ภาพการจับมือของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา กับ คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ในการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ของโลก เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2561 ที่ประเทศสิงคโปร์ นับเป็นการส่งสัญญาณดีที่นำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ฉันมิตรมากขึ้น
ยิ่ง ทรัมป์ ออกมาให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวรอยเตอร์หลังจากนั้น 2 เดือน ถึงความคืบหน้าการหารือระหว่างเขากับผู้นำเกาหลีเหนือว่า มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่เขาจะพบกับผู้นำเกาหลีเหนืออีกครั้ง
ยังแสดงความเชื่อมั่นว่า เกาหลีเหนือกำลังดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อนำไปสู่การปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างจริงจัง
ทำให้เกิดความหวังว่าการเจรจาครั้งนี้จะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในคาบสมุทรเกาหลีตลอดศตวรรษที่ผ่านมา
แม้จะมีนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยไม่ค่อยมั่นใจว่า การเจรจาครั้งนี้จะนำไปสู่สันติภาพได้จริง และหลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความตั้งใจจริงของผู้นำเกาหลีเหนือที่จะยุติโครงการพัฒนาขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ก็ตาม
แต่เหตุการณ์นี้ได้สร้างประวัติศาสตร์การพบกันครั้งแรกของผู้นำทั้ง 2 ประเทศ
ซึ่งในงานเสวนา “มหาอำนาจกับคาบสมุทรเกาหลี อดีตและอนาคตของระเบียบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” ที่จัดขึ้นโดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้หยิบยกประเด็นนี้มาวิเคราะห์ ผ่านมุมมองของนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองและยุทธศาสตร์ของสหรัฐและเกาหลีเหนือ

ศ.กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นผู้ศึกษาเหตุการณ์ความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลีมากว่า 30 ปี ระบุว่า การที่เราจะเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน เราจะต้องเข้าใจรากเหง้าในอดีตก่อน
พร้อมเล่าย้อนว่า ข้อมูลทางการที่เรียนประวัติศาสตร์มา สงครามเกาหลีเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2493 โดยเริ่มต้นจากสงครามกลางเมือง เนื่องจากผู้นำทางการเมืองคือเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้มีวิสัยทัศน์ที่ต่างกันที่จะรวมประเทศ พูดง่ายๆ คือเป็นสงครามของคนเกาหลีด้วยกันต่อสู้เพื่อเป้าหมายของคนเกาหลีด้วยกัน แต่พอเริ่มสงครามมันก็ขยายตัวมาเป็นสงครามระหว่างประเทศ
“เเต่เมื่อเกาหลีเหนือบุกสายฟ้าแลบแทบจะยึดเกาหลีใต้ได้สำเร็จ สหรัฐก็เริ่มทนไม่ได้ จึงเข้าโจมตีโดยเอามติของสหประชาชาติเข้ามา ถือว่าเส้นขนานที่ 38 เป็นเส้นเขตแดนของ 2 ประเทศ เพราฉะนั้นการที่ประเทศหนึ่งไปรุกรานประเทศหนึ่งจึงผิดกฎหมายระหว่างประเทศ”

เหตุการณ์ครั้งนั้นสหรัฐถล่มเกาหลีเหนือแทบทุกพื้นที่ แต่ในที่สุดหลังการรบ 3 ปี ก็ได้มีการตกลงทำสัญญาเพื่อยุติสงคราม
“สงครามเกาหลี เป็นสงครามที่คนอเมริกันอาจจะลืมไปแล้วว่า สหรัฐได้ทำอะไรกับเกาหลีบ้าง แต่สำหรับคนเกาหลียังคงมีความทรงจำในฐานะผู้ถูกกระทำไม่มีวันลืม” ดร.ไชยวัฒน์บอก
พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปี สหรัฐทิ้งระเบิดลงบนคาบสมุทรเกาหลีมากกว่าที่ทิ้งระเบิดในสมรภูมิภาคพื้นแปซิฟิกในสงครามโลกครั้งที่ 2 กระทั่งผู้บัญชาการทหารอากาศของสหรัฐที่ไปบัญชาการรบที่คาบสมุทรเกาหลี ถึงกับกล่าวว่า เราได้สังหารคนเกาหลีไปประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ และมีการคาดการณ์ว่ามีคนเกาหลีเสียชีวิตในสงครามเกาหลี 2.3 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือน
“มิหนำซ้ำในช่วงท้ายของสงครามยังมีการทิ้งระเบิดใส่เขื่อนชลประทานทำให้น้ำไหลท่วมไร่นาเป็นระยะทาง 27 ไมล์ หลังสงครามต้องใช้กำลังกว่า 200,000 คนต่อวัน เพื่อฟื้นฟูไร่นาให้สามารถปลูกข้าวได้ ต่อมาภายหลังเกาหลีเหนือได้ริเริ่มศึกษาและทดลองอาวุธนิวเคลียร์ตรงนี้เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น” ดร.ไชยวัฒน์อธิบาย
แม้จะมีข้อตกลงยุติสงครามในปี 2496 แต่ต้องยอมรับว่า เรื่องที่สร้างปัญหาด้านความมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลีต่อเนื่องจนถึงวันนี้คือ “อาวุธนิวเคลียร์”
“อาจจะพูดได้เต็มปากเลยว่าเกาหลีเหนือนั้นเป็นประเทศที่ถูกสหรัฐข่มขู่ด้วยอาวุธนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก เพราะหลังข้อตกลงยุติสงคราม 4 ปี สหรัฐได้นำอาวุธนิวเคลียร์ เข้าไปติดตั้งที่เกาหลีใต้เป็นเวลานานถึง 33 ปี” ดร.ไชยวัฒน์อธิบาย และว่า ในเกาหลีเหนือจึงมีคำพูดหนึ่งว่า “ถ้ากำปั้นเราอ่อนแอ มันก็มีเอาไว้แค่เช็ดน้ำตา” เพราะฉะนั้นจึงต้องทำให้กำปั้นแข็งแรง เพื่อป้องกันตัวเองเป็นคำพูดที่สะท้อนให้เห็นว่าคนเกาหลี ตั้งแต่ประวัติศาสตร์เขารู้สึกว่า ตัวเองเป็นกุ้งฝอยที่ถูกบดขยี้ตลอดเวลา ฉะนั้นเขาต้องทำให้ตัวเองเข้มแข็ง
“เราจึงเข้าใจได้ว่า ทำไมเกาหลีเหนือจึงมีแรงจูงใจในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อป้องปรามภัยคุกคามที่มาจากสหรัฐ ซึ่งการที่ประเทศหนึ่งมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองต่างก็อ้างว่า เพื่อป้องปรามไม่ให้อีกฝ่ายกล้าที่จะมาโจมตีก่อน เพราะกลัวจะถูกตอบโต้ไปจนได้รับความเสียหายเหมือนกัน” ดร.ไชยวัฒน์อธิบาย
อย่างไรก็ตามในปี 2533 สหรัฐตัดสินใจจะถอนอาวุธนิวเคลียร์ ออกจากคาบสมุทรเกาหลี และประกาศยุติการซ้อมรบ
ขณะนั้น โน แท อู ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้ประกาศว่า ต่อไปนี้จะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์หลงเหลืออยู่ในเกาหลีใต้อีกแล้ว
“เมื่อเป็นเช่นนี้เกาหลีเหนือก็สบายใจว่าไม่มีอาวุธนิวเคลียร์มาจ่อที่หน้าบ้านเขาแล้ว ทำให้เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้สามารถลงนามปลดอาวุธ ไม่ให้มีอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลี จะมีนิวเคลียร์ได้ก็เพื่อใช้ในทางสันติ และมีข้อตกลงว่า 2 เกาหลีจะไม่รุกรานกัน”
ดร.ไชยวัฒน์เล่าว่า เเต่ต่อมาปลายสมัย จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช กระทรวงกลาโหมภายใต้การนำของดิก ชีนีย์ ซึ่งต่อมาเป็นรองประธานาธิบดีในสมัยจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ออกมาประกาศซ้อมรบใหม่ ทำให้เกาหลีเหนือเริ่มสงสัยว่าสหรัฐไม่มีเจตนาดีที่จะทำให้คาบสมุทรเกาหลีปรองดองกันได้ และยังไม่ลดความรู้สึกที่จะไม่สร้างความมั่นคงให้เกาหลีเหนือ
ทำให้เกาหลีเหนือถอนตัวออกจากภาคีไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ จากนั้นเกาหลีเหนือก็กลับมาพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ใหม่อีกครั้ง
ดร.ไชยวัฒน์อธิบายต่อว่า การเพิกเฉยและการละเมิดข้อตกลงหลายต่อหลายครั้งของสหรัฐ นำมาซึ่งการพัฒนาระบบนิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือ ซึ่งเกาหลีเหนือยืนยันหลายครั้งว่าพร้อมที่จะเจรจาและพร้อมที่จะทำลายอาวุธนิวเคลียร์ได้ทุกเมื่อหากมหาอำนาจให้คำมั่นสัญญาและปฏิบัติอย่างจริงจัง
เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าถึงเเม้จะมีความพยายามสร้างสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลีหลายครั้งและดูคล้ายว่าจะมีแนวโน้มที่ดี แต่สุดท้ายกลับเหมือนไม่มีความคืบหน้าใดๆ

ดร.ไชยวัฒน์วิเคราะห์ว่า ส่วนหนึ่งมีปัจจัยจากนโยบายของประธานาธิบดีแต่ละสมัยและนโยบายแห่งชาติของสหรัฐด้วย ซึ่งสมัยของทรัมป์ เคยมีคำสั่งออกมาให้เตรียมอพยพครอบครัวทหารในเกาหลีใต้ หมายความว่าทรัมป์เตรียมใช้มาตรการทางทหารกับเกาหลีเหนือ แต่ปรากฏว่าถูกคัดค้านจากในประเทศว่าจะกระทบต่อเกาหลีใต้และฐานทัพอเมริกาในเกาหลีใต้
“ที่สำคัญคือเกาหลีมีความรู้สึกอยากจะปรองดองกัน ซึ่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ประกาศว่า ตราบใดที่เขาเป็นประธานาธิบดีอยู่จะไม่ยอมให้เกิดสงครามอีก และทรัมป์เซ็นสัญญาว่าหากจะทำสงครามกับเกาหลีเหนือต้องปรึกษาก่อน ทรัมป์จึงไม่มีทางเลือกหลังจากนั้นจึงมีการเจรจากันขึ้น”
“ซึ่งสิ่งที่ทรัมป์ตกลงกับเกาหลีเหนือความจริงก็ไม่ได้ต่างจากที่เคยตกลงกันมาแล้วทั้งนั้น มีแต่คำพูดว่าเกาหลีเหนือจะปลดอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ แลกเปลี่ยนกับความมั่นคงที่สหรัฐจะให้เป็นหลักประกันและจะทำสัญญาสันติภาพกัน ทั้งที่เกาหลีเหนือยังไม่ได้ทำลายอาวุธนิวเคลียร์แม้แต่ลูกเดียว ขณะที่สหรัฐก็ยังไม่ทำอะไรสักอย่างมีแต่เรียกร้องฝ่ายเดียว”
ดร.ไชยวัฒน์วิเคราะห์ต่อว่า การเจรจาทั้งสองฝ่ายยังไม่ถึงขั้นยุติความขัดแย้งคาบสมุทรได้ เพราะสหรัฐยังต้องการที่จะคงกองกำลังในเอเชียแปซิฟิกเพื่อถ่วงดุลกับจีน ซึ่งหากคาบสมุทรทั้งสองเกาหลีสงบจริงเมื่อไหร่ สหรัฐจะไม่มีเหตุผลในการคงกองทัพในภูมิภาคนี้ ประกอบกับปัจจัยหลายอย่างทำให้มีแนวโน้มว่าสันติภาพเกาหลี น่าจะไม่เกิดในระยะเวลาอันใกล้หรือในสมัยของทรัมป์

ขณะที่ ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ในมุมของมหาอำนาจถึงประเด็นหนึ่งที่เราพูดถึงกันมานาน นั่นคือ “อาวุธนิวเคลียร์”
ศ.ดร.สุรชาติระบุว่า คำที่น่ากลัวที่สุดสำหรับคนที่เรียนเรื่องอาวุธนิวเคลียร์คือ ลดอาวุธอย่างสมบูรณ์ เพราะในทางรัฐศาสตร์คำนี้ตีความได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นในกรณีของเกาหลีเหนือ คำถามคือ ตกลงถ้าต้องทำลายจะต้องทำลายอะไรบ้าง อาวุธนิวเคลียร์? ระบบส่ง? สถานที่ทดลอง? อุปกรณ์ทั้งหลาย? หรือมีมากกว่านั้นหรือไม่ ซึ่งโจทย์นี้จนถึงปัจจุบันยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เเล้วสมมุติว่าวันนี้สถานการณ์วิกฤตนิวเคลียร์ที่เกาหลีขยับตัวไปสู่ทิศทางที่ดี คำถามคือสมดุลกองกำลังที่ถูกวางบนคาบสมุทรเกาหลีจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ดังนั้นเรื่องนี้เป็นโจทย์ใหญ่แต่ในปัจุบันเรายังไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจนว่า โครงสร้างการวางกำลังเหล่านี้จะปรับตัวอย่างไรในอนาคต
ศ.ดร.สุรชาติบอกอีกว่า ถ้ามองยุทธศาสตร์ของสหรัฐในเอเชียเราตัดเกาหลีออกไปไม่ได้ ดังนั้นถ้าสหรัฐมองว่าสามารถจัดการกับปัญหาเกาหลีไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด โจทย์ชุดนี้จะเปลี่ยนแปลงการเมืองในภูมิภาคเอเชีย
“วันนี้ผลของซัมมิตที่สิงคโปร์ ทำให้สหรัฐกับเกาหลีเหนือมีช่องทางคุยกันได้มากขึ้น ผมคิดว่าสิ่งที่ตามมาคือจะขยับยุทธศาสตร์จากเกาหลีออกไปสู่ อินโด-แปซิฟิก เพราะเวลาที่สหรัฐวางยุทธศาสตร์ จะวางบนเงื่อนไขของภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เห็นชัดว่ายุทธบริเวณของการรบใหญ่ถูกแบ่งเป็น 2 โซนคือ ยุโรปกับเอเชีย”
“ฉะนั้นถ้าสหรัฐขยับออกจากคาบสมุทรเกาหลีได้ ก็จะวางยุทธ์ศาสตร์ที่ผมเรียกว่า ยุทธศาสตร์ 2 มหาสมุทร โดยการเชื่อมมหาสมุทรแปซิฟิกเข้ากับมหาสมุทรอินเดีย ตรงนี้เป็นโจทย์ที่ใหญ่มากสำหรับเอเชีย เพราะในบริบทนี้เราจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงชุดใหญ่” ศ.ดร.สุรชาติกล่าวทิ้งท้าย


