สำรวจความทรงจำชุมชน ‘พิพิธภัณฑ์ห้างขายยาเบอร์ลิน’ ย้อนอดีต ดูแลปัจจุบัน

3.10.18 | 16:39 น.

ที่แยกเสือป่า กรุงเทพฯ บริเวณถนนเจริญกรุงตัดกับถนนเสือป่า มีตึกเก่ามุมถนนสีเหลืองสวยสะดุดตาเป็นที่ตั้งของ “ห้างขายยาเบอร์ลิน”

แม้จะผ่านการรีโนเวตมา แต่อาคารแห่งนี้ยังคงรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมได้อย่างโดดเด่น นับแต่การก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งพระราชทานแก่พระโอรสและพระธิดาสำหรับเก็บค่าเช่า โดยได้รับอิทธิพลจากรูปแบบเรอเนสซองซ์ นีโอคลาสสิก และปัลลาเดียน ซึ่งเป็นที่นิยมในยุโรปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18-19

อาคารแห่งนี้นอกจากเป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมย่านเยาวราชแล้ว ยังมีเรื่องราวที่บอกเล่าในฐานะประวัติศาสตร์ชุมชน เมื่อที่แห่งนี้เปิดเป็นคลินิกเอกชนแห่งแรกๆ ในย่านเจริญกรุง-เยาวราช ตั้งแต่ปี 2475 โดย นายแพทย์ชัย ไชยนุวัติ

เด็กชายจากครอบครัวคนจีนที่ อ.ศรีมโหสถ ปราจีนบุรี ถูกส่งไปเรียนที่จีนตั้งแต่เด็ก และเลือกเรียนหมอจากการที่เห็นพี่ชายเสียชีวิตด้วยโรคไทฟอยด์ จนได้ทุนเรียน Tongji German Medical School มหาวิทยาลัยการแพทย์สัญชาติเยอรมันในเซี่ยงไฮ้

หมอชัยกลับมาเปิดคลินิกที่ไทยและตั้งชื่อ “ห้างขายยาเบอร์ลิน” ตามคำขอของโปรเฟสเซอร์ชาวเยอรมัน อุทิศตนรักษาคนไข้และมีชื่อเสียงด้านสูตรยาที่ดี

Advertisement

ปัจจุบันห้างขายยาเบอร์ลินพัฒนามาจนเป็น บริษัทเบอร์ลิน ฟาร์มาซูติคอล อินดัสตรี้ จำกัด บริษัทยาของไทยที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของประเทศ

หลังย้ายโรงงานยาไปที่ร่มเกล้า ทำให้ตึกนี้ว่างลง ครอบครัวไชยนุวัติจึงสร้างเป็น พิพิธภัณฑ์ห้างขายยาเบอร์ลิน เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่หมอชัย ไชยนุวัติ

นอกจากประวัติหมอชัยและการก่อตั้งคลินิกที่บอกเล่าโดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้แล้ว สิ่งหนึ่งที่มีเสน่ห์อย่างมากคือการจำลองบรรยากาศคลินิกเก่าสมัยที่หมอชัยรักษาคนไข้ ที่ทำให้ตื่นตากับเครื่องไม้เครื่องมือที่ปัจจุบันไม่มีให้เห็น

ตึกห้างขายยาเบอร์ลินสมัยก่อน
ศ.เกียรติคุณ นพ.เติมชัย ไชยนุวัติ

ชีวประวัติบุคคล ต่อเติมความทรงจำชุมชน

“พอที่นี่ว่าง ก็คิดว่าจะทำอะไรดี ง่ายสุดคือให้เขาเช่า แต่ตึกสวยเหลือเกิน ประวัติของเราก็ค่อนข้างยาวนาน จึงแวบขึ้นมาว่าเราน่าจะทำพิพิธภัณฑ์”

ศ.เกียรติคุณ นพ.เติมชัย ไชยนุวัติ ประธานบริษัท เบอร์ลินฟาร์มาซูติคอล อินดัสตรี้ จำกัด ลูกชายหมอชัยเล่าถึงที่มาการทำพิพิธภัณฑ์

เขาย้อนความว่าคุณพ่อจบจากโรงเรียนแพทย์ที่มีชื่อที่สุดของเซี่ยงไฮ้ มีครูชาวเยอรมัน ได้ความรู้และสูตรยาซึ่งใช้ได้ผลดีกับคนไข้ จึงทำให้มีคนไข้เยอะมาก

“ตอนเด็กผมก็มาช่วยคุณพ่อ ปิดเทอมใครๆ ก็ไปเล่นกัน แต่คุณพ่อให้มาช่วยจัดยา ไม่อยากให้เล่นมากเพราะอยากให้ผมเป็นหมอผมก็เลยมีความผูกพันกับที่นี่”

ช่วงบั้นปลายชีวิต หมอชัยอยากสืบทอดสูตรยานี้ให้คนไทย จึงสั่งเครื่องมือผลิตยาจากเยอรมนีมาผลิตยา โดยชั้นล่างของตึกใช้เป็นที่รอตรวจและจ่ายยา หมอชัยนั่งตรวจคนไข้ที่ชั้น 2 ส่วนชั้น 3 ใช้ผลิตยาและสต๊อกยาที่ชั้น 4

หลังเกิดไอเดียพิพิธภัณฑ์แล้วจึงได้ กฤติยา กาวีวงศ์ จากหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน มาเป็นที่ปรึกษางานภัณฑารักษ์ แต่มีปัญหาหนึ่งคือการรวบรวมเครื่องมือเครื่องใช้เก่าที่สูญหายไปมาก โดยต้องสร้างภาพจากจินตนาการของคนในครอบครัว ส่วนสิ่งของบางอย่างที่หายไปก็หามาทดแทน เช่นตำราเรียนหลักสูตรเยอรมันบางเล่มของหมอชัยที่หาฉบับพิมพ์ใหม่มาจัดแสดงแทน

“ต้องการทำพิพิธภัณฑ์เพื่อให้คนรุ่นหลังและคนแถวนี้รู้ว่า มีคลินิกอยู่ตรงนี้เมื่อ 80 กว่าปีที่แล้ว และคลินิกสมัยนั้นเป็นยังไง คนไข้มาหาหมอจะมีโต๊ะไม้ใหญ่ๆ คั่น ไม่ได้นั่งใกล้ๆ เพราะสมัยก่อนไม่แน่ใจว่าคนไข้มีเชื้อโรคไหม จะติดไหม ก็ให้นั่งไกลๆ ไว้ มีเตียงนอน เข็มฉีดยาสมัยก่อนก็ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ มีกล้องจุลทรรศน์จากเยอรมนี เพราะคุณพ่อชอบเยอรมัน ต้องเอาปัสสาวะ อุจจาระ เจาะเลือดมาตรวจเอง”

หมอเติมชัยยังชี้ให้ดูเคาน์เตอร์จ่ายยาแบบเก่าที่มียาหลากชนิดอยู่เบื้องหลัง โดยอธิบายว่าสมัยก่อนส่วนใหญ่เป็นยาผงใส่กระดาษให้คนไข้ไปละลายน้ำกลั่นดื่มที่บ้าน

ที่มุมห้องยังมีเครื่องตอกยายุคเริ่มต้นจากเยอรมนีซึ่งต้องตอกทีละเม็ด ความเร็วนาทีละ 200 เม็ด ขณะที่เครื่องตอกยาสมัยใหม่ผลิตได้นาทีละหลายพันเม็ด

จากรุ่นพ่อ ห้างขายยาเบอร์ลินมีชื่อเสียงที่ยาน้ำ “เนโอ-โทนิน” ที่มีสรรพคุณช่วยเจริญอาหาร ซึ่งหมอเติมชัยบอกพร้อมเสียงหัวเราะว่าเขาเองเมื่อเจอรสขมของยาสมัยก่อนก็ทานไม่ไหวเหมือนกัน นอกจากนี้ยังมียาแก้ท้องเสีย ยารักษาโรคกระเพาะ

ในรุ่นลูกได้มีการพัฒนายามาไกล ทั้งยาทางเดินอาหาร โรคความดัน โรคหัวใจ โรคด้านเมตาบอลิซึม จนขึ้นมาเป็นบริษัทยาชั้นนำของประเทศ

เครื่องกรองน้ำ
ยาหม่องตราเทวดาเป่าขลุ่ย ผลิตภัณฑ์ยุคเริ่มแรก
โต๊ะตรวจคนไข้ขนาดใหญ่ที่หมอชัยใช้เมื่อก่อน

เพิ่มความรู้ ดูแลตัวเองก่อนเป็น ‘โรคฮิต’

ล่าสุด พิพิธภัณฑ์ห้างขายยาเบอร์ลินได้จัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน โดยเป็นการสื่อสารในกลุ่มเล็กสำหรับผู้สนใจและผู้คนในละแวกนั้น นอกจากวิธีการอธิบายให้เข้าใจง่ายแล้วยังมีการพูดคุยถึงการกินอาหารเพื่อป้องกันหรือเพื่อดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ที่ทำให้นำไปปฏิบัติได้จริง

แม้พื้นที่จะไม่กว้างขวางนักแต่ก็มีคนเข้าร่วมจนแน่นขนัด ทั้งผู้ที่ตั้งใจมา และผู้ที่ผ่านมาแล้วสนใจกิจกรรม

ศศินันท์ โชติธันยพัฒน์ พยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านเบาหวาน บริษัท เบอร์ลินฯ อธิบายว่าอาการของผู้ป่วยเบาหวานจะปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ คอแห้ง หิวบ่อย กินจุแต่น้ำหนักลด คันตามผิวหนัง แผลหายยาก ชาตามปลายมือปลายเท้า จนถึงตามัวจากเบาหวาน

จะรู้ว่าตัวเองเป็นเบาหวานหรือไม่ต้องพบแพทย์เพื่อเจาะเลือดวัดค่าน้ำตาล

ที่น่าวิตกคือเบาหวานพบในเด็กและคนตั้งครรภ์มากขึ้น เพราะเด็กวิ่งเล่นออกกำลังกายน้อยลง

ความน่ากลัวของโรคเบาหวานคือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เช่น ปลายประสาทเท้าชา เส้นเลือดในสมองอุดตัน หัวใจวายเฉียบพลัน ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม ไตวาย

“การป้องกันเบาหวานจะต้องควบคุมอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาล ประกอบด้วย ข้าว แป้ง ผลไม้ ผักบางชนิด นม ขนมหวาน ออกกำลังกาย 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ และหมั่นตรวจน้ำตาลในเลือดเป็นระยะ” ศศินันท์กล่าว

บรรยากาศคึกคักขึ้นมาในช่วงถามตอบจากผู้ฟัง ที่มีการพูดคุยกันถึงการใช้สมุนไพรรักษาโรค รวมถึงวิธีการกินเพื่อควบคุมน้ำตาล

นอกจากนี้ยังมีการแจกไข่ขาวตุ๋นและวุ้นไข่ขาว เพื่อเป็นตัวอย่างเมนูอาหารดูแลสุขภาพให้ผู้เข้าฟังได้ลองชิม

กิจกรรมให้ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน

ตั้งภารกิจ ให้พิพิธภัณฑ์คุยกับคน

หมอเติมชัยบอกว่าเหตุที่จัดกิจกรรมเพราะอยากให้พิพิธภัณฑ์มีชีวิตชีวาขึ้นมา อีกทั้งในฐานะบริษัทยาและตนเองเป็นหมอ จึงคิดว่าน่าจะมาให้ความรู้กับชุมชน

“โรคเบาหวานเป็นโรคที่คนไทยเป็นเยอะมากที่สุดในอาเซียน ส่วนหนึ่งไม่ทราบว่าตัวเองเป็นเบาหวาน และไม่ทราบว่าต้องดูแลตัวเองอย่างไร เพราะถ้ารักษาไม่ดี ในที่สุดจะมีโรคแทรกซ้อน ที่สำคัญคือโรคไต มีคนต้องล้างไตจากเบาหวานกว่าครึ่ง และชีวิตเขาจะเหมือนไม่มีชีวิต ในอุดมคติต้องล้างอาทิตย์ละ 3 ครั้ง แต่พอเต็มเลยเหลือ 2 ครั้ง ไปไหนไม่ได้ ไม่มีคุณภาพของชีวิตเลย คนที่รักษาตัวจะได้ไม่เกิดโรคแทรกซ้อน จึงคิดว่ากิจกรรมนี้น่าจะเป็นประโยชน์”

ในฐานะภาคเอกชน หมอเติมชัยมองว่าเป็นการช่วยให้ความรู้เรื่องสุขภาพกับประชาชน เป็นการทำด้วยใจเท่าที่จะทำได้สำหรับคนในชุมชนแถวนี้ ซึ่งเขาก็ช่วยดูเนื้อหาความรู้ก่อน

“เป็นการสอนให้คนไข้รู้จักการดูแลตัวเอง ผมคิดว่าส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าต้องดูแลยังไง การออกกำลังกายง่าย แต่การรับประทานและดูแลตัวเองนั้นยาก”

กิจกรรมเรื่องโรคเบาหวานมีการไลฟ์ผ่านเฟซบุ๊ก “Berlin Pharmaceutical Museum Bangkok” ซึ่งทำการถ่ายทอดสดโดยทีมงาน ideal8 สามารถเข้าชมย้อนหลังได้

หมอเติมชัยบอกอีกว่า การจัดกิจกรรมนี้เขาคิดว่าเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม โดยหลังกิจกรรมเรื่องเบาหวานจะมีการติดตั้งนิทรรศการความรู้ให้คนชมพิพิธภัณฑ์ได้อ่านและมีคนตอบข้อสงสัยต่างๆ

หลังจากนี้จะมีการจัดกิจกรรมให้ความรู้อีก โดยเลือกโรคที่คนไทยเป็นมาก เช่นความดันโลหิตสูง ที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากเส้นเลือดในสมองแตก

“คนที่เป็นความดันสูง 100 คน จะได้รักษาแค่ 50 คน เพราะเขาไม่ได้ตรวจ แต่ใน 50 คนนั้นมี 25 คนไม่รักษาให้อยู่ในระดับที่สมควรเป็น จึงถือเป็น 75 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ได้รักษาให้ได้ผล โรคความดันโลหิตเมื่อไม่ได้ควบคุมความดันอยู่ในระดับปกติ ก็จะเกิดโรคแทรกเช่นเดียวกับเบาหวาน ทั้งเส้นเลือดในสมองตีบ เส้นเลือดในสมองแตก โรคหัวใจ โรคไต” หมอเติมชัยกล่าว

พิพิธภัณฑ์ห้างขายยาเบอร์ลิน เปิด 09.00-17.00 น. ยกเว้นวันจันทร์ โทร 0-2225-4700

นอกจากการได้ชมบรรยากาศเก่าๆ ของห้างขายยาสมัยก่อนแล้ว การเข้าชมช่วงนี้จะได้พบนิทรรศการความรู้ที่ห้างขายยาเบอร์ลินตั้งใจทำให้คนที่มาชมได้เรียนรู้วิธีดูแลตัวเอง

ดังที่หมอเติมชัยกล่าวไว้

“นี่เป็นสิ่งที่เราอยากทำให้ ถ้าคนที่มาแล้วจะได้อะไรเป็นประโยชน์กับตัวเขาและครอบครัวกลับไปด้วย ก็อยากจะให้ความรู้”

เครื่องชักรอกส่งยาจากชั้น3-ชั้น4 จนคนย่านนั้นเรียกว่า “เหล่าเต๊งฟาร์มาซี”