หมูป่าอะคาเดมี
13 คน ติดถ้ำหลวง ดอยขุนน้ำนางนอน อ. แม่สาย จ. เชียงราย ต้องมีปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย ระหว่างปลายมิถุนายน 2561-ต้นกรกฎาคม 2561
เป็นสมาชิกทีมฟุตบอลและเยาวชนท้องถิ่น “หมูป่าอะคาเดมีแม่สาย” 12 คน และผู้ช่วยผู้ฝึกสอน 1 คน
ดอยศักดิ์สิทธิ์
ดอยขุนน้ำนางนอน ทิวเขาทอดยาวที่คนแต่ก่อนเรียก ผาสามเส้า เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่สมัยศาสนาผี (ก่อนรับศาสนาพุทธ) สืบเนื่องจนถึงสมัยศาสนาพุทธ ประกอบด้วย ดอยตุง (เป็นยอดสูงสุด), ดอยผู้เฒ่า, ดอยจ้อง
[ดอย เป็นคำถิ่นล้านนา ตรงกับคำถิ่นอีสานว่า ภู หมายถึง ภูเขา ขุนน้ำ หมายถึง แหล่งต้นน้ำ ซึ่งเกิดจากดงไม้ขนาดกว้างใหญ่ อุ้มน้ำไว้มหาศาลเมื่อฝนตก แล้วไหลซึมใต้ดินรวมกันเป็นทางน้ำลำธารเล็กๆ จำนวนนับไม่ได้ เมื่อแผ่รวมกันก็กลายเป็นลำน้ำใหญ่ เรียก น้ำแม่ (ภาคกลาง เรียก แม่น้ำ) นางนอน หมายถึง ทิวเขาทอดยาวเมื่อมองจากที่ไกลๆ ทางด้านตะวันออก จะเห็นเป็นรูปร่างคล้ายนางหญิงนอนยาวมีเนินนม]
[เส้า เป็นคำเก่าแปลว่า ก้อนหิน บางทีเรียก ก้อนเส้า]
ชาวบ้านเชื่อว่าดอยตุงเป็นดอยพ่อ (หรือดอยของปู่เจ้าลาวจก), ดอยผู้เฒ่า เป็น ดอยแม่ (หรือดอยย่าเจ้าลาวจก), ดอยจ้อง เป็นดอยลูก (ของปู่เจ้าย่าเจ้าลาวจก)

[จก เป็นคำถิ่นล้านนา ตรงกับคำภาคกลางว่า จอบ ทำจากเหล็ก ใช้ขุดดิน ลาว ในชื่อ ลาวจก กลายจากคำว่า ลัวะ เป็น ลาว ผูกเป็นบาลีว่า ลวจักราช ลาวจก หมายถึง ลัวะ ผู้มีจอบทำด้วยเหล็กจำนวนมากกว่าคนอื่น]
สมัยแรกใช้เครื่องมือหิน (เช่น ขวานหิน) ต่อมามีเทคโนโลยีชำนาญถลุงเหล็กเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการขุดดินทำไร่หมุนเวียน
หลังรับศาสนาพุทธ ประดิษฐานพระธาตุไว้บนยอดดอยสูงสุด คือ ดอยตุง เรียกต่อมาว่า พระธาตุดอยตุง
[ตุง มาตรานับ (ต่อจากตื้อ) แปลว่า พันล้าน และหมายถึง นูน, โป่ง, พอง, เต็ม ในชื่อดอยตุงหมายถึงปริมาณน้ำมาก มีคำเทียบเคียงในชื่อ หนองตุง เป็นหนองน้ำกลางเมืองเชียงตุง (ในพม่า) ครั้นสมัยหลังถูกสร้างความหมายใหม่ว่า ธง
ศรีศักร วัลลิโภดม อธิบายชื่อดอยตุงตามความหมายนี้ไว้ว่า “คำว่าดอยตุงนั้นคงไม่ได้หมายความว่าเป็นดอยที่มีตุงที่แปลว่าธงที่เป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา แต่หมายถึงพื้นที่และขอบเขตที่น้ำมาตุงอยู่กระมัง ก็ดูสมเหตุสมผลดีกับการมีบ่อน้ำใต้ดินหรือน้ำขังที่เป็นบ่อศักดิ์สิทธิ์บนยอดดอยตุงตรงเนินที่จะสร้างพระธาตุดอยตุง”]

ความทรงจำเก่า-ใหม่
พื้นที่ดอยขุนน้ำนางนอนมีความทรงจำเก่าๆ แล้วถูกสร้างใหม่ มีคำอธิบายของ อ. ศรีศักร วัลลิโภดม บอกไว้โดยสรุปดังนี้
“ขุนน้ำนางนอน” คือชื่อดอยปัจจุบัน แต่ก่อนในตำนานเป็นดอยของคนลัวะที่เรียกว่า “ผาสามเส้า” ต่อมาเปลี่ยนเป็น “ดอยตุง” อันเนื่องมาจากการสร้างพระธาตุบนยอดเขาที่สูงสุดในบริเวณนี้
ทุกวันนี้คนไม่รู้จักดอยสามเส้าของคนลัวะ และกำลังลืมดอยตุงของคนล้านนา
ปัจจุบันกำลังพูดถึงดอยขุนน้ำนางนอนและถ้ำหลวง รวมถึงทางรัฐและเอกชนคาดหวังว่าจะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ นานา ที่ไม่ได้คิดถึงผลที่ตามมาทางสภาพแวดล้อมธรรมชาติและวัฒนธรรมจะเกิดความฉิบหายอย่างไร
คนเรียกเขานี้ว่าดอยขุนน้ำนางนอนที่มากับการเปลี่ยนแปลงของตำนานบ้านเมืองที่คนรุ่นหลังสร้างและเรียกกัน ซึ่งกลายเป็นเรื่องความรักและการพลัดพรากของเจ้าหญิงผู้เป็นธิดาของเจ้าผู้ครองเมือง ซึ่งคงหมายถึงเมืองเวียงพางคำในเขตอำเภอแม่สาย ซึ่งคนชาติพันธุ์ไทยใหญ่เป็นกลุ่มสำคัญที่สร้างตำนานเมืองเวียงพางคำและพระเจ้าพรหมมหาราช คือ “ผู้นำวัฒนธรรม” และนางนอนของขุนเขาขุนน้ำก็คือพระธิดาของกษัตริย์ที่เป็นคนไทยใหญ่
ซึ่งตำนานก็บานปลายมาถึงเรื่องความรักที่เป็นโศกนาฏกรรมของเจ้าหญิงกับคนเลี้ยงม้าที่เกิดความเชื่อว่าคือ “พระครูบาบุญชุ่ม” ผู้ประกอบพิธีกรรมช่วยเด็กนักฟุตบอลหมูป่าให้รอดชีวิตออกมาจากถ้ำหลวง
การเปลี่ยนแปลงของเรื่องในตำนานและชื่อสถานที่ตลอดจนบุคคลสำคัญเกี่ยวกับเขาขุนน้ำนางนอนดังกล่าวนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความจริงของการเปลี่ยนแปลงทางภูมิวัฒนธรรมของพื้นที่แอ่งเชียงแสนที่มีขุนเขาน้ำนางนอนเป็นประธาน ว่าเป็นแอ่งของที่ลาดลุ่มและกลุ่มที่มีการเคลื่อนย้ายของคนหลายชาติพันธุ์จากภายนอกที่ผลัดกันอพยพเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในแอ่งเชียงแสนของจังหวัดเชียงราย
[จากบทความเรื่อง “เขาขุนน้ำนางนอน : ภูศักดิ์สิทธิ์ของแอ่งเชียงแสน” โดย ศรีศักร วัลลิโภดม ใน จดหมายข่าว ของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 119 (กรกฎาคม-กันยายน 2561) หน้า 4-7]
ดอยขุนน้ำนางนอน
ดอยขุนน้ำนางนอน เป็นแหล่งน้ำใต้ดินขนาดมหึมาจากทิวเขาทางตะวันตก อ. แม่สาย จ. เชียงราย และพื้นที่ต่อเนื่อง (ตามแนวพรมแดนไทย-พม่า)
น้ำใต้ดินแหล่งนี้ไหลแผ่ลงที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ทางตะวันออก ทำให้เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เรียกทั่วไปว่า “แอ่งเชียงแสน” มีชุมชนสมัยเริ่มแรกเกี่ยวข้องกับตำนานปู่เจ้าลาวจก (บรรพชนพญามังราย ผู้สถาปนาเมืองเชียงใหม่) และตำนานพระเจ้าพรหม (บรรพชนพระเจ้าอู่ทอง ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา)
คนเหล่านี้พูดภาษาต่างๆ แต่มีภาษากลางเป็นตระกูลไต-ไท สื่อสารกันและกัน นานเข้าก็กลายตนเป็นลาว แล้วเป็นไทย ได้แก่ กลุ่มปู่เจ้าลาวจก, กลุ่มพระเจ้าพรหม
ปู่เจ้าลาวจก (ตระกูลมอญ-เขมร เป็นลัวะ หรือละว้า) สืบตระกูลต่อมาเป็นพญา มังราย (พ่อขุนมังราย) ผู้สถาปนาเมืองเชียงใหม่ กับพญางำเมือง (พ่อขุนงำเมือง) เจ้าเมืองพะเยา
พื้นที่ของปู่เจ้าลาวจก มีศูนย์กลางอำนาจอยู่ดอยตุงและบริเวณที่ราบในหุบเขาดอยขุนข้ำนางนอน (ผาสามเส้า) แล้วมีเครือข่ายกว้างขวางถึงลุ่มน้ำโขง
พระเจ้าพรหม (ตระกูลไต-ไท เป็นไทใหญ่ หรือ เงี้ยว) มีต้นโคตรคือสิงหนวัติ จากลุ่มน้ำสาละวินในพม่า ทางด้านตะวันตกของไทย [ไม่ใช่อพยพถอนรากถอนโคนมาจากมณฑลยูนนาน ซึ่งอยู่ทางเหนือไทย ทางใต้จีน ตามหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทย (พ.ศ. 2558) ของกระทรวงวัฒนธรรม] แล้วสืบตระกูลต่อไปถึงพระเจ้าอู่ทอง ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา
พื้นที่ของพระเจ้าพรหม มีศูนย์กลางอยู่เวียงพางคำ ในหุบเขามีน้ำแม่สายไหลผ่าน (ปัจจุบันอยู่ อ. แม่สาย จ. เชียงราย)

วีรบุรุษ “ไม่ไทย” ในตำนาน ไม่เชื้อชาติไทยแท้
วีรบุรุษเชื้อชาติไทยแท้ไม่เคยพบในตำนานเก่าแก่ แต่เท่าที่พบล้วน “ไม่ไทย” และเป็นลูกผสมนานาชาติพันธุ์ ที่เรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่า “ร้อยพ่อพันแม่”
พระเจ้าอู่ทอง เป็นวีรบุรุษในตำนานผู้สร้างกรุงศรีอยุธยา (ไม่มีตัวตนจริง) มีต้นตระกูลคือ พระเจ้าพรหม (ผู้เป็นใหญ่บนที่ราบในหุบเขาขุนน้ำนางนอน จ. เชียงราย) มีต้นโคตรเป็นลูกผสมโยกย้ายถ่ายเทจากลุ่มน้ำสาละวินในภาคเหนือของพม่า ครั้นตั้งหลักแหล่งสองฝั่งน้ำแม่สาย (แอ่งเชียงแสน) ยังผสมทางเผ่าพันธุ์อีกยาวนานกับตระกูลต่างๆ เช่น ตระกูลมอญ-เขมร, ตระกูลม้ง-เมี่ยน (เย้า) เป็นต้น
ชนชาติไทย เชื้อชาติไทย ไม่มีจริงในโลก แต่ถูกยกเป็นเรื่องสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยที่เพิ่งสร้างใหม่โดยคนชั้นนำสยามราวร้อยกว่าปีมานี้เอง เพื่อกีดกัดคนส่วนใหญ่ไม่ให้เป็นไทย แล้วหลีกเลี่ยงและปกปิดข้อมูลความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของบรรพชนคนไทย
กีดกัน
ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย หล่อหลอมครอบงำข้าราชการไทยมีสำนึกกีดกันคนชาติพันธุ์ต่างๆ ที่มีสิทธิ์รับสัญชาติ “ไทย” ตามกฎหมาย ให้หมดสิทธิ์ หรือมิฉะนั้นก็ถ่วงเวลายาวนานนับ 10 ปี กว่าจะได้รับพิจารณา โดยปกปิดความจริงไว้ ดังพบทั่วไปแต่ไม่เป็นข่าวในสื่อ หรือเป็นข่าวไม่มาก เช่น กรณีนายหม่อง ทองดี มีข่าวดังนี้
“รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และไม่เคยทอดทิ้งผู้ที่ทำความดี…แต่ทุกอย่างมีขั้นตอน และเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย” กระบอกเสียงของรัฐราชการพรรณนาการแสดงความยินดีกับ นายหม่อง ทองดี อดีตนักเรียนไร้สัญชาติที่เคยเป็นตัวแทนประเทศไทย ไปแข่งขันพับเครื่องบินกระดาษที่ญี่ปุ่น และได้รางวัลชนะเลิศ (มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2561 หน้า 10)
“รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ” แต่ไม่ได้ทำตามหน้าที่และไม่ได้ทำตามที่มีผู้รับปากไว้เมื่อได้รางวัลจากญี่ปุ่น จึงใช้เวลานานมากจนเกินความจำเป็น
ไม่มีคนเชื้อชาติไทย
คนไทยมีแรกสุดในรัฐอยุธยา จากการเรียกตัวเองว่า “ไทย” ของคนไม่ไทย หลายชาติพันธุ์บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง (ส่วนในรัฐสุโขทัยไม่พบจารึกเรียกตัวเองว่า ไทย) บรรพชนคนไทยจึงเป็นคนชาติพันธุ์ต่างๆ ในอุษาคเนย์ตั้งแต่เหนือสุด ได้แก่ ม้ง, เมี่ยน (เย้า), รวมทั้งคนในตระกูลพม่า-ทิเบต เป็นต้น จนถึงใต้สุด ได้แก่ มลายู
ไทยเป็นชื่อทางวัฒนธรรม ไม่เป็นชื่อเชื้อชาติ หลักฐานโบราณคดีไม่บอกเชื้อชาติ แต่แสดงวัฒนธรรม
ดังนั้น ที่ทางการบอกในหนังสือหรือตำราประวัติศาสตร์ไทย ว่ากลุ่มโน้นนี้นั้นเป็นคนไทยสมัยต่างๆ จึงเป็นวรรณกรรมเพิ่งสร้างตามแนวทางของเจ้าอาณานิคมยุโรป ราว 100 ปีที่แล้ว โดยไม่มีหลักฐานรองรับสนับสนุนทางวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดี
ที่มาของรายงานเรื่องนี้
ขุนน้ำนางนอน รายงานเรื่องนี้มีขึ้นเพราะพบข้อเขียนเปิดประเด็นของ อ. ศรีศักร วัลลิโภดม เรื่อง “เขาขุนน้ำนางนอน : ภูศักดิ์สิทธิ์ของแอ่งเชียงแสน” ในจดหมายข่าว มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ [ปีที่ 22 ฉบับที่ 119 (กรกฎาคม-กันยายน 2561) หน้า 4-7]
จึงทบทวนเพิ่มเติมงานวิชาการของ อ. ศรีศักร วัลลิโภดม จากหนังสือ สร้างบ้านแปงเมือง (พิมพ์ครั้งแรก 2560) และ ล้านนาประเทศ (รวมพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรก พ.ศ. 2545)
เมื่อเป็นนักเรียนโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ผมเป็นลูกศิษย์ติดตาม อ. ศรีศักร วัลลิโภดม ออกสำรวจภาคเหนือถึงแม่สาย-เชียงแสน จ. เชียงราย เมื่อปลายปี พ.ศ. 2508 ประสบการณ์ครั้งนั้นและอีกหลายครั้งได้รวบรวมเขียนรายงานครั้งนี้

