กระตุ้นสังคมรู้เท่าทันโลกออนไลน์ ‘ใช้สติ มีสไตล์ ให้สตรอง’ ก่อน ‘เชื่อ-แชร์’

10.10.18 | 16:07 น.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเครือข่ายสังคมออนไลน์ เป็นสื่อที่ให้ข้อมูลและกระจายข่าวสารมากที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน

และต้องยอมรับว่าการเข้าถึงข้อมูลของคนยุคใหม่ก็ง่ายดายแค่ปลายนิ้วสัมผัส ขอเพียงมีสมาร์ทโฟนในครอบครองเท่านั้น

ประกอบกับสื่อโซเชียลมีเดีย อย่าง เฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์ หรือไลน์ ไม่เพียงทำให้เกิดการแชร์หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ ได้ตลอดเวลาเเล้ว ยังช่วยเชื่อมโยงและสื่อสารกับผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งของการใช้สื่อดิจิทัล มีเรื่องที่ควรระมัดระวังด้วย เนื่องจากการเข้ามาของข้อมูลจำนวนมาก จากทุกทิศทาง บางครั้งอาจมีข้อมูลข่าวสารแปลกปลอมปะปนมาด้วย จนอาจส่งผลกระทบต่อตัวคุณหรือคนรอบข้างมากกว่าที่คาดคิด

อย่างกรณีที่หลายคนน่าจะจำได้ อย่างการแชร์ภาพชายหนุ่มรายหนึ่งสวมใส่รองเท้าที่มีรูขนาดใหญ่ ซึ่งผู้โพสต์ตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการซ่อนกล้องขนาดจิ๋วเพื่อแอบถ่ายใต้กระโปรงหญิงสาว จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบเป็นวงกว้าง ทำให้ชายคนดังกล่าวต้องรีบเข้าไปแจ้งความเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและหน้าที่การงานเป็นอย่างมาก

Advertisement

ขณะที่ดาราหรือคนดังในวงการบันเทิงเองก็ได้รับผลกระทบจากข่าวปลอมเช่นกัน เช่นในกรณีของ “ไอซ์” ปรีชญา พงษ์ธนานิกร นางเอกภาพยนตร์ชื่อดังที่ถูกเว็บไซต์ข่าวปลอมแห่งหนึ่งอ้างว่า นักแสดงสาวเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและถูกตำรวจบุกจับกุมขณะทลายปาร์ตี้ยา จนต้องเข้าแจ้งความเช่นกัน เนื่องจากได้รับความเสื่อมเสียทางชื่อเสียง

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลผิดๆ เกี่ยวกับวิธีรักษาโรคต่างๆ ที่มีการเเชร์ต่อวนเวียนให้เห็นในสังคมออนไลน์อีกจำนวนมาก เช่น โซดาผสมมะนาวรักษามะเร็ง ซึ่งมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งออกมาโพสต์ว่าหลงทำตาม และส่งผลให้ย่าของตนอาเจียนเป็นเลือดจนต้องเข้าโรงพยาบาลในที่สุด เนื่องจากกินมะนาวเป็นระยะเวลานานจนเป็นแผลในกระเพาะอาหาร

ดังนั้น ความเข้าใจและรู้เท่าทันโลกดิจิทัลจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อรับมือกับข่าวสารและข้อมูลต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาได้อย่างถูกต้อง

สำหรับเรื่องการใช้สื่อออนไลน์ เป็นประเด็นที่ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทรงมีความเป็นห่วงสังคมและประเทศชาติ มอบหมายให้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ช่วยรณรงค์และสร้างภูมิคุ้มกันในโลกดิจิทัลให้กับคนในสังคมไทยทุกเพศทุกวัย เพื่อการใช้สื่ออย่างถูกต้อง เกิดประโยชน์ และมีประสิทธิภาพ จนเป็นที่มาของการจัดตั้งโครงการ “Healthy Digital Family เสพสื่อ ใช้สติ มีสไตล์ ให้สตรอง” เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเกิดความสนใจ สร้างความตระหนักในการใช้สื่อดิจิทัล และเตรียมความพร้อมในการก้าวสู่ยุคดิจิทัลไทยแลนด์อย่างมีคุณภาพ

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว อินเตอร์เน็ตเข้าถึงแทบทุกพื้นที่ การสื่อสารและการเสพข้อมูลข่าวสารก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและไร้พรมแดน หากประชาชนโดยเฉพาะเยาวชน ปราศจากความรู้ความเข้าใจ และขาดทักษะในการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารต่างๆ อาจเกิดภัยอันตรายที่ทำลายคุณภาพชีวิตได้ ยิ่งระยะหลังมีการเผยแพร่ข้อมูลการรักษาโรคผิดๆ มากมาย ซึ่งมีทั้งข้อมูลที่ถูกและข้อมูลที่ผิด ทำให้ทางสถาบันต้องคอยตอบคำถามกับประชาชนในประเด็นเหล่านี้อยู่เสมอ รวมถึงส่งผลต่อความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการในการรักษาของแพทย์ด้วยเช่นกัน

ศ.นพ.นิธิกล่าวอีกว่า คนที่มีปัญหาในการปรับตัวจากสื่อออนไลน์มากที่สุดคือ ผู้ใหญ่ เนื่องจากบางส่วนอาจไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี เมื่อเจอโพสต์ใดๆ มักไม่มีการตรวจสอบ แต่เลือกที่จะเชื่อและแชร์ไปทันที ถ้าหากเราสอนโดยมุ่งเน้นครอบครัว ให้เด็กที่มีความคุ้นชินในการสื่อสาร เป็นผู้เชื่อมโยงก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เปลี่ยนจากสังคมก้มหน้าเป็นสังคมแห่งการแบ่งปันร่วมกันภายในบ้านต่อไป

สำหรับสโลแกน “เสพสื่อ ใช้สติ มีสไตล์ ให้สตรอง : Healthy, Digital, Family” ตั้งต้นจากการ “เสพสื่อ” ต้องใช้ “สติ” ในการคิดก่อนแชร์ ว่าข้อมูลเหล่านั้นอาจไม่จริง จากนั้นจึงตรวจสอบอย่างมีระบบและ “มีสไตล์” ก่อนแบ่งปันข้อมูลที่ถูกต้องให้กับเพื่อนๆ และคนรอบตัว ทำให้สังคมรอบข้างมีความเข้มแข็งหรือ “สตรอง” นั่นเอง

“ผมมีความเป็นห่วงคือในเรื่องของสุขภาพ คนป่วยโรคมะเร็งระยะท้ายๆ มักจะมีความทุกข์ใจ คิดว่าหมอไม่สามารถช่วยตนได้แล้วนั้น เมื่อพบมีข้อมูลที่อาจจะเป็นความหวังที่จะหายได้ อาจพลั้งเผลอหลงเชื่อ ทำตาม และแชร์ต่อทันที โดยที่ไม่มีการตรวจสอบ ดังนั้น ต้องกันช่วยรณรงค์ในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลแบบเต็มตัว อีกหน่อยสังคมก็จะได้เข้มแข็งขึ้น” ศ.นพ.นิธิระบุ

ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิธิ และคุณวิทวัส ชัยปาณี

วิทวัส ชัยปาณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ครีเอทีฟ จูซจีวัน จำกัด นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย แสดงทรรศนะเกี่ยวกับ “การรู้เท่าทันสื่อ” ว่า ในยุคนี้ยอมรับว่าสื่อออนไลน์มาแรงและมีผู้ใช้เป็นจำนวนมาก เเต่ด้วยความเร็วทำให้หลายครั้งไม่มีการกรองข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งการควบคุมสื่อออนไลน์นั้นจะมีความยากมากกว่าสื่อหลัก ทำให้โลกออนไลน์ปัจจุบันนี้ เต็มไปด้วยข่าวเท็จและข่าวที่ถูกบิดเบือน จนมีคนตกเป็นเหยื่อในการถูกหลอกลวงเยอะพอสมควร เช่น การหลอกขายสินค้าทางออนไลน์

วิทวัสระบุอีกว่า ขณะนี้หลายองค์กรพยายามแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยรัฐบาลได้สร้างแอพพลิเคชั่นไลน์ชื่อ “ข่าวจริงประเทศไทย” หรือ @realnewsthailand เพื่อเป็นช่องทางในการให้ข้อมูลข่าวสาร ลดความสับสนของกระแสข่าวเท็จต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ยกตัวอย่างเช่น กรณีหมูป่าทั้ง 13 ที่ติดถ้ำหลวงในจังหวัดเชียงราย ซึ่งไลน์ดังกล่าวก็มีส่วนช่วยในการกรองข้อมูลพอสมควร ยังมีส่วนของเพจเฟซบุ๊ก ชัวร์ก่อนแชร์ ที่ให้ความกระจ่างแก่ประชาชนว่าข้อมูลต่างๆ ที่เป็นกระแสในโลกออนไลน์มีความถูกต้องมากน้อยแค่ไหนอย่างไร

“ขอแนะนำว่าถ้าเราได้ข้อมูลอะไรสักอย่างมา ก่อนจะแชร์ให้ตั้งข้อสงสัยก่อนว่าอาจจะไม่จริง วิธีการตรวจสอบง่ายที่สุดก็คือกูเกิล ซึ่งเมื่อตรวจสอบ มีข้อมูลยืนยันก่อนแชร์จะทำให้มีความน่าเชื่อถือ และสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือแนะนำต่อเพื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

วิทวัสกล่าวอีกว่า ส่วนตัวห่วงเยาวชนน้อยกว่าคนมีอายุ เพราะพฤติกรรมแชร์หรือส่งต่อข้อมูลทั้งที่ไม่เช็ก เป็นกับคนมีอายุมากกว่า ส่วนเด็กรุ่นใหม่จะรู้ว่ายุคนี้มีข่าวปลอมเยอะ ดังนั้นนอกเหนือจากการสอนตัวเองแล้ว น้องๆ รุ่นใหม่ก็สามารถการสอนพ่อแม่และคนใกล้ตัวได้เช่นกัน

โครงการ “Healthy Digital Family เสพสื่อ ใช้สติ มีสไตล์ ให้สตรอง” ยังจัดเสวนา “จริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่ ก่อนแชร์ต้องคิด” โดยมี ไมค์-ภัทรเดช สงวนความดี, พีค-ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ และ สงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความชื่อดังเจ้าของฉายาเปาบุ้นจิ้นเมืองไทย มาร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น

พิธีกรร่วมพูดคุยกับ ไมค์ ภัทรเดช

ไมค์-ภัทรเดชบอกว่า ก่อนจะเเชร์คงต้องดูเนื้อหาก่อนเป็นอันดับแรก ตามด้วยความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มา ซึ่งปกติจะตรวจสอบก่อนเสมอ เนื่องจากตนเป็นนักแสดง มีคนติดตามเยอะ ต้องรอบคอบก่อนจะแชร์หรือสื่อสารอะไรออกไป

“ส่วนมากจะเห็นการส่งต่อข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากญาติผู้ใหญ่ ที่จะแชร์ทันที บางครั้งยังไม่ได้อ่านเนื้อหาแบบเต็มๆ เนื่องจากเห็นว่าหัวข้อนั้นน่าสนใจ ผมก็จะไปตรวจสอบก่อน และกลับมาบอกว่าข่าวสารเหล่านั้นจริงเท็จแค่ไหน นอกจากนี้ แล้วผมก็คอยแนะนำให้คนใกล้ตัวระมัดระวังข่าวปลอมบนโลกโซเชียลอยู่เสมอ”

ขณะที่ พีค-ภัทรศยา กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เชื่อสิ่งที่ได้รับรู้มาอย่างทันที เเต่ปกติจะเน้นแบ่งปันเรื่องราวของตัวเองเป็นหลัก หากจะแชร์เรื่องสุขภาพ จะต้องเป็นเรื่องที่ไปตรวจเช็กข้อมูลแล้วว่าถูกต้องแค่ไหน ก่อนที่จะส่งต่อให้กับครอบครัวหรือเพื่อนๆ ต่อไป

ส่วน ทนายสงกานต์ อธิบายว่า วิธีสังเกตง่ายๆ เวลาจะเช็กว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอมทางเฟซบุ๊ก ให้ดูเฟซต้นทาง หากเป็นข่าวปลอมจะเป็นเฟซบุ๊กที่สร้างขึ้นมาใหม่ ไร้การบ่งบอกตัวตน ไม่มีความน่าเชื่อถือ เช่น ข่าวลุงตู่บริจาคเงินให้โครงการวิ่งของพี่ตูนแค่ 20 บาท นั้นเป็นข่าวปลอมอย่างไม่ต้องสงสัย

นอกจากนี้ ปัจจุบันมีมิจฉาชีพแฝงมาในโซเชียลเยอะมาก เช่น การโพสต์ขอรับบริจาคเพื่อนำไปรักษาสุนัขหรือแมวที่เจ็บป่วย โดยอาศัยหากินบนความเมตตาของคนไทย อย่าหลงเชื่อไปบริจาค หากยังไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลอย่างถี่ถ้วน สรุปง่ายๆ ให้นึกถึงหลักความเป็นจริง สังเกตที่มาที่ไป หากไม่มีการอ้างอิงที่น่าเชื่อถือเพียงพอ แนะนำว่าอย่าแชร์ดีที่สุด

“สำหรับการใช้สื่อในโลกโซเชียล ถ้าใช้ให้ดีและถูกทาง จะสามารถเกิดประโยชน์ได้มากมาย เช่น การศึกษาหาความรู้, การแสดงความสามารถพิเศษ, การทำอาชีพเสริมเพื่อหารายได้, การแบ่งปันสาระน่ารู้ หรือแม้กระทั่งการเรียกร้องความเป็นธรรมที่แชร์ต่อจำนวนมาก จนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบและเข้าไปช่วยเหลือได้” ทนายสงกานต์ระบุ

ทั้งนี้ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จะจัดกิจกรรมเดินสายให้ความรู้การใช้สื่อดิจิทัลผ่านนิทรรศการ และการเสวนาในหัวข้อต่างๆ โดยเริ่มจากศูนย์การค้าในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ก่อนวางแผนเดินสายสู่จังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งผลิตรายการสาระความรู้เกี่ยวกับการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อเผยแพร่ทางโลกออนไลน์ต่อไป

แม้ปัญหาข่าวปลอมอาจเป็นเรื่องเล็กสำหรับบางคน แต่อาจส่งผลกระทบมากกว่าที่คาดคิดได้ในอนาคต ดังนั้น ก่อนจะเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลควรตรวจสอบให้แน่ใจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

น้องๆ ร่วมเล่นเกม