เดือนหงายที่ชายโขง : สะเหลิมไซ กมมะสิด ผู้นำลาวรุ่นใหม่?

3.10.18 | 16:47 น.

ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งที่ 73 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ระหว่างวันที่ 25 กันยายน ถึง 1 ตุลาคม 2018 ผู้แทนของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวขึ้นกล่าวปราศรัยในที่ประชุม คือ สะเหลิมไซ กมมะสิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศแห่ง สปป.ลาว ด้วยวาทะที่เข้มแข็งถึงภัยพิบัติที่เกิดจากสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพภัยแล้งและน้ำท่วมดินถล่มในประเทศลาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การขึ้นปราศรัยบนเวทีสหประชาชาตินี้ ถือเป็นปีที่สองติดต่อกันนับแต่สะเหลิมไซได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากรัฐมนตรีช่วยว่าการ ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเต็มตัว เส้นทางการเมืองของรัฐมนตรีวัย 49 ซึ่งถือว่าหนุ่มมากในวงการเมืองของประเทศสังคมนิยมที่ข่าวสารด้านการเมืองค่อนข้างปิดลับ เติบโตอย่างรวดเร็วตามรอยและไม่น้อยไปกว่า นายกรัฐมนตรีทองลุน สีสุลิด ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศลาวมาก่อนเช่นกัน

ด้วยประวัติการศึกษาที่จบจากทั้งปริญญาตรีสาขาการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งมอสโกในโซเวียตก่อนสิ้นสงครามเย็น และปริญญาโทสาขาสากลศึกษาและการพัฒนามหาวิทยาลัยโมแนชของออสเตรเลีย และความเชี่ยวชาญทั้งภาษารัสเซีย อังกฤษ และฝรั่งเศสอันเป็นภาษาหลักในแวดวงการทูต ทำให้ รมต.สะเหลิมไซ เข้าทำงานในกระทรวงต่างประเทศในสายงานตะวันตกมาตั้งแต่เริ่ม โดยเมื่อแรกเข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ประจำแผนกสหรัฐอเมริกา กรมยุโรปและอเมริกา ก่อนจะเลื่อนขั้นตามลำดับด้วยผลงานที่ดีเยี่ยมในการเจรจากับสหรัฐในการรับเงินช่วยเหลือเพื่อกำจัดระเบิดที่ยังไม่แตก (UXO: UneXplode Ordinance) ที่หลงเหลือจากสงครามลับในลาวระหว่างทศวรรษที่ 1960 และจนได้ขึ้นเป็นเอกอัครราชทูตแห่ง สปป.ลาวประจำสหประชาชาติในวัยเพียง 44 ปี และก้าวหน้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในที่สุด

นับแต่ดำรงตำแหน่งในกระทรวง รมต.สะเหลิมไซได้รับงานใหญ่หลายประการ ทั้งการมาเยือนของประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และการจัดประชุมความร่วมมือระดับนานาชาติต่างๆ โดยเป็นผู้แทนของนายกรัฐมนตรีทองลุนในการเยือนต่างประเทศส่วนมาก รวมถึงเป็นผู้เข้าเจรจาปักปันเขตแดนที่พิพาทกันกับทั้งไทยและกัมพูชาด้วย แม้จะถูกสมเด็จฯฮุน เซน โจมตีว่าทำงานบกพร่องที่ไม่ได้ส่งจดหมายเตือนเรื่องการรุกล้ำเขตแดนให้แก่นายกฯทองลุนอย่างทันท่วงที จนทำให้เกิดการปะทะบริเวณชายแดนอัดตะปือ-สตึงเตรง แต่ก็ไม่เกิดความตึงเครียดต่อการเมืองภายใน เพราะคณะรัฐบาลต่างทราบว่าเป็นคำพูดแก้เกี้ยวของทางกัมพูชาเท่านั้น

สปป.ลาวยังเป็นประเทศที่ต้องการเงินช่วยเหลือและเงินลงทุนจากต่างประเทศสูง การต่างประเทศของลาวในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมาค่อนข้างขึ้นอยู่กับเงินทุนหลักจากสองประเทศ คือจีนและเวียดนาม ทำให้ขั้วการเมืองในพรรคประชาชนปฏิวัติลาวมีฝักฝ่ายเป็นฝ่ายจีนกับฝ่ายเวียดนาม การขึ้นมาดำรงตำแหน่งบริหารของนายกฯทองลุน ที่ไม่ได้เอนไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จำเป็นต้องมีขั้วอำนาจหนุนหลังและทุนที่จะเข้ามาหนุนส่งเสริมการพัฒนาเพื่อคานอำนาจเงินของจีนและเวียดนามไปด้วย รมต.สะเหลิมไซ กมมะสิด ถูกมองว่าเป็นนักการเมืองที่เจรจาประสานประโยชน์กับชาติตะวันตกได้ดีเยี่ยมจากภูมิหลังการศึกษาและการทำงาน กับออสเตรเลีย สหรัฐ สหภาพยุโรป และรัสเซีย จึงเป็นผู้ที่รับบทเชื่อมและคานดุลอำนาจทั้งมหาอำนาจต่างชาติและฝ่ายการเมืองภายในของลาว หลายคนจึงมองว่าเขาอาจจะเป็นทายาททางการเมืองและเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรี

Advertisement

อย่างไรก็ตาม อนาคตของ รมต.สะเหลิมไซอาจแตกต่างจากนายกฯทองลุน ตรงที่เขามิได้มีรากฐานในกองทัพหรือพรรคประชาชนปฏิวัติลาวมาก่อน และการที่เป็นคนหนุ่มหัวตะวันตก อาจได้รับแรงเสียดทานจากเหล่านักรบปฏิวัติเก่าแก่ตระกูลอื่นในลาวก็เป็นได้