เมืองทางภาคใต้ของด้ามขวานทอง หากเดินทางด้วยรถยนต์ เมื่อพ้นจาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ จะเข้าสู่ชุมพร แล้วเป็น จ.สุราษฎร์ธานีตามลำดับ สองข้างทางเปลี่ยนจากสวนผลไม้เป็นสวนยางบ้าง สวนปาล์มบ้าง ผันแปรไปตามโลกที่เปลี่ยนแปลง
พื้นที่ตั้งแต่สุราษฎร์ธานีลงไปนั้น ร่องรอยของเมืองโบราณถูกบดบังด้วยบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย ร้านค้า ย่านธุรกิจ หากมองอย่างผิวเผินแล้ว เป็นการยากที่จะเห็นว่าพื้นที่บริเวณนี้เคยเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในอดีตเป็นพันๆ ปีมาแล้ว
จากบันทึกประวัติศาสตร์ อาณาจักรทางภาคใต้ คือพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช เชื่อว่าเป็นเส้นทางสายไหมในอดีตเส้นทางหนึ่ง สุราษฎร์ธานีเคยเป็นที่ตั้งของเมืองเก่าและเป็นศูนย์กลางของเมืองศรีวิชัย โดยมีหลักฐานว่า พื้นที่ อ.ไชยา ซึ่งอยู่ทางภาคใต้ตอนบนฝั่งทะเลอ่าวไทย เป็นที่ตั้งของ “ชุมชนโบราณไชยา” เมืองสำคัญในสมัยศรีวิชัย ช่วงพุทธศตวรรษที่ 13-18



จากหลักฐานในจารึกต่างๆ ยังระบุอีกว่า ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 18 หรือราวปี พ.ศ.1726 ชุมชนโบราณไชยามีชื่อว่าเมือง “ครหิ” มีมหาเสนาบดี ตลาไน เป็นผู้รักษา โดยอยู่ภายใต้อำนาจของกษัตริย์ชื่อ “ศรีมัตไตรโลกยราชภูษนวรรมเทวะ” สันนิษฐานว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับบ้านเมืองทางภาคกลางของไทยที่รับอิทธิพลอาณาจักรขอม
จากนั้น ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ราว พ.ศ.1774 พบจารึกกล่าวสรรเสริญ พระเจ้าจันทรภาณุ แห่งอาณาจักรตามพรลิงค์จึงสันนิษฐานว่า ในช่วงนั้นเมืองโบราณไชยาตกอยู่ใต้อำนาจของอาณาจักรตามพรลิงค์ หรือนครศรีธรรมราช ภายหลังอาณาจักรตามพรลิงค์รุ่งเรืองมากขึ้น เมืองไชยาก็เป็นหนึ่งในเมืองสิบสองนักษัตรของเมืองนครศรีธรรมราชด้วย ดังนั้น สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช จึงเกี่ยวพันกันจนยากจะเอ่ยถึงเพียงเมืองใดเมืองหนึ่งแต่ลำพัง
ช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 24 เมืองโบราณไชยากลายเป็นหัวเมืองชั้นตรีของอยุธยา และมีฐานะเป็นเมืองท่าแห่งหนึ่งในภาคใต้ตอนบน มีรูปแบบศิลปกรรม “สกุลช่างไชยา” เป็นของตนเอง ต่อมาได้รับอิทธิพลจากศิลปะอยุธยาเข้ามาผสม นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์ทางด้านการค้ากับจีนและอังกฤษ พบเจดีย์และพระพุทธรูปศิลปะสกุลช่างไชยาในชุมชนภาคใต้บริเวณใกล้เคียง สะท้อนให้เห็นถึงการติดต่อสัมพันธ์กับชุมชนอื่นๆ ในภาคใต้ด้วย
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในหัวเมืองภาคใต้ รัชกาลที่ 5 ได้โปรดเกล้าฯ ให้เมืองกาญจนดิษฐ์ เมืองคีรีรัฐนิคม และเมืองไชยา รวมตัวเป็นจังหวัดไชยา ขึ้นตรงต่อมณฑลชุมพร เมื่อเมืองขยายใหญ่ขึ้นจึงมีการปรับเปลี่ยนการปกครองและขยายเมืองออกไป ต่อมามีการแยกเมืองกาญจนดิษฐ์เป็น อ.กาญจนดิษฐ์ และ อ.บ้านดอน

กระทั่งมาในรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการย้าย อ.เมือง มาที่ อ.บ้านดอน และโอนชื่อมาเป็น อ.ไชยา และให้ชื่อเมืองเก่าว่า “อำเภอพุมเรียง” แต่ชาวบ้านยังชินกับการเรียกว่า “อำเภอไชยา” ทั้งรัชกาลที่ 6 เอง ก็ไม่โปรดชื่อบ้านดอน จึงพระราชทานนาม อ.บ้านดอน ว่า “สุราษฎร์ธานี” รวมถึงเปลี่ยนชื่อเป็น จ.สุราษฎร์ธานี
ใครไปสุราษฎร์ฯ ต้องไปกราบพระบรมธาตุไชยา ปูชนียสถานสำคัญที่เป็นหลักฐานแสดงถึงการรับพระพุทธศาสนาในคาบสมุทรแดนใต้ ตั้งแต่ยุคที่เมืองไชยายังเป็นเมืองสำคัญบนแหลมมลายูองค์พระบรมธาตุไชยาแสดงศิลปะศรีวิชัยไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุด ขณะที่ด้านในประดิษฐานองค์พระเจดีย์หลวง ผนังก่ออิฐไม่สอปูน ที่มุมฐานด้านทิศใต้มีเจดีย์บริวารสร้างซ้อนอีกชั้น หลังคาเป็น 3 ชั้น ลดหลั่นกันไป แต่ละชั้นประดับรูปวงโค้งและสถูปจำลอง 24 องค์

ถัดไปมีวัดร้างซึ่งเป็นโบราณสถานร่วมสมัยเดียวกัน คือ วัดหลงและวัดแก้ว แนวฐานเจดีย์เป็นศิลปะศรีวิชัยที่หลงเหลืออยู่ รอบด้านขุดค้นพบพระพุทธรูปดินดิบ สถูปดินดิบ พระพิมพ์ดินดิบ กระปุกและแจกันสมัยราชวงศ์ซ้องและเซ็ง เป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่ทำให้เห็นความเป็นเมืองโบราณ
ประภัสสร์ ชูวิเชียร อาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร มองว่า ศูนย์กลางพุทธศาสนาที่เก่าแก่กว่านครศรีธรรมราชอยู่ที่ไชยา และเป็นพุทธแบบมหายาน เเต่ที่เราพบทุกวันนี้คือพุทธแบบเถรวาท มาจากศรีลังกา ซึ่งปรากฏอยู่ที่นครศรีธรรมราช ช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-19 ลงมา หลักฐานคือพระธาตุเมืองนครฯ ที่สร้างเป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ ที่ฐานมีช้างล้อม ส่วนพระบรมธาตุไชยานั้น เป็นอิทธิพลจากชวา สร้างเป็นแบบปราสาทที่เราเรียกว่า “จันทิ” ชวาเป็นสายพุทธแบบมหายาน
“ดังนั้น งานศิลปกรรมมันบอกที่มาของความเชื่อหรือกลุ่มคนได้ พระธาตุไชยากับพระธาตุเมืองนครฯ ต่างกัน ที่มาก็ต่างกัน ศาสนาก็ต่างกันด้วย” อ.ประภัสสร์สรุป

ขณะที่ ศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการด้านโบราณคดีและมานุษยวิทยา เจ้าของรางวัลเอเชียฟูกุโอกะ ปี 2550 กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 ลงมา ขณะที่เมืองละโว้หรือลพบุรีเป็นเมืองใหญ่ที่มีความรุ่งเรืองอย่างมากในลุ่มน้ำเจ้าพระยาซีกตะวันตก ระยะเดียวกัน มีเมืองสำคัญเกิดขึ้นในภาคใต้ฝั่งทะเลตะวันออก คือ เมืองตามพรลิงค์ หรือนครศรีธรรมราช เมืองนี้พัฒนาขึ้นจากกลุ่มเมืองและชุมชนโบราณที่เคยรุ่งเรืองมาแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 ตั้งแต่ อ.สิชล ท่าศาลา มาจนถึง อ.เมืองนครศรีธรรมราช บริเวณนี้เคยเป็นแหล่งที่มีการขนถ่ายสินค้าข้ามสมุทร ครั้นประมาณปลายศตวรรษที่ 16 เมืองตามพรลิงค์กลายเป็นเมืองใหญ่ขึ้น เพราะเป็นศูนย์อำนาจทางทะเล ชาวจีนเรียกว่า “สัน-โฟ-สี”
อย่างไรก็ดี เมื่อเจริญถึงขีดสุดก็มีเสื่อมลง เนื่องจากถูกชาวโจฬะจากอินเดีย และชาวชวารุกราน และแข่งขันในเรื่องการค้า ที่สำคัญคือทางจีนได้เปลี่ยนนโยบายไม่ค้าขายแต่เฉพาะกับรัฐที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางผูกขาดการค้าเท่านั้น กลับหันไปทำการค้าโดยตรงกับบรรดาบ้านเล็กเมืองน้อยที่สามารถติดต่อได้แทน ผลที่ตามมาจึงทำให้เกิดเมืองใหญ่ๆ ชายทะเล ที่เป็นเมืองท่าอีกหลายแห่ง
ฉะนั้น เมืองตามพรลิงค์จึงเป็นเมืองสำคัญในระยะแรกๆ บริเวณที่เป็นเมืองตามพรลิงค์นั้น ปัจจุบันชาวบ้านเรียกว่า “เมืองพระเวียง” หรือ “กระหม่อมโคก” แต่ก่อนมีร่องรอยของสระน้ำโบราณ ซากศาสนสถาน เช่น พระสถูปเจดีย์ กระจายอยู่ทั่วไป ขนาดใหญ่และเล็ก ตามผิวดินและลึกลงไปในดิน มีเศษภาชนะที่เป็นของทำขึ้นภายในท้องถิ่นและมาจากภายนอกกระจายอยู่ทั่วไป
น่าเสียดายว่าบริเวณที่เคยเป็นเมืองตามพรลิงค์นั้นถูกทำลายไปหมด เนื่องจากการสร้างสถานที่ทำการรัฐบาล ย่านการค้าธุรกิจและย่านที่อยู่อาศัย สิ่งที่เหลือไว้ให้เห็นว่าเคยเป็นเมืองมาก่อน คือร่องรอยของคูเมืองและแนวกำแพงดินบางตอน รวมทั้งศาสนสถานสำคัญที่อยู่นอกเขตเมืองขึ้นไปทางตอนเหนือ คือ ฐานพระสถูป ที่วัดท้าวโคตร และบรรดาซากโบราณสถานในศาสนาฮินดู
เพื่อตามหาร่องรอยในอดีตที่อายุนับพันๆ ปี “มติชน อคาเดมี” ร่วมกับ “แอร์เอเชีย” สายการบินที่ใครๆ ก็บินได้ พาลัดฟ้าแบ่งปันความรู้ประวัติศาสตร์สองนครา “สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช” เพื่อเห็นถึงความเป็นมาและความต่อเนื่องของประวัติศาสตร์ที่ทำให้ภาพโครงสร้าง วิวัฒนาการของสังคมภาคใต้ในอดีตต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันเด่นชัดขึ้น เป็นบันไดก้าวสู่ความเข้าใจซึ่งกันและกันของคนในสังคม




ประภัสสร์ ชูวิเชียร
ชวนดู-ฟัง เรื่องพราหมณ์ พุทธ ฮินดู
ถามว่า “ทำไมต้องไปนครศรีธรรมราชและสุราษฎร์ธานี” ความสำคัญของนครศรีธรรมราชแบ่งเป็น 2 ประเด็น คือ
หนึ่ง เป็นพื้นที่เกี่ยวเนื่องกับการรับอิทธิพลวัฒนธรรมอินเดียในยุคแรกๆ โดยมีหลักฐานเป็นสิ่งก่อสร้าง เช่น หอพระอิศวร หอพระนารายณ์ เป็นต้น ยังพบจารึกที่เชื่อว่ามีอายุเก่าแก่ที่สุดในไทย เช่น จารึกหุบเขาช่องคอย ซึ่งน่าไปดูมาก อยู่ที่ อ.จุฬาภรณ์
ยังตั้งอยู่บริเวณที่เป็นปากทางช่องเขา เป็นเส้นทางติดต่อจากทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย จากฝั่งตะวันตกมายังฝั่งตะวันออก คือ อ่าวไทย ขณะเดียวกันพ่อค้าที่มาจากฝั่งจีน ทะเลจีน จะไปโลกตะวันตก อินเดีย อาหรับ ต้องข้ามช่องเขานี้ไปที่ตรังเพื่อไปทะเลอันดามัน จุดนี้จึงเป็นจุดสำคัญมาก และเป็นพื้นที่ที่รับอิทธิพลจากภายนอกเข้ามาครั้งแรกๆ
สอง เป็นเมืองหลักในคาบสมุทรภาคใต้ เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม ไม่ว่าเรื่องสำเนียงภาษา ศิลปกรรม หรือศาสนา และยังมีส่วนสำคัญในการส่งต่อสิ่งเหล่านี้ให้กับพื้นที่อื่นด้วย สมัยโบราณชุมชนแถบนครศรีธรรมราชจะโตขึ้นมาก่อน ส่วนพื้นที่ใกล้เคียงอย่างสุราษฎร์ธานี และพื้นที่ห่างไกลขึ้นไปทางเหนือ เป็นอีกจุดหนึ่งที่โตขึ้นเหมือนกัน เรียกว่า “ศรีวิชัย” แต่จริงๆ แล้ว ศรีวิชัยอาจไม่ใช่ชื่ออาณาจักร แต่เป็นชื่อของกลุ่มการค้า ส่วนทางใต้ลงมามีชุมชนเก่าแถบปัตตานี เช่น เมืองยะรัง ซึ่งเกือบจะเข้าสู่โลกมลายูแล้ว แต่นครศรีธรรมราชอยู่จุดกึ่งกลางพอดี จึงน่าจะมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางของศิลปวัฒนธรรมในคาบสมุทรภาคใต้

ส่วนอิทธิพลของอยุธยาหรือลุ่มน้ำเจ้าพระยาสัมพันธ์กันอย่างไรนั้น จริงๆ แล้ว นครศรีธรรมราชถือว่าเป็นรัฐที่เกิดขึ้นพร้อมกับอยุธยาและสุโขทัย อาจจะเกิดขึ้นก่อนเล็กน้อย คือรัฐที่เราเรียกว่าตามพรลิงค์
“มีหลักฐานคือพระธาตุเมืองนครฯ ที่ผมเคยวิเคราะห์ว่ามีอายุตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18 ได้รับอิทธิพลจากลังกา และจากตำนานของเมืองนครฯ ระบุไว้ชัดว่า ในอดีตนครศรีธรรมราชมีกษัตริย์เป็นของตัวเอง แต่สุดท้ายกษัตริย์องค์หนึ่งชื่อพระยาศรีธรรมาโศกราช องค์สุดท้าย ยอมรับอำนาจของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในตำนานบอกว่าไปทำสนธิสัญญากับพระเจ้าอู่ทอง ที่บางสะพาน (ปัจจุบันคือ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์) แล้วปักปันเขตแดน ขอขึ้นข้าขอบขัณฑสีมากับลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่นั้นมา เมืองนครฯเลยไม่มีบทบาทกษัตริย์ของตนเอง”
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อไหร่ที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอ่อนแอ เจ้าเมืองนครฯก็ขึ้นมามีอำนาจเสมอ จะเห็นได้ว่าในประวัติศาสตร์กษัตริย์ลุ่มน้ำเจ้าพระยาต้องปราบกบฏทางเมืองนครฯ ไม่ว่าในสมัยพระราเมศวร พระเจ้าปราสาททอง หรือแม้แต่หลังกรุงแตก พระเจ้าตากยังต้องเสด็จลงไปปราบก๊กเจ้าพระยานครน้อย เหล่านี้ ทำให้เห็นว่านครฯมีกษัตริย์ปกครองตนเองและมีเมืองบริวาร คือหัวเมืองปักษ์ใต้ต่างๆ ที่เราเรียกกันว่าเมือง 12 นักษัตร
แต่ช่วงเวลาที่มีกษัตริย์เป็นของตัวเองน่าจะอยู่แค่ 100-200 ปี และเมืองก็ประสบภาวะการทิ้งร้างหลายครั้ง ในตำนานบอกว่าโดนโรคห่าลง แม้แต่พระบรมธาตุยังหักพัง ต่อมาค่อยมีคนกลับมาอยู่ เป็นแบบที่เรียกว่ามีอยู่ เกิดขึ้น แล้วซบเซา
ดังนั้น เรื่องราวของนครศรีธรรมราช-สุราษฎร์ธานี บนหน้าประวัติศาสตร์ จึงไม่ธรรมดา


