บางกะเจ้า 360 องศา ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่อง มองประวัติศาสตร์ปากอ่าวสยาม เยี่ยมพื้นที่สีเขียวอันยั่งยืน

4.10.18 | 17:43 น.
ภาพมุมสูงสะพานภูมิพล และ "คลองลัดโพธิ์"

นับเป็นพื้นที่สำคัญอันครบเครื่องไปทุกสิ่ง สำหรับ “บางกะเจ้า” ซึ่งเป็นทั้งปอดใหญ่ใกล้กรุงเทพฯ ด้วยความอุดมสมบูรณ์และหลากหลายในด้านชีวภาพ ในขณะเดียวกันก็มีเรื่องราวมากมายในแง่มุมของประวัติศาสตร์ที่คาดไม่ถึง โดยปรากฏร่องรอยหลักฐานทางด้านโบราณคดีบ่งชี้ความเก่าแก่ไกลโพ้นถึงยุคต้นกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างน้อย

ขรรค์ชัย บุนปาน หัวเรือใหญ่ค่ายประชาชื่น จึงควงแขน สุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ฝีปากกล้าในชายคา “มติชน” เดินทางไปเยี่ยมเยือนพร้อมถ่ายทำรายการ “ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว” ในตอน “บางกะเจ้า เมืองพระประแดง ปากทางอ่าวสยาม” เผยแพร่สดผ่านเฟซบุ๊ก “มติชนออนไลน์” และอีกหลากหลายช่องทางเมื่อวันอังคารที่ 25 กันยายนที่ผ่านมาท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นเช่นเคย

เปิดรายการด้วยวิวสวยๆ ริมเจ้าพระยา แซมด้วยภาพชีวิตของชาวบางกะเจ้าที่ “ท่าเรือกำนันขาว” อันขวักไขว่ ทยอยลงเรือจ้างข้ามฝั่งไปยังคลองเตย มองเห็นวัดคลองเตยนอก และท่าเรือคลองเตยอยู่ลิบๆ

สุจิตต์-ขรรค์ชัย นั่งพูดคุยที่ท่าเรือกำนันขาว บางกะเจ้า มองฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นเมืองพระประแดงเดิมในฝั่งคลองเตย

“ที่ยืนอยู่นี้คือฝั่งบางกะเจ้า ตรงข้ามคือคลองเตย ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองพระประแดงเดิม ก่อนจะย้ายมาในพื้นที่ปัจจุบัน คำว่าพระประแดง มาจากภาษาเขมรว่า กมรเตง แปลว่า เจ้าหรือเจ้านาย ในที่นี้หมายถึงเทวรูป 2 องค์ซึ่งพบที่คลองสำโรง ชื่อว่า พระยาแสนตา กับพระยาบาทสังฆกร บางกะเจ้า เป็นคุ้งน้ำอยู่ท่ามกลางตึกสูงของกรุงเทพฯ เพราะฉะนั้นต้องรักษา ไม่ใช่ทำลาย คุ้งบางกะเจ้าสำคัญมาก คงเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญมากมาตั้งแต่ยุคต้นอยุธยา จึงมีชุมชนอยู่สองฟาก เพราะอยู่บนเส้นทางคมนาคม บนบริเวณที่เหมาะสมของโคลนตะกอนที่ไหลลงมาจากทางเหนือเวลาหน้าน้ำ” สุจิตต์เล่า พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเส้นทางน้ำสำคัญอย่าง “คลองลัดโพธิ์”

“น่าสงสัยว่าคลองลัดโพธิ์จะเป็นคลองลัดตามธรรมชาติตั้งแต่ต้นอยุธยา หรือก่อนอยุธยาด้วยซ้ำไป เพราะโคลงกำสรวลสมุทรสมัยต้นอยุธยา ในตอนที่กล่าวถึงวัดบางพึ่ง พอมาถึงแล้วก็ออกปากอ่าวไทยเลย ไม่พรรณาบริเวณที่เป็นคุ้งโค้ง ส่อให้เห็นว่ามาคลองลัด แสดงว่าเป็นคลองลัดแล้วตั้งแต่ตอนนั้น ต่อมารัชกาลที่ 9 โปรดให้พัฒนาขึ้นอีกอย่างสวยงาม”

Advertisement

เจ้าตัวยังย้อนอดีตยุคดึกดำบรรพ์ว่าบริเวณแถบนี้เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของทะเลอ่าวไทย ทว่าตอนนี้อ่าวไทยกำลังประสบปัญหาใหญ่ที่ควรช่วยกันป้องกันแก้ไข

“ขณะนี้อ่าวไทยกำลังเน่า ขยะและสวะลอยน้ำมาจากกรุงเทพฯไหลลง 20-50 ตันต่อวัน ถึงเราจะพัฒนาเมืองให้ตาย แต่ถ้าอ่าวไทยเน่า เราอยู่ไม่เป็นสุขหรอกครับ” สุจิตต์ทิ้งท้าย

ด้าน ขรรค์ชัย ซึ่งนั่งชมวิวรับลมชมเจ้าพระยาอยู่นั้น ก็เล่าเสริมถึงความสำคัญของบางกะเจ้าว่าเป็นพื้นที่ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์มาก เคยเดินทางมาตั้งแต่ยังเด็กๆ ด้วยการขี่จักรยานจากบ้านย่าน “บางขุนเทียน” กรุงเทพฯ เข้าสู่ย่าน “ทุ่งครุ” ซึ่งติดกับพระประแดง ซ้ำยังเล่าเรื่องเก่าในคราวยังนุ่งขาสั้นเรียนชั้นมัธยม ว่าเคยแข่งเตะตะกร้อแถวนั้นได้ 3 คะแนน รับรางวัลเป็นสุรา 28 ดีกรี แต่ให้คนอื่นดื่มแทน (ฮา)

“ตั้งแต่พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ยังไม่เคยมาบางกะเจ้าเลย วันนี้ได้มาก็รู้สึกว่ายังอุดมสมบูรณ์มาก อยากให้ดูแลรักษาแหล่งน้ำไว้ ถ้าน้ำดี อะไรก็ดีตาม ในพระประแดงก็มีวัดเก่าแก่และสวยงามมากมาย อย่างวัดทรงธรรม วัดโปรดเกศ วัดไพชยนต์พลเสพย์ และอีกหลายวัด”

วิหารวัดบางกระสอบ วัดเก่าแก่อันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยุคต้นกรุงศรีอยุธยา สะท้อนการมีอยู่ของชุมชนใหญ่ในช่วงเวลาดังกล่าว

ครั้นเล่ามาถึงวัดวาอาราม ว่าแล้ว ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ก็พยักหน้าชวนกันมุ่งหน้าวิหารเก่าแก่ที่ “วัดบางกระสอบ” ทางทิศใต้ของคุ้งบางกะเจ้า โดยตั้งอยู่ในชุมทางคมนาคมโบราณ

สุจิตต์ ย้อนเล่าถึงที่มาของชื่อ “บางกะเจ้า” ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชื่อวัดบางกระสอบ โดยเชื่อว่า บางกะเจ้าในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง “นกกระยาง” เหมือนที่เอกสารทางการเผยแพร่ แต่มองว่าน่าจะหมายถึง “ปอกระเจา” ตามความหมายที่ 2 ซึ่งปรากฏในพจนานุกรมมากกว่า

“ปอกระเจา เอาไว้ทำเชือก ทำกระสอบ สอดคล้องชื่อวัดบางกระสอบ ชื่อบ้านนามเมืองร้อยละ 99 เปอร์เซ็นต์ เป็นชื่อต้นไม้ถัดไปทางตะวันตกของวัดบางกระสอบจะพบคลองลัดโพธิ์ บริเวณคุ้งบางกะเจ้ามีคลองเล็กคลองน้อยเต็มไปหมด เหมือนใยแมงมุม เส้นสำคัญสามารถตัดจากทิศเหนือลงมาทิศใต้ได้” คอลัมนิสต์คนดังกล่าวจบก็กวักมือชวนอาจารย์ 2 ท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันในทริปนี้ ให้ช่วยเป็นไกด์กิตติมศักดิ์ เนื่องด้วยเชี่ยวชาญในประวัติศาสตร์ศิลปะเป็นอย่างยิ่ง

เริ่มจาก ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่กล่าวหนุนประเด็นชุมทางคมนาคมสำคัญของย่านนี้โดยเชื่อว่าต้องเป็นชุมชนใหญ่มาตั้งแต่สมัยต้นกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างน้อย เพราะพระพุทธรูปในวิหารสร้างจากหินทรายมีขนาดใหญ่มาก ถ้าไม่สำคัญจริง จะไม่สามารถสร้างวัดขนาดใหญ่ และพระพุทธรูปในลักษณะนี้ได้

“วัดนี้ไม่ปรากฏในหลักฐานเอกสาร จึงเทียบเคียงอายุสมัยจากรูปแบบโบราณวัตถุ ซึ่งพระพุทธรูปประธานวัดนี้สร้างจากหินทรายทั้งขนาดใหญ่ หนักและตัน มีเดือยเชื่อมพระกรและพระหัตถ์ขวา ติ่งพระกรรณมีส่วนเชื่อมระหว่างหัวไหล่ พระพักตร์แป้น เม็ดพระศกเป็นแบบหนามขนุน ระหว่างเปลวรัศมีกับเกตุมาลามีกลีบบัวรองรับซึ่งเป็นอิทธิพลวัฒนธรรมทะเลสาปเขมรที่มาคลี่คลายในสมัยอยุธยา ทั้งหมดนี้เป็นรูปแบบศิลปะที่นิยมทำก่อนการเสียกรุงครั้งที่ 1 จึงชี้ได้ว่า พระพุทธรูปองค์นี้สร้างในยุคต้นอยุธยา ในช่วงกว้างๆ ระหว่าง พ.ศ.2000-2112” ผศ.ดร.รุ่งโรจน์วิเคราะห์พร้อมชี้ชวนให้ชมส่วนต่างๆ ของพระพุทธรูปอย่างละเอียดลออ ไม่ทิ้งลายผู้เสนอแนวคิดใหม่ในผลงานสุดฮือฮา “พระศรีสรรเพชญ์ ไม่ถูกไฟเผาลอกทองตอนกรุงแตก”

จากซ้าย เอกภัทร์ เชิดธรรมธร ผู้ดำเนินรายการ, ผศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร, ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล, ขรรค์ชัย บุนปาน และสุจิตต์ วงษ์เทศ ในวิหารวัดบางกระสอบ

ถามว่าเป็นไปได้ไหม? ว่าพระพุทธรูปดังกล่าวถูกย้ายมาจากที่อื่น ไม่ได้เก่าติดที่อยู่วัดนี้มาแต่เดิม

คำถามนี้ย่อมถึงคิว ผศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร อาจารย์คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร เจ้าของฉายา “อาจารย์โบราณคดี เดินเท้า 2 ปี” เจ้าของผลงาน “วัดร้างในบางกอก” และ “อยุธยาในย่านกรุงเทพฯ ศิลปกรรมที่สัมพันธ์กับแม่น้ำลำคลอง”

อาจารย์ส่ายหน้า บอกว่า ไม่น่าจะย้ายมาจากไหน หรือหากย้ายมาจริง ก็คงย้ายมาในช่วงเวลาร่วมสมัยกัน เพราะต้องนำมาเป็นชิ้นๆ แล้วประกอบ

“ความนิยมการใช้หินทรายสร้างพระพุทธรูปคือสมัยอยุธยาตอนต้นถึงตอนกลาง พระองค์นี้ขนาดใกล้เคียงกับพระพุทธรูปที่อยุธยาบางองค์ เช่น พระที่ระเบียงคดฝั่งตะวันตกของวัดมหาธาตุ ซึ่งใช้เทคนิคการตัดเป็นชิ้นๆ ประมาณ 5-6 ชิ้น มาประกอบกัน โดยมีเดือยเชื่อมมือกับแขน จากนั้นลงรักปิดทองให้ผิวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” อาจารย์โบราณคดีอธิบาย

จากนั้น ผู้ร่วมเดินทางทั้ง 4 ท่านพากันกราบสักการะพระประธานแล้วดื่มด่ำความงดงามของพุทธศิลป์ครั้งกรุงเก่าอันเป็นตัวแทนแห่งศรัทธา ทั้งยังสะท้อนความสำคัญของชุมชนโบราณในย่านนี้อย่างแจ่มชัด

แน่นอนว่า ย่านบางกะเจ้าไม่เพียงเข้าโหมดประวัติศาสตร์โบราณคดี หากแต่เป็นที่ทราบกันดีถึงความเป็น “พื้นที่สีเขียว” โดยได้รับการขนานนามว่าเป็น The best urban oasis of asia จากนิตยสารไทม์ ตั้งแต่ พ.ศ.2549 ได้รับการร่วมกันอนุรักษ์โดยหลายหน่วยงาน

สองฟากเจ้าพระยา มองเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างฝั่งบางกะเจ้า ซึ่งยังเป็นพื้นที่สีเขียว กับฝั่งคลองเตย ซึ่งรายล้อมด้วยตึกสูง

ท่ามกลางความร่มรื่นของ สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ซึ่งมากมายด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ ณภัค กรรณสูต ผู้อำนวยการโครงการ รักษ์น้ำ รักษ์ป่า รักษ์คุ้งบางกะเจ้า ยืนรอต้อนรับด้วยรอยยิ้มสดใส

“การพัฒนาคุ้งบางกะเจ้า ถือเป็นการสืบสานพระราชปณิธานของในหลวง ร.9 ซึ่งประทับเฮลิคอปเตอร์ผ่านคุ้งบางกะเจ้าหลายครั้ง มีพระราชดำริว่าควรรักษาพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่นี้ไว้ บางกะเจ้ามีพื้นที่เกือบ 12,000 ไร่ ลักษณะพิเศษคือเป็นพื้นที่ 3 น้ำ ทั้ง น้ำกร่อย น้ำจืด และน้ำเค็ม ทำให้มีพืชผลโดดเด่น อย่าง มะม่วงน้ำดอกไม้ มะพร้าวน้ำหอม ละมุดสีดา ปัญหาคือ น้ำเค็มรุกเข้ามา ทำให้สวนยกร่อง รวมถึงป่าธรรมชาติเสื่อมโทรม จึงเกิดการรวมตัวของ 34 องค์กร ร่วมผนึกกำลังอนุรักษ์ภายใต้การดูแลโดยมูลนิธิชัยพัฒนา ดำเนินงาน 6 เรื่อง ได้แก่ การฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว, การจัดการน้ำ, การส่งเสริมอาชีพ, สนับสนุนการศึกษา, ศิลปวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น วางแผนว่า 5 ปี ต้องเติบโตอย่างน้อย 20 เปอร์เซ็นต์”

ผอ.โครงการยังเปิดเผยถึงการฟื้นฟูพื้นที่ราชพัสดุ 700 ไร่ ซึ่งจะทำเป็นตัวอย่างนำร่องก่อน 400 ไร่ ใน 6 ตำบล โดยภาคเอกชนให้การสนับสนุน และมีการเชิญชวนประชาชนในแต่ละตำบลออกแบบร่วมกัน สำหรับสวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาแห่งนี้ เป็นพื้นที่ของกรมป่าไม้ โดย ปตท.เข้ามาทำงานฟื้นฟูร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และกรมป่าไม้เอง ทั้งการเพิ่มต้นไม้ใหม่โดยเลือกไม้พื้นถิ่น รวมถึงการสร้างรั้วไม้ไผ่ป้องกันคลื่น

“รั้วไม้ไผ่ซึ่งเป็นแนวกันคลื่นทำให้เกิดแนวตะกอนดินซึ่งทำให้เกิดพื้นที่ที่จะปลูกป่าได้อีก นอกจากนี้ เมื่อทำแพลูกบวบไปพร้อมกัน ผลพลอยได้คือการป้องกันขยะ เมื่อก่อนบริเวณนี้เต็มไปด้วยขยะทั้งนั้นเลย” ผอ.เล่าพร้อมพา เอกภัทร์ เชิดธรรมธร ผู้ดำเนินรายการชมจุดต่างๆ ของสวนอันเขียวขจี

จากนั้นแวะไปหาคนบางกะเจ้าตัวจริงเสียงจริงอย่าง กำนันสมปอง รัศมิทัต ซึ่งบอกว่า เห็นด้วยกับโครงการนี้ เพราะชาวบ้านได้มีส่วนร่วมดูแลพื้นที่ โดยมีเงินทุนสนับสนุนให้ดูแลต้นไม้ถึง 3 ปี หลังจากนั้นยังมีโครงการธนาคารต้นไม้ด้วย

“สมัยก่อนผลผลิตแถวนี้ขายไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้ขายดีมาก เลยคุยกันว่าพอได้กำไรจะปันส่วนออกมาคืนสังคม เช่น คืนวัด และโรงเรียน ชาวบ้านแต่ละตำบลก็มีการรวมตัวกันเพื่อหาทางพัฒนาพื้นที่คุ้งให้เป็นสีเขียวตลอดไป”

ปิดท้ายด้วยปราชญ์วนเกษตร สมาน เสถียรบุตร ซึ่งทำการอนุรักษ์พันธุ์พืชเดิมที่มีอยู่แล้ว และพยายามหาของเก่าที่หายไปกลับเข้ามาเสริม ทำให้พื้นที่สีเขียวนี้ยั่งยืนและหลากหลาย ไม่เพียงเท่านั้น ยังขยายพันธุ์ไม้ผลแจกจ่าย ปลูกแซมกับสวนป่าบ้าง ให้ชาวบ้านปลูกไว้กินบ้าง

“พื้นที่สีเขียวนี้ ไม่ใช่พูดอย่างเดียวนะ ทุกคนต้องปลูก เด็กสมัยนี้ก็เริ่มตระหนักแล้ว เด็กคุ้งบางกะเจ้าเดินเห็นขยะก็เก็บ เห็นเมล็ดพันธุ์อะไรร่วงตามถนนก็เก็บไปฝังดินบ้าง อะไรบ้าง เริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น” คุณลุงสมานเล่าพร้อมร้อยยิ้มภาคภูมิก่อนปิดท้ายว่า การที่พื้นที่สีเขียวจะยั่งยืน สิ่งสำคัญคือ “น้ำ” ต้องช่วยกันรักษาคูคลองให้ดี

ตราบใดที่คูคลองดี รับรองได้ว่าพื้นที่สีเขียวจะยั่งยืน 100 เปอร์เซ็นต์

กะโหลกหัวจระเข้ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองพระประแดง เชื่อมโยงนิทานเกี่ยวกับจระเข้ สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ผู้พิทักษ์น้ำให้มวลมนุษยชาติ