“ทุกวันนี้ถ้าคุณดูรายการโทรทัศน์ทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับแอฟริกา คุณจะเห็น 3 สิ่ง คือ 1.ถ้าสายตาของคุณจ้องดูไปที่รายการข่าวคุณจะเห็น เรื่อง ปัญหายาเสพติด ความอดอยาก และสงคราม 2.ถ้าคุณเลือกที่จะดูรายการสารคดีอย่างเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก คุณจะเห็น อาทิตย์ตกดิน ความสวยงามของธรรมชาติ ยีราฟ และ 3.หากดูช่องประวัติศาสตร์คุณจะเห็นความงดงามของผู้คนในแอฟริกา”
“แต่ไม่มีรายการไหนที่จะพูดถึงจุดที่มนุษย์และสัตว์ป่าต้องมาพบกับความขัดแย้งและปัญหา ซึ่งเกิดขึ้นในทุกวันนี้”
นี่คือสิ่งที่ “ไอแวน คาร์เตอร์” นักเคลื่อนไหวต่อต้านการค้าสัตว์ป่าได้เริ่มต้นขึ้น
เป็นชาวซิมบับเวโดยกำเนิด เกิดและเติบโตขึ้นท่ามกลางท้องทุ่งในทวีปแอฟริกา ชีวิตในวัยเด็กของเขานั้นไม่มีแม้กระทั่งโทรทัศน์ และนั่นเป็นเหตุที่ทำให้ทุกวันเขาต้องออกไปเล่นนอกบ้าน และหลงใหลในธรรมชาติรอบกาย
“ผมหลงใหลกับสิ่งเหล่านี้ไล่ไปตั้งแต่ มด นก ไปจนถึง ช้าง คือ ความหลงใหลที่ผมมีต่อธรรมชาติรอบตัวไม่ได้เป็นเพียงการเฝ้าดูมันอย่างเดียวเท่านั้น แต่ผมพยายามเข้าใจด้วยว่ามันเป็นอย่างไร ใช้ชีวิต และมีวิถีชีวิตอย่างไร”
“นั่นคือวัยเด็กของผม”
และด้วยสำนึกรับผิดชอบที่มีต่อคนรุ่นต่อไปทำให้เขาตัดสินใจก้าวเข้ามาเป็นนักอนุรักษ์อย่างจริงจัง จนเป็นแรงผลักให้เขาเป็นไกด์อาชีพที่มีใบอนุญาตที่มีอายุน้อยที่สุดในวัย 21 ปี
สามารถพูดภาษาแอฟริกันพื้นเมืองได้ถึง 2 ภาษาอย่างแคล่วคล่อง และเป็นหนึ่ง 1 ใน 4 คนในโลกเท่านั้นที่มีใบอนุญาตในการเป็นไกด์เรือแคนู และไกด์ซาฟารีในซิมบับเว
จากการยืนหยัดอย่างแข็งกร้าว ตีแผ่ขบวนการล่าสัตว์ป่าที่ซับซ้อนของแอฟริกามาตลอด 25 ปี และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาตัดสินใจที่จะใช้ประสบการณ์ทั้งหมดมาทำรายการ “คาร์เตอร์ วอร์” รายการสารคดีที่ตีแผ่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในแอฟริกา นำเสนอด้านมืดที่เกิดขึ้นในมุมที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน ทั้งการค้างาช้าง การล่าแรดอย่างผิดกฎหมายเพื่อเอานอ การค้นหาพรานป่าที่ฆ่าฮิปโปโปเตมัสอย่างโหดร้าย
พูดถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่าง “คนในท้องที่” และ “สัตว์ป่า”
ทั้งหมดเพื่อที่จะสื่อให้ผู้คนได้เข้าใจถึงสาเหตุว่า “ทำไม” ปัญหาเหล่านี้จึงเกิดขึ้น และกระตุ้นให้ทุกคนร่วมกันที่จะแก้ไขปัญหา
คาร์เตอร์บอกอีกว่า สิ่งที่ทุกคนจะได้เห็นจากรายการนี้เกิดจากความพยายามที่ต้องเข้าไปอยู่กับชุมชน ท้องที่ที่มีปัญหาระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่า บางที่ต้องอยู่เป็นอาทิตย์ บางที่ต้องอยู่เกือบเดือน เพื่อที่จะได้เข้าใจพวกเขา เพื่อที่จะทำให้พวกเขาเปิดใจพูดคุยกับเราอย่างตรงไปตรงมา ลงลึกไปในปัญหานั้นให้มากที่สุดเพื่อให้ผู้ชมเห็นถึงแก่นของปัญหาให้ได้
“ไม่มีอะไรที่เป็นการจัดฉาก ทั้งหมดในรายการเป็นเรื่องจริงทั้ง น้ำตา หยาดเลือด ความตายและความสูญเสีย นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในแอฟริกา”
“แต่ผมต้องบอกก่อนว่ามันไม่ได้เป็นรายการที่ดูแล้วต้องหดหู่หรือตึงเครียดนะ (ยิ้ม) แต่มันคือรายการที่ทำให้คนเกิดความหวัง เกิดการเรียนรู้และเห็นถึงแนวทางในการแก้ปัญหา”
“ทุกวันนี้คนที่ทำงานอนุรักษ์ คนที่อยู่หน้างานจริงๆ ไม่ได้เป็นที่รู้จัก ไม่มีใครเห็นเรื่องราวของพวกเขา และไม่ได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอ เรื่องราวของพวกเขาจึงสมควรที่ได้รับการเผยแพร่และได้รับการสนับสนุน รายการของผมไม่ได้รายการที่เกี่ยวข้องกับตัวผม แต่เป็นรายการที่เกี่ยวข้องกับผู้คนที่ทำงานจริงๆ และเป็นกระบอกเสียงให้กับพวกเขา”
โดยทั้งหมดจะออกฉายผ่านทางช่อง เอาต์ดอร์ แชนแนล (ทรูวิชั่นส์ช่อง 673) เวลา 20.00 น. ทุกวันพฤหัสบดี เริ่มตอนแรก 26 พฤษภาคมนี้

ในยุคสมัยที่คุณยังเด็กมุมมองที่มีต่อการอนุรักษ์สัตว์ป่าเป็นอย่างไรบ้าง?
รู้ไหมครับว่าสิ่งที่น่าสนใจคืออะไร ตอนนี้ผมอายุ 46 แล้ว ในช่วงยุค 70 ที่ผมเติบโตขึ้นมานั้นประชากรบนโลกยังมีน้อยกว่าตอนนี้มาก เมื่อมนุษย์ยังมีจำนวนน้อยสัตว์ป่าในยุคนั้นจึงมีมากกว่าปัจจุบัน แต่ถ้าคุณลองกูเกิลดูข้อมูลอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรในแอฟริกาจากยูเอ็นจะเห็นว่ามีอัตราการเพิ่มขึ้นที่สูงมาก สูงมากจนคุณแทบไม่อยากเชื่อ ดังนั้น เมื่อยังเด็กผมคิดเสมอว่าสัตว์ป่าเหล่านี้จะอยู่กับเราตลอดไป
ในยุค 70 ถ้าคุณพูดถึงเอิร์ธเดย์ หรือวันคุ้มครองโลก คนจะบอกว่าอะไรนะ ปัญหาอะไรน่ะ เพราะทุกอย่างยังคงอุดมสมบูรณ์ แต่ในวันนี้เราต่างรู้ว่ามนุษย์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และส่งผลให้ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมานั้นเป็นจุดหักเหที่ทำให้ชีวิตสัตว์ป่าในแอฟริกาต้องผกผันไปจนถึงทุกวันนี้
ช่วยยกตัวอย่างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้หรือไม่?
อย่างในประเทศโมซัมบิก อายุเฉลี่ยของประชากรอยู่ที่ 17 ปี แต่ละครอบครัวโดยเฉลี่ยแล้วมีลูกครอบครัวละ 11 คน และอายุเฉลี่ยของแม่มีลูกคนแรกอยู่ในวัย 14 ปี ด้วยตัวเลขเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่าทำไมจำนวนของประชากรในแอฟริกาจึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องชนิดก้าวกระโดด
ในอดีต ถ้าคุณมีครอบครัวใหญ่ขนาดนี้ สุดท้ายแล้วจะมีเด็กเหลือรอดมาเพียง 3-4 คน แต่ทุกวันนี้ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ส่งผลให้เด็กแทบทุกคนมีชีวิตรอด แต่ในขณะเดียวกันกลับไม่มีการให้ความรู้ การศึกษา ถึงการวางแผนครอบครัว และความสำคัญในการสร้างครอบครัวขนาดเล็กเพื่ออนาคตของประเทศ
แล้วลองสมมุติว่าถ้าคุณมีสวนแห่งหนึ่งที่มีหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ใกล้ๆ พอถึงหน้าหนาวผู้คนก็เข้ามาขโมยสัตว์สักตัวหนึ่งในสวนแห่งนั้นเพื่อที่จะอยู่รอดตลอดทั้งฤดูหนาว นั่นอาจไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่นัก แต่ลองคิดต่อว่าถ้ามีคนสักหมื่นคนอาศัยอยู่รอบสวน แล้วต่างคนต่างพยายามจะเข้ามาขโมยสัตว์สักตัวไปเพื่อความอยู่รอด (ตบมือฉาด)
สวนแห่งนั้นจบสิ้นอย่างแน่นอน
ปัจจัยที่ทำให้การล่าสัตว์อย่างผิดกฎหมายยังคงเกิดขึ้น?
บนโลกใบนี้อะไรก็ตามที่ถูกมองว่ามีค่า ผู้คนต่างต้องการซื้อมัน บ้างก็อยากจะขโมยมัน อยากจะครอบครองมัน ไม่ว่าจะเป็นนอแรด งาช้าง เงิน อาหาร หรืออะไรก็แล้วแต่ ยิ่งค่าของมันมีมากเท่าไรความต้องการของผู้คนที่มีต่อมันยิ่งมีมากเท่านั้น
ที่สหรัฐอเมริกา ธนาคารถูกปล้น 2 แห่งในทุกๆ วัน ทั้งที่ธนาคารเหล่านั้นมีการป้องกันอย่างแน่นหนา กลับกันลองนึกถึงแรดที่กำลังเดินในทุ่งกว้างดูสิ ว่างเปล่า ไม่มีอะไรคุ้มกัน แต่นอของมันเพียงแค่หนึ่งออนซ์กลับมีค่ามากถึง 15,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐในประเทศจีน ขณะที่แรดตัวเต็มวัยจะมีนอน้ำหนักมากถึง 168 ออนซ์
ลองคิดถึงเงินจำนวนมหาศาลที่จะดึงดูดผู้คนให้มาล่ามัน ฆ่ามันเพื่อเอานอ แน่นอนหลายคนพยายามที่จะขโมยมัน หลายคนต้องตายเพื่อนอแรดเพียงนอเดียวเท่านั้น เพราะมันคือหนึ่งในธุรกิจนอกกฎหมายที่มีค่ามากที่สุดในโลก
หนทางที่จะหยุดมันได้?
ทางหนึ่ง มีอยู่สามอย่างที่เราควรทำ คือ การศึกษา การศึกษา และการศึกษา อีกทางหนึ่งเราต้องมองก่อนว่าทุกการกระทำที่ถูกทำให้ผิดกฎหมายอย่างเข้มงวดสุดท้ายแล้วมันก็จะหนีลงสู่ใต้ดินและมูลค่าของมันจะเพิ่มขึ้นมหาศาล แต่ถ้ามันถูกทำให้อยู่ในกฎหมาย เราก็สามารถควบคุมมันได้ นอแรดเมื่อมันถูกตัดไป อีกห้าปีมันก็จะงอกขึ้นใหม่ แต่ถ้าแรดถูกฆ่า มันไม่สามารถฟื้นคืนชีพกลับมาได้อีก
ให้เราลองจินตนาการดู ลองฝันดูสักห้านาทีว่ามีการซื้อขายนอแรดได้อย่างถูกกฎหมาย ผู้คนในแอฟริกาสามารถตัดนอมันได้อย่างถูกวิธีขณะที่มันยังมีชีวิตอยู่ และขายนอมันเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ เชื่อหรือไม่ว่าทุกชุมชนอยากจะเลี้ยงดู เพาะพันธุ์ และเพิ่มจำนวนแรดเหล่านี้ ต่างจากทุกวันนี้ที่ใครก็ไม่อยากจะดูแลมัน เพราะการดูแลมีค่าใช้จ่ายที่สูง แถมมีความเสี่ยงสูงในการตกเป็นเป้าของนักล่า หลายคนต้องตายเพื่อที่จะต้องปกป้องแรด จึงทำให้ไม่มีใครอยากจะดูแลมันเพราะเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า พวกเขาจะไม่ได้รับอะไรกลับมาเลยแม้แต่น้อย
แต่ถ้ามันเป็นการค้าอย่างถูกฎหมาย ทุกชุมชนในแอฟริกาจะร่วมกันดูแลมัน เพราะมันมีมูลค่ามากกว่าวัวหรือแกะ และมันจะอยู่กับเราไปตลอด
คิดว่าผู้คนจะยอมรับแนวทางนี้ได้หรือ?
ผมอยากให้เราเปิดใจให้กว้างเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาการอนุรักษ์สัตว์ป่า มันน่าเสียดายที่หลายครั้งทางออกในการแก้ปัญหาเหล่านี้กลับถูกหยุดยั้งด้วยการใช้อารมณ์เป็นตัวตัดสิน หลายครั้งที่ผู้คนบอกว่า “เฮ้ยมันไม่ถูก คุณจะทำฟาร์มแรดไปทำไม มันควรจะอยู่ตามธรรมชาติมากกว่าสิ” และสุดท้ายมันก็จะถูกฆ่า
อีกตัวอย่างหนึ่งที่ผมอยากจะพูดเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ทุกวันนี้ในทุ่งหญ้าสะวันนามีช้างมากกว่า 270,000 ตัว มีช้างเกิดใหม่กว่า 8,000 ตัวในทุกปี ขณะที่ในแอฟริกามีผู้คนมากมายที่หิวโหยและต้องฆ่าช้างเพื่อเป็นอาหาร ลองคิดดูเราสามารถที่จะฆ่าช้าง 1,000 ตัว ด้วยวิธีการที่ถูกต้องเพื่อให้ผู้คนอยู่รอด
แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือผู้คนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น เขาจะมองว่าการฆ่าช้างเป็นอาหารเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ แม้ว่าพวกเขาจะรู้อยู่แล้วว่ามีช้างเป็นแสนตัวอยู่ที่นั่น และมีช้างเกิดใหม่กว่า 8,000 ตัวต่อปี แต่ด้วยการใช้อารมณ์ตัดสินพวกเขาจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น และเมื่อคนที่หิวโหยเหล่านั้นไม่สามารถที่จะฆ่าช้างอย่างถูกกฎหมายได้ เขาก็จะฆ่าช้างอย่างผิดกฎหมายเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด
แล้วเราจะเลือกทางไหน ถ้าเราต้องการที่จะอนุรักษ์สัตว์ป่าเหล่านี้ให้อยู่กับเราต่อไป ผมคิดว่าเราควรจะต้องตัดการใช้อารมณ์ทิ้งไป อย่าใช้อารมณ์ในการตัดสิน และมองหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่เป็นไปได้จริง
คิดว่าจริงๆ แล้วแก่นของปัญหาการอนุรักษ์สัตว์ป่าคืออะไร?
ทุกปัญหาของการอนุรักษ์สัตว์ป่า ถ้าคุณลองมองดูมันให้ลึกลงไปให้ดี คุณจะตระหนักได้ว่ามันไม่ใช่ประเด็นปัญหาของสัตว์ป่า แต่มันคือประเด็นปัญหาของมนุษย์ ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะมาจากทวีปไหนก็ตาม อเมริกา เอเชีย ยุโรป คุณมีความรับผิดชอบที่จะต้องให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ประเทศในโลกที่สาม และความช่วยเหลือเพื่อที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
เช่นเดียวกันกับผมที่พยายามที่เล่าเรื่องราวเหล่านี้ท่ามกลางโลกของสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ ผมจึงต้องพยายามทำรายการให้ตื่นเต้น สดใหม่ ตื่นตาตื่นใจมากที่สุด เพื่อดึงความสนใจของผู้คน ทำให้พวกเขาไม่เปลี่ยนช่องหนีไปดูฟุตบอลลาลีก้า สเปน (หัวเราะ) ทำให้พวกเขาเห็นและเข้าใจปัญหาของแรด จระเข้ สิงโต และสัตว์ป่าอื่นๆ ที่มีข้อขัดแย้งกับมนุษย์ ทำให้ผู้ชมต้องอ้าปากค้างแล้วพูดว่า โอ้ว ดูนั่นสิ โคตรเหลือเชื่อเลย
และถึงที่สุดหลังรายการจบลงพวกเขาจะยังคงกลับไปนึกถึงปัญหาเหล่านี้ ลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อทำให้สัตว์ป่าเหล่านั้นอยู่กับเราต่อไป
อุปสรรคในการทำงาน
สำหรับผมอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการทำงานคือการทำความเข้าใจวัฒนธรรมของผู้คนในท้องที่ หากผู้คนในท้องที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหา วิธีการแก้ปัญหาของคุณก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จ
ดังนั้น ผมมีหน้าที่ที่จะต้องสื่อสารกับคนในท้องที่ให้เข้าใจว่าผมไม่ได้มาทำให้เขาเป็นผู้ร้ายในสายตาของชาวโลก พวกเขาต้องไว้ใจผมและพูดถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา ต้องเข้าใจว่าผมมาที่นี่เพื่อทำให้โลกเข้าใจถึงสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องทำ เพื่อจะได้หาแนวทางในการแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน
อย่างกรณีชาวบ้านในคีเนียที่วางยาเบื่อสิงโต ถ้าผมเล่าว่าพวกเขาวางยาเบื่อสิงโต ชาวบ้านก็จะถูกประณามว่าเป็นปีศาจร้าย แต่ถ้าผมใช้เวลาสัก 15 นาที อธิบายว่าในวัฒนธรรมของพวกเขาชุมชนนี้รักวัวของพวกเขามาก และเมื่อมีฝูงสิงโตมาฆ่าวัวของพวกเขา พวกเขาจึงไปฆ่าสิงโต ทีนี้ผู้คนจะเข้าใจถึงสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น
และท้ายที่สุดเราได้พบกับผู้นำชุมชน ผู้ที่ออกไปฆ่าสิงโตด้วยหอกเพียงเล่มเดียวเพราะมันมาฆ่าวัวของเขา เราได้อธิบายเพื่อที่จะทำให้เขารู้ว่าสามารถที่จะอยู่ร่วมกับสิงโตได้ โดยทำให้เห็นว่ามีผู้คนจำนวนมากยอมจ่ายเงินเพื่อที่จะมาดูสิงโตเหล่านี้ จนทำให้เขาเห็นถึงคุณค่าของสิงโตเหล่านี้ว่าควรจะมีชีวิตอยู่มากกว่าตาย แม้ว่าพวกมันจะมากินวัวของพวกเขาก็ตาม
เคยเหนื่อย หรือคิดที่ล้มเลิกที่จะทำงานตรงนี้บ้างไหม?
ไม่ ไม่เลยสักวัน (หัวเราะ) ผมเชื่อว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าเราตั้งใจ แล้วถ้าผมยอมแพ้แล้วบอกว่าสิ่งที่ทำอยู่มันเป็นไปไม่ได้หรอก ทุกเช้าที่ตื่นนอนหลังจากที่หยุดทำมันก็เหมือนกับไม่มีความหวัง ไม่มีจุดมุ่งหมายในการดำเนินชีวิต สมมุติว่าถ้าคุณขับรถไฟขบวนหนึ่งอยู่ และคุณบอกว่า เฮ้อ เหนื่อยแล้ว เลิกขับดีกว่า ทิ้งขบวนรถไฟไว้กลางทาง แล้วคนที่คุณพามาด้วยล่ะ พวกเขาจะทำอย่างไรต่อ สิ่งที่คุณทำมาทั้งหมดมันจะสูญเปล่าไปโดยทันที
ถ้าเกิดผมบอกว่าวันหนึ่งผมเหนื่อยที่จะทำรายการแล้ว กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวดีกว่า การล้มเลิกของผมมันจะไม่ได้ส่งผลต่อผมคนเดียว แต่มันส่งผลต่อผู้คน ชุมชน สัตว์ป่า และจะไม่มีใครที่จะมาสร้างการรับรู้ตรงนี้ ตอนนี้ผมอยากให้มีคู่แข่งมาทำรายการแบบนี้เหมือนกันสัก 50 คนด้วยซ้ำ เพราะการยิ่งมีคู่แข่งจะยิ่งมีคนพูดถึงเรื่องราวปัญหาเหล่านี้มากขึ้น
แต่น่าเสียดายที่คนที่ทำรายการเหล่านี้มักทำไปเพื่อความสวยงามไปทั้งหมด
ความฝันสูงสุดที่อยากจะเห็น?
ความฝันสูงสุดของผมคืออยากจะเห็นผู้คนทั่วโลกให้การสนับสนุนผู้ที่ต้องทำงานอยู่แนวหน้าอยู่ในพื้นที่จริงที่เกิดปัญหา ความฝันของผมมีแค่นั้น ถ้าทุกๆ คนที่ได้มีโอกาสดูรายการของผม แล้วยอมที่จะจ่ายเงิน 1 ดอลลาร์เพื่อที่จะสนับสนุนการทำงานของคนเหล่านี้ เพื่อที่จะทำให้คนรุ่นต่อๆ ไปยังคงได้มีโอกาสเห็นสัตว์ป่าต่อไปในอนาคต แค่นั้นก็พอแล้ว
ผมอยากที่เห็นคนลงมือทำเพื่อช่วยเหลือการอนุรักษ์ ช่วยโลกของเรา
อะไรคือบทเรียนสำคัญที่สุดที่ได้มายืนอยู่จุดนี้?
บทเรียนที่ผมได้รับจากการทำงานตรงนี้คือ มันทำให้เห็นว่ามนุษย์ทุกคนสามารถที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเป็นผม จะเป็นคุณ เพียงแต่เราลงต้องมือทำอะไรสักอย่าง แม้เพียงเล็กน้อยแต่ถ้าทุกคนร่วมมือกันทำ สิ่งที่ยิ่งใหญ่จะเกิดตามขึ้นมาได้ผมเชื่ออย่างนั้น

