คอลัมน์นอกลู่ในทาง : สงครามมือถือโค้งท้าย

6.10.18 | 17:13 น.

หลังประมูลคลื่นมาเติมในพอร์ตได้อีก 5MHz จนลุกขึ้นมาประกาศตัวได้ว่า เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือที่มีคลื่นความถี่มากที่สุด โดยเฉพาะความถี่ย่าน 1800 MHz ที่มีคลื่นติดกันขนาดใหญ่สุด 40 MHz (20 MHz x2) หรือที่เรียกว่า “ซุปเปอร์บล็อก” ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการใช้บริการทั้ง 3G และ 4G เพิ่มขึ้น 30% ในแบบที่ “สมชัย เลิศสุทธิวงค์” ซีอีโอ “เอไอเอส” บอกว่าจะทำให้ “สมาร์ทโฟนโลว์เอนด์สามารถใช้ได้ดีเหมือนรุ่นไฮเอนด์”

“เอไอเอส” ไม่รอช้าเปิดเกมบุกต่อเนื่อง

เริ่มจากการพลิกฟื้นภาพลักษณ์แบรนด์ด้วยการปูพรมแคมเปญ “AIS ที่ 1 ตัวจริง” โดยตั้งใจยิงยาวโปรโมตจุดแข็งด้านเครือข่ายไปจนถึงสิ้นปีว่า “มีคลื่นมากที่สุด เร็วที่สุด และครอบคลุมที่สุด” เพื่อตอกย้ำถึงเหตุผลว่า ทำไมควรย้ายค่ายเบอร์เดิมมาเป็นลูกค้าเอไอเอส

นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี ที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือที่มีฐานลูกค้ามากที่สุดอย่าง “เอไอเอส” มีคลื่นมากกว่าคู่แข่ง

ไม่น่าเชื่อ…

Advertisement

นั่นทำให้ปีที่ 29 สำหรับ “เอไอเอส” ในสมรภูมิธุรกิจนี้เต็มไปด้วยความคึกคักเป็นอย่างยิ่ง

ถัดจากการประกาศความพร้อมเรื่อง “ความถี่” ไม่ทันไร เอไอเอส เดินหน้าต่อด้วยการเพิ่มดีกรีในการเข้าถึงฐานลูกค้าอีกครึ่งประเทศ โดยร่วมมือกับ “เจมาร์ท” ในฐานะ “เอ็กซ์คลูซีฟพาร์ตเนอร์”

ทำให้ตั้งแต่ 1 ต.ค.เป็นต้นมา เครือข่ายร้านค้ากว่า 200 แห่ง ตัวแทนจำหน่ายกว่า 1,500 ราย รวมถึงทีมขาย “ซิงเกอร์” ของเจมาร์ทที่มีอยู่ทั่วประเทศหันมาซัพพอร์ตการขาย “ซิม” ของเอไอเอสเท่านั้น

พูดให้เข้าใจง่ายๆ อีกนิดก็คือ เครือข่ายร้านค้าและตัวแทนจำหน่ายทั้งหมดของ “เจมาร์ท” จะไม่ขาย “ซิม” ของคู่แข่งอีกต่อไป

“ปรัธนา ลีลพนัง” แม่ทัพการตลาด กลุ่มลูกค้าทั่วไป “เอไอเอส” บอกว่า ความร่วมมือกับเจมาร์ทในครั้งนี้มีเป้าหมายในการสร้างประสบการณ์ใหม่ และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ห่างไกลให้ได้มากขึ้น แม้ว่าปัจจุบันเอไอเอสจะมีฐานลูกค้าถึงกว่า 40 ล้านราย กระจายอยู่ทั่วประเทศแล้วก็ตาม แต่ยังเหลือประชากรอีกครึ่งประเทศที่ยังไม่ได้เป็นลูกค้าเอไอเอส

ยังไม่หมด…

ล่าสุด “เอไอเอส” ประกาศความร่วมมือกับยักษ์โทรคมนาคมข้ามชาติ “สิงเทล” ซึ่งอันที่จริงไม่ใช่อื่นไกล เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นเอไอเอสอยู่แล้ว

ทั้งคู่ร่วมกันเปิดตัวบริการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือข้ามประเทศ ที่ชื่อว่า “VIA” ร่วมด้วยธนาคารกสิกรไทยในฐานะพันธมิตรด้านดิจิทัลแบงกิ้งที่มี Thai QR Code มากที่สุดในไทย, ศูนย์สรรพสินค้าเซ็นทรัล, ร้านค้าแบรนด์ดังอย่าง After You และนารายา รวมถึงร้านค้าขนาดกลางและขนาดเล็กตามแหล่งชุมชน และร้านสตรีทฟู้ดต่างๆ ที่รับชำระด้วย Thai QR Code รวมเบ็ดเสร็จแล้วจะมีกว่า 1.6 ล้านร้านค้าทั่วประเทศ

“เอไอเอสและสิงเทล” นำร่องเปิดให้บริการระหว่างสิงคโปร์กับไทย 2 ประเทศ ก่อนขยายบริการไปในประเทศอื่นในเครือข่ายพันธมิตรของสิงเทลทั่วเอเชีย อาทิ Airtel ในอินเดีย, Globe ในฟิลิปปินส์, Telkomsel ในอินโดนีเซีย เป็นต้น

ซีอีโอ “เอไอเอส” อธิบายว่า “VIA” เป็นโซลูชั่นที่ทำให้คนไทยและสิงคโปร์ รวมถึงชาติอื่นๆ สามารถใช้กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อีวอลเล็ต) ของค่ายมือถือของตนเองจ่ายเงินระหว่างที่อยู่ต่างประเทศได้

หมายความว่า ลูกค้าเอไอเอสที่ใช้ “Rabbit LINE Pay” จะสามารถไปช้อปปิ้งที่สิงคโปร์ได้ (ปัจจุบัน Rabbit LINE Pay มีลูกค้าอยู่กว่า 5 ล้านราย) ทันที

เช่นกันกับคนสิงคโปร์ที่มาเที่ยวเมืองไทยก็จะสามารถใช้อีวอลเล็ต ที่ชื่อว่า “DASH” ของตนเองไปซื้อของในร้านค้าที่มีสัญลักษณ์ VIA ได้

“สิ่งที่ผู้บริโภคจะได้เพิ่มเติมนอกเหนือไปจากความสะดวกแล้วยังช่วยให้ไม่ต้องกังวลกับอัตราแลกเปลี่ยน เพราะมีการคำนวณเป็นสกุลเงินของประเทศตนเองแบบเรียลไทม์ โดยไม่มีค่าธรรมเนียมอีกด้วย”

“สมชัย” บอกว่า จากนี้ไปเมื่อคนไทยไปต่างประเทศ (เริ่มที่สิงคโปร์ก่อน) เห็นสัญลักษณ์ VIA ที่ไหน แปลว่าใช้ Rabbit LINE Pay สแกนจ่ายเงินได้ทันที สำหรับชาวสิงคโปร์ที่มาไทยก็เช่นกัน จ่ายได้ในร้านค้าที่มีสัญลักษณ์ VIA หรือ Thai QR Code

“อาเธอร์ แลง” ซีอีโอกลุ่มสิงเทล อินเตอร์เนชั่นแนล พูดถึงความตั้งใจของพันธมิตร VIA ว่าเกิดจากความต้องการในการเปลี่ยนแปลงการชำระเงินที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ด้วยการนำเอากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบต่างๆ มาอยู่รวมกัน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถใช้กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์จากประเทศของตนเองได้อย่างง่ายดายในต่างประเทศ

“VIA จะช่วยเพิ่มประสบการณ์ในการชำระเงินให้ผู้บริโภคนับล้านคน รวมถึงฐานผู้ใช้งานกว่า 700 ล้านคนของกลุ่มสิงเทล จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้เกิดการใช้งานกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์อันจะเป็นแรงผลักดันใหญ่ที่ช่วยให้ภูมิภาคอาเซียนเข้าสู่สังคมไร้เงินสด”

ในปี 2560 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามายังตลาดของกลุ่มสิงเทลในภูมิภาคเอเชียมากกว่า 80 ล้านคน และในจำนวนนี้มีมากกว่า 1.5 ล้านคน/ปี เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในสิงคโปร์และไทย

ในบ้านเราเองก็มี “อีวอลเล็ต” ให้เลือกใช้อยู่หลายเจ้า ใครเคยลองใช้บ้างแล้วจะรู้สึกได้เลยว่าทำให้ชีวิตสะดวกและง่ายขึ้นมาก

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่ได้ลองใช้บ้างแล้วน่าจะติดใจ เพราะมีแค่โทรศัพท์เครื่องเดียวไม่ต้องพกเงินสด ไม่ต้องมีกระเป๋าสตางค์ให้ยุ่งยาก

คงเหมือนเวลานักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาเที่ยวในบ้านเราแล้วใช้แอพพลิเคชั่น “วีแชตเพย์” หรือ “อาลีเพย์” ซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ได้นั่นล่ะ ทั้งสะดวกรวดเร็ว แถมไม่ต้องกังวลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนอีกต่างหาก

บรรดาร้านค้าต่างๆ ตั้งแต่ในห้างสรรพสินค้าดังเรื่อยไปจนถึงร้านเล็กๆ ข้างทางตามแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงรถแท็กซี่ทั้งหลายในบ้านเราจึงยินดีอำนวยสะดวกให้นักท่องเที่ยวจีนด้วยการรับชำระเงินผ่านอีวอลเล็ตที่คนจีนใช้อยู่แล้ว

คอนเซ็ปต์ “VIA” ของสิงเทลและเอไอเอส ก็ไม่ต่างกัน

ในมุมของ “อีวอลเล็ต” อาจไม่ต่างนัก แต่การมีบริการใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตออกมาเรื่อยๆ ไม่มากก็น้อย ทำให้ “ลูกค้า” ไม่อยากย้ายค่ายไปไหน แต่จะมีแรงดึงดูดถึงขั้นทำให้ลูกค้าคู่แข่งย้ายข้ามค่ายมาได้ไหมเป็นอีกเรื่อง

การเดินเกมบุกติดๆ ของเอไอเอสทำให้สมรภูมิมือถือช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีนี้คึกคักเป็นอย่างยิ่ง แต่จะร้อนแรงขึ้นได้อีกสักแค่ไหน คงต้องดูว่าคู่แข่งรายอื่นจะงัดไม้ไหนมาสู้บ้าง…โปรดติดตาม