาพันธ์ พรรคการเมืองน่าจะมีโอกาสได้นำเสนอนโยบาย
นโยบายที่ว่าด้วยการสร้างคนไทยในอนาคต

