ความเหลื่อมล้ำ เป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต, สังคม และเศรษฐกิจของประเทศ
โดยเฉพาะ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งทำให้คนรุ่นใหม่ไม่สามารถเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แม้มีการลงทุนด้านการศึกษาสูงถึง 5 แสนล้านบาทต่อปี แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังคงปรากฏให้เห็นแทบทุกพื้นที่
ขณะที่ทุนเรียนดีซึ่งใช้เกรดเป็นเกณฑ์วัดผล ไม่อาจครอบคลุมเด็กยากจนได้เพียงพอ เพราะต้องอย่าลืมว่าเด็กแต่ละคนย่อมมีความถนัดที่แตกต่างกัน และเกรดไม่ใช่สิ่งที่บ่งบอกหรือวัดผลคุณภาพชีวิตทั้งหมด
ดังนั้นในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 54 จึงได้มีการจัดตั้ง “กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)” ขึ่นเพื่อช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทางทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำ เเละเสริมสร้างพัฒนาคุณภาพครู
โดยให้รัฐจัดสรรงบประมาณแก่กองทุน และให้กองทุนบริหารจัดการอย่างเป็นอิสระ ซึ่งมีการประกาศบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นมา

สำหรับแนวทางการคัดกรองผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ใช้ระบบ “วิธีคัดกรองความยากจนทางอ้อม (Proxy Mean Test หรือ PMT)” ซึ่งจะพิจารณาจากองค์ประกอบต่างๆ เช่น รายได้เฉลี่ยของครอบครัว ภาระพึ่งพิงที่เป็นผู้สูงอายุหรือคนพิการ, ที่พักอาศัยทรุดโทรม, ไม่มียานพาหนะ และการไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง
ขณะที่ปัจจัยต่างๆ จะนำไปคิดคะแนนตามบริบทของพื้นที่นั้นๆ และแบ่งเกณฑ์ความยากจนออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ใกล้จน, ยากจน และยากจนพิเศษ เพื่อจัดลำดับความสำคัญและความเร่งด่วนในการเข้าไปช่วยเหลือ
โดยให้แต่ละพื้นที่จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและรับรอง ประกอบด้วยประธานคณะกรรมการสถานศึกษา, ผู้อำนวยการโรงเรียน, ผู้แทนชุมชน, ผู้แทนผู้ปกครอง, ผู้แทนนายอำเภอ และครูฝ่ายคัดกรองนักเรียนยากจน เพื่อรวบรวมข้อมูลเด็กๆ ในพื้นที่เพื่อส่งต่อให้ทาง กสศ.พิจารณาและจัดสรรความช่วยเหลือต่อไป
เนื่องจากกองทุนดังกล่าวนี้เพิ่งจัดตั้งเป็นระยะเวลาไม่กี่เดือน จึงมีการจัดเวทีระดมความร่วมมือเพื่อต่อยอดและขยายผลสู่แนวทางใหม่ๆ จากทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทั้งระบบในจังหวัดต่างๆ ใน 4 ภูมิภาค ประกอบด้วยเชียงใหม่, สุรินทร์, สุราษฎร์ธานี และกรุงเทพมหานคร ก่อนจะนำแนวทางหรือความคิดเห็นจากตัวแทนครูและนักเรียนในพื้นที่ต่างๆ ไปพัฒนาการบริหารของโครงการต่อไป

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของ กสศ.ที่สนับสนุนให้ภารกิจสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาประสบความสำเร็จ ด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลไกภาคประชาชนให้มีส่วนร่วมออกแบบวิธีการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำตามบริบทของพื้นที่ตนเอง
เช่นเดียวกับการเติบโตของภาคีเชียงใหม่เพื่อการปฏิรูปการศึกษา ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2558 ขณะนี้มีเครือข่ายที่เข้มแข็งทั้งภาครัฐ, เอกชน และประชาชน จนนำมาสู่การจัดตั้งกองทุนปฏิรูปการศึกษาเชียงใหม่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ หรือกองทุน 10 บาท โดยระดมความร่วมมือและงบประมาณจากคนเชียงใหม่ เพื่อสนับสนุนเด็กเยาวชนยากจนด้อยโอกาสให้มีโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้สำเร็จ ไม่รอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว นี่คือต้นแบบของกลไกพิเศษที่ กสศ.จะสนับสนุนให้เติบโตขึ้นทั่วประเทศ
สำหรับต้นแบบของกองทุน กสศ. คือการดำเนินงานของกองทุน 10 บาท ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคนเชียงใหม่บริจาคคนละ 10 บาท ระดมทุนได้จำนวน 2.7 ล้าน ภายใน 1 เดือน ซึ่งสามารถนำไปช่วยเหลือเยาวชนที่ด้อยโอกาสกว่า 230 คน เช่น ให้ทุนการศึกษาสายอาชีพ, ทุนการศึกษาสายสามัญ เป็นต้น

ไพรัช ใหม่ชมภู รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และเลขานุการภาคีเชียงใหม่เพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ต้องได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนโดยเร่งด่วน ก่อนจะหลุดออกจากระบบการศึกษา
“ทั้งนี้ กสศ.จะไม่ได้พิจารณาจากผลการเรียนเป็นตัวหลัก แต่เน้นเรื่องพฤติกรรม, ความอดทน, รับผิดชอบ, การมีความใฝ่ฝัน และมีแรงบันดาลใจไม่ย่อท้อ ซึ่งเรามีกระบวนการกลั่นกรองคัดเลือกอย่างรอบคอบ โดยลงพื้นที่จริงเพื่อตรวจสอบ” ไพรัชกล่าว
เเละว่า หากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาสนับสนุนให้เกิดกลไกลักษณะนี้ได้ในทุกจังหวัด ให้คนในพื้นที่ต่างรู้สึกมีส่วนร่วมในการบริหาร เชื่อว่าการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจะสามารถประสบความสำเร็จได้
นอกจากนี้ในงานแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของ กสศ.ที่จัดขึ้นในเชียงใหม่นั้น ยังมีการหยิบยก “ระบบการติดตาม สนับสนุน และช่วยเหลือเด็กนักเรียนด้อยโอกาส” ของโรงเรียนวัดห้วยแก้ว อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ มาเป็นกรณีศึกษาด้วย โดยมีการใช้ “ระบบการเยี่ยมบ้าน” ควบคู่กับการกรอกข้อมูลในแอพพลิเคชั่นระบบ “คัดกรองปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน” ภายใต้ระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Information System for Equitable Education : ISEE) ก่อนนำไปสู่การช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาส และมีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา ด้วยการค้นหาความถนัดสู่การพัฒนาทักษะอาชีพ
โอภาส อินต๊ะแสน ผอ.ร.ร.วัดห้วยแก้ว กล่าวว่า บริบทพื้นที่ของ ร.ร.เป็นภูเขา นักเรียนหลายคนมีปัญหาความยากจน เด็กร้อยละ 90 อาศัยอยู่กับปู่ย่าตายาย เนื่องจากพ่อแม่ออกไปทำงานต่างถิ่น หรือครอบครัวแยกทางกันก็มี โดยทาง ร.ร.มีระบบเยี่ยมบ้านนักเรียนปีละ 1 ครั้ง ที่คณะครูจะเดินทางเพื่อไปดูว่าเด็กนักเรียนนั้นมีปัญหาอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้หาทางแก้และสามารถดูแลเด็กได้อย่างตรงจุด ซึ่งทาง ร.ร.นั้นได้ร่วมมือกับภาคีเชียงใหม่เพื่อการปฏิรูปทางการศึกษา เพื่อช่วยเหลือเด็กๆ มาอย่างต่อเนื่อง
“จุดแข็งของ ร.ร.ในการดูแลเด็กคือ มีการค้นหาความถนัดและความสนใจของเด็กแต่ละคน โดยคุณครูจะเป็นผู้สร้างปัจจัยพื้นฐานขึ้นใน ร.ร.ผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ตัวเด็กสามารถค้นหาความชอบของตัวเอง และทางคณะครูก็จะหาแนวทางในการสนับสนุนต่อไป โดยทาง ร.ร.มีเป้าหมายให้เด็กๆ ทุกคนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข” ผอ.ร.ร.วัดห้วยแก้วระบุ

ด้าน ครูพิมพ์รดา ส่งชื่น คุณครูประจำ ร.ร.วัดห้วยแก้ว กล่าวว่า จากการที่ ร.ร.มีระบบเยี่ยมบ้านและการใช้แอพพลิเคชั่น “ระบบคัดกรองปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน” ทำให้ครูทราบข้อมูลว่านักเรียนกว่าร้อยละ 90 มาจากครอบครัวหย่าร้าง อยู่ในชุมชนที่ห่างไกล สภาพพื้นที่เป็นดอยมีความยากลำบากในการเดินทางมายัง ร.ร.
ความยากจนทำให้เด็กๆ ต้องไปช่วยครอบครัวทำไร่ทำสวน เพื่อหารายได้หรือใช้แรงงานรับจ้าง จึงต้องขาดเรียนอยู่เป็นประจำ และไม่มีเวลาที่จะทบทวนบทเรียน เกรดจึงออกมาไม่ค่อยดีนัก นอกจากนี้ การใช้ระบบติดตามนักเรียนยังทำให้ทราบถึงต้นสายปลายเหตุของพฤติกรรมพวกเขาได้มากขึ้น เพราะส่วนตัวเชื่อว่าทุกการแสดงออกล้วนมีสาเหตุ ครูจะต้องคอยสอดส่องและใส่ใจนักเรียน เพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ตรงจุดมากขึ้น
“เราจะส่งเสริมแต่ด้านวิชาการอย่างเดียวไม่ได้ เพราะถ้าเน้นวิชาการก็จะมีเด็กอีกหลายคนต้องถูกทอดทิ้ง ดังนั้นครูที่นี่ก็จะช่วยเหลือเด็กทุกคนโดยมองข้ามคำว่าเก่ง แต่จะดูว่าเด็กมีความสนใจในเรื่องอะไร เพราะสิ่งสำคัญก็คือการส่งเสริมเรื่องทักษะอาชีพ เพื่อให้เด็กสามารถเอาตัวรอดในสังคมได้” ครูพิมพ์รดาเน้นย้ำตรงจุดนี้อย่างหนักแน่น

นอกจากนี้ยังมีเด็กนักเรียนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความสนใจในเรื่องของทักษะอาชีพ ยกตัวอย่างกรณีของ ผดุงเกียรติ ใจวงษ์ หรือ สดใส นักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และกลุ่มเพื่อน ที่ได้เข้ารับการฝึกอบรมอาชีพ “ช่างตัดผม” ทำให้เด็กๆ ได้ค้นพบตัวตนและความถนัดของตนเอง เกิดความสุขในการมา ร.ร.ที่นำไปสู่การเปลี่ยนทัศนคติในการใช้ชีวิต จากเด็กหนีเรียนกลายเป็นคนที่มีภาวะผู้นำมากขึ้น
สดใสเล่าว่า ตอบรับการอบรมช่างตัดผมตามคำชวนของครูเพียงเพราะอยากรู้ว่าการเป็นช่างตัดผมนั้นต้องทำอย่างไร แต่เมื่อจบการอบรมทำให้มีทักษะการตัดผมใน 3 ทรงพื้นฐานติดตัวมา ได้แก่ รองทรงสูง, รองทรงต่ำ และทรงนักเรียน ซึ่งรู้สึกภูมิใจและเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น
ขณะที่ทาง ร.ร.เองก็เล็งเห็นความสำคัญตรงจุดนี้ จึงจัดพื้นที่สำหรับเปิดร้านตัดผม ชื่อว่า “HK Barber” ที่ย่อมาจากชื่อของ ร.ร. เพื่อให้เด็กนักเรียนได้ต่อยอดทักษะอาชีพกับเพื่อนและประชาชนที่สนใจในราคาย่อมเยา โดยเปิดให้บริการระหว่างวันจันทร์-ศุกร์ ช่วงพักกลางวันและเย็น
สดใสกล่าวอีกว่า ยิ่งตัดไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเป็นการสั่งสมประสบการณ์ และน้องๆ ให้การตอบรับเป็นอย่างดี รู้สึกมีความสุขมาก และยังทำให้มีความกระตือรือร้นในการมา ร.ร.มากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีความชอบด้านดนตรี โดยครูประจำชั้นเป็นผู้ที่คอยให้คำแนะนำในการฝึกฝน และยังพาไปแข่งตามกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆ เช่น การประกวดร้องเพลงสากล ซึ่งถึงแม้ตัวเองจะเรียนภาษาอังกฤษไม่เก่งนัก แต่ก็อาศัยการฝึกฝนจากการฟังและร้องตามเป็นหลัก
“หากผมเรียนจบชั้น ม.3 ก็มีความต้องการศึกษาต่อที่วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับดนตรีสากล เพราะกีตาร์เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ชื่นชอบ เป็นการต่อยอดความฝันในอีกเส้นทางหนึ่งต่อไป” สดใสกล่าวปิดท้าย
สำหรับการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องได้รับการสนับสนุน และช่วยเหลือให้เกิดความเสมอภาคอย่างทั่วถึงในทุกพื้นที่
เป็นการสร้างโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ สามารถเดินตามความฝันและความชอบของตัวเองได้อย่างเหมาะสม ไม่เพียงแต่เฉพาะด้านวิชาการ แต่รวมไปถึงทักษะด้านวิชาชีพด้วยเช่นกัน เพื่อให้เยาวชนดำเนินชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สังคมไทยขับเคลื่อนได้อย่างยั่งยืน


