ขุนน้ำนางนอน ความทรงจำเก่า-ใหม่ จากแม่สาย ถึงเชียงแสน (จ. เชียงราย)

11.10.18 | 16:18 น.
พระธาตุดอยตุง ที่ดอยตุง อ. แม่สาย จ. เชียงราย (ภาพถ่ายเก่า)

หมูป่าอะคาเดมี

13 คน ติดถ้ำหลวง ดอยขุนน้ำนางนอน อ. แม่สาย จ. เชียงราย ต้องมีปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย ระหว่างปลายมิถุนายน 2561-ต้นกรกฎาคม 2561

เป็นสมาชิกทีมฟุตบอลและเยาวชนท้องถิ่น “หมูป่าอะคาเดมีแม่สาย” 12 คน และผู้ช่วยผู้ฝึกสอน 1 คน

ดอยศักดิ์สิทธิ์

ดอยขุนน้ำนางนอน ทิวเขาทอดยาวที่คนแต่ก่อนเรียก ผาสามเส้า  เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่สมัยศาสนาผี (ก่อนรับศาสนาพุทธ) สืบเนื่องจนถึงสมัยศาสนาพุทธ ประกอบด้วย ดอยตุง (เป็นยอดสูงสุด), ดอยผู้เฒ่า, ดอยจ้อง

Advertisement

[ดอย เป็นคำถิ่นล้านนา ตรงกับคำถิ่นอีสานว่า ภู หมายถึง ภูเขา ขุนน้ำ หมายถึง แหล่งต้นน้ำ ซึ่งเกิดจากดงไม้ขนาดกว้างใหญ่ อุ้มน้ำไว้มหาศาลเมื่อฝนตก แล้วไหลซึมใต้ดินรวมกันเป็นทางน้ำลำธารเล็กๆ จำนวนนับไม่ได้ เมื่อแผ่รวมกันก็กลายเป็นลำน้ำใหญ่ เรียก น้ำแม่ (ภาคกลาง เรียก แม่น้ำ) นางนอน หมายถึง ทิวเขาทอดยาวเมื่อมองจากที่ไกลๆ ทางด้านตะวันออก จะเห็นเป็นรูปร่างคล้ายนางหญิงนอนยาวมีเนินนม]

[เส้า เป็นคำเก่าแปลว่า ก้อนหิน บางทีเรียก ก้อนเส้า]

ชาวบ้านเชื่อว่าดอยตุงเป็นดอยพ่อ (หรือดอยของปู่เจ้าลาวจก), ดอยผู้เฒ่า เป็น ดอยแม่ (หรือดอยย่าเจ้าลาวจก), ดอยจ้อง เป็นดอยลูก (ของปู่เจ้าย่าเจ้าลาวจก)

(ซ้าย) ดอยตุง (กลาง) ดอยผู้เฒ่า (ขวา) ดอยจ้อง [ภาพจาก จดหมายข่าว มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ (กรกฎาคม-กันยายน 2561) หน้า 4]
ก่อนรับศาสนาพุทธ ผาสามเส้าหลายพันปีมาแล้วเป็นหลักแหล่งของลัวะ (พูดตระกูลภาษามอญ-เขมร) นับถือศาสนาผี มีผู้นำทางวัฒนธรรมชื่อ ปู่เจ้าลาวจก

[จก เป็นคำถิ่นล้านนา ตรงกับคำภาคกลางว่า จอบ ทำจากเหล็ก ใช้ขุดดิน ลาว ในชื่อ ลาวจก กลายจากคำว่า ลัวะ เป็น ลาว ผูกเป็นบาลีว่า ลวจักราช ลาวจก หมายถึง ลัวะ ผู้มีจอบทำด้วยเหล็กจำนวนมากกว่าคนอื่น]

สมัยแรกใช้เครื่องมือหิน (เช่น ขวานหิน) ต่อมามีเทคโนโลยีชำนาญถลุงเหล็กเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการขุดดินทำไร่หมุนเวียน

หลังรับศาสนาพุทธ ประดิษฐานพระธาตุไว้บนยอดดอยสูงสุด คือ ดอยตุง เรียกต่อมาว่า พระธาตุดอยตุง

[ตุง มาตรานับ (ต่อจากตื้อ) แปลว่า พันล้าน และหมายถึง นูน, โป่ง, พอง, เต็ม ในชื่อดอยตุงหมายถึงปริมาณน้ำมาก มีคำเทียบเคียงในชื่อ หนองตุง เป็นหนองน้ำกลางเมืองเชียงตุง (ในพม่า) ครั้นสมัยหลังถูกสร้างความหมายใหม่ว่า ธง

ศรีศักร วัลลิโภดม อธิบายชื่อดอยตุงตามความหมายนี้ไว้ว่า “คำว่าดอยตุงนั้นคงไม่ได้หมายความว่าเป็นดอยที่มีตุงที่แปลว่าธงที่เป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา แต่หมายถึงพื้นที่และขอบเขตที่น้ำมาตุงอยู่กระมัง ก็ดูสมเหตุสมผลดีกับการมีบ่อน้ำใต้ดินหรือน้ำขังที่เป็นบ่อศักดิ์สิทธิ์บนยอดดอยตุงตรงเนินที่จะสร้างพระธาตุดอยตุง”]

น้ำแม่สาย ได้น้ำจากดอยขุนน้ำนางนอน ไหลผ่านหุบเขาบริเวณที่เคยเป็นถิ่นฐานบ้านเมือง ชื่อ เวียงพานคำ หรือเวียงพางคำ ของพระเจ้าพรหม ที่ อ. แม่สาย จ. เชียงราย (ภาพ พ.ศ. 2545)

ความทรงจำเก่า-ใหม่

พื้นที่ดอยขุนน้ำนางนอนมีความทรงจำเก่าๆ แล้วถูกสร้างใหม่ มีคำอธิบายของ            อ. ศรีศักร วัลลิโภดม บอกไว้โดยสรุปดังนี้

“ขุนน้ำนางนอน” คือชื่อดอยปัจจุบัน แต่ก่อนในตำนานเป็นดอยของคนลัวะที่เรียกว่า “ผาสามเส้า” ต่อมาเปลี่ยนเป็น “ดอยตุง” อันเนื่องมาจากการสร้างพระธาตุบนยอดเขาที่สูงสุดในบริเวณนี้

ทุกวันนี้คนไม่รู้จักดอยสามเส้าของคนลัวะ และกำลังลืมดอยตุงของคนล้านนา

ปัจจุบันกำลังพูดถึงดอยขุนน้ำนางนอนและถ้ำหลวง รวมถึงทางรัฐและเอกชนคาดหวังว่าจะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ นานา ที่ไม่ได้คิดถึงผลที่ตามมาทางสภาพแวดล้อมธรรมชาติและวัฒนธรรมจะเกิดความฉิบหายอย่างไร

คนเรียกเขานี้ว่าดอยขุนน้ำนางนอนที่มากับการเปลี่ยนแปลงของตำนานบ้านเมืองที่คนรุ่นหลังสร้างและเรียกกัน ซึ่งกลายเป็นเรื่องความรักและการพลัดพรากของเจ้าหญิงผู้เป็นธิดาของเจ้าผู้ครองเมือง ซึ่งคงหมายถึงเมืองเวียงพางคำในเขตอำเภอแม่สาย ซึ่งคนชาติพันธุ์ไทยใหญ่เป็นกลุ่มสำคัญที่สร้างตำนานเมืองเวียงพางคำและพระเจ้าพรหมมหาราช คือ “ผู้นำวัฒนธรรม” และนางนอนของขุนเขาขุนน้ำก็คือพระธิดาของกษัตริย์ที่เป็นคนไทยใหญ่

ซึ่งตำนานก็บานปลายมาถึงเรื่องความรักที่เป็นโศกนาฏกรรมของเจ้าหญิงกับคนเลี้ยงม้าที่เกิดความเชื่อว่าคือ “พระครูบาบุญชุ่ม” ผู้ประกอบพิธีกรรมช่วยเด็กนักฟุตบอลหมูป่าให้รอดชีวิตออกมาจากถ้ำหลวง

การเปลี่ยนแปลงของเรื่องในตำนานและชื่อสถานที่ตลอดจนบุคคลสำคัญเกี่ยวกับเขาขุนน้ำนางนอนดังกล่าวนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความจริงของการเปลี่ยนแปลงทางภูมิวัฒนธรรมของพื้นที่แอ่งเชียงแสนที่มีขุนเขาน้ำนางนอนเป็นประธาน ว่าเป็นแอ่งของที่ลาดลุ่มและกลุ่มที่มีการเคลื่อนย้ายของคนหลายชาติพันธุ์จากภายนอกที่ผลัดกันอพยพเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในแอ่งเชียงแสนของจังหวัดเชียงราย

[จากบทความเรื่อง “เขาขุนน้ำนางนอน : ภูศักดิ์สิทธิ์ของแอ่งเชียงแสน” โดย ศรีศักร วัลลิโภดม ใน จดหมายข่าว ของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 119 (กรกฎาคม-กันยายน 2561) หน้า 4-7]

ดอยขุนน้ำนางนอน

ดอยขุนน้ำนางนอน เป็นแหล่งน้ำใต้ดินขนาดมหึมาจากทิวเขาทางตะวันตก อ. แม่สาย จ. เชียงราย และพื้นที่ต่อเนื่อง (ตามแนวพรมแดนไทย-พม่า)

น้ำใต้ดินแหล่งนี้ไหลแผ่ลงที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ทางตะวันออก ทำให้เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เรียกทั่วไปว่า “แอ่งเชียงแสน” มีชุมชนสมัยเริ่มแรกเกี่ยวข้องกับตำนานปู่เจ้าลาวจก (บรรพชนพญามังราย ผู้สถาปนาเมืองเชียงใหม่) และตำนานพระเจ้าพรหม (บรรพชนพระเจ้าอู่ทอง ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา)

คนเหล่านี้พูดภาษาต่างๆ แต่มีภาษากลางเป็นตระกูลไต-ไท สื่อสารกันและกัน นานเข้าก็กลายตนเป็นลาว แล้วเป็นไทย ได้แก่ กลุ่มปู่เจ้าลาวจก, กลุ่มพระเจ้าพรหม

ปู่เจ้าลาวจก (ตระกูลมอญ-เขมร เป็นลัวะ หรือละว้า) สืบตระกูลต่อมาเป็นพญา          มังราย (พ่อขุนมังราย) ผู้สถาปนาเมืองเชียงใหม่ กับพญางำเมือง (พ่อขุนงำเมือง) เจ้าเมืองพะเยา

พื้นที่ของปู่เจ้าลาวจก มีศูนย์กลางอำนาจอยู่ดอยตุงและบริเวณที่ราบในหุบเขาดอยขุนข้ำนางนอน (ผาสามเส้า) แล้วมีเครือข่ายกว้างขวางถึงลุ่มน้ำโขง

พระเจ้าพรหม (ตระกูลไต-ไท เป็นไทใหญ่ หรือ เงี้ยว) มีต้นโคตรคือสิงหนวัติ จากลุ่มน้ำสาละวินในพม่า ทางด้านตะวันตกของไทย [ไม่ใช่อพยพถอนรากถอนโคนมาจากมณฑลยูนนาน ซึ่งอยู่ทางเหนือไทย ทางใต้จีน ตามหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทย (พ.ศ. 2558) ของกระทรวงวัฒนธรรม] แล้วสืบตระกูลต่อไปถึงพระเจ้าอู่ทอง ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา

พื้นที่ของพระเจ้าพรหม มีศูนย์กลางอยู่เวียงพางคำ ในหุบเขามีน้ำแม่สายไหลผ่าน (ปัจจุบันอยู่ อ. แม่สาย จ. เชียงราย)

 

พระเจ้าพรหม จากจินตนาการของ “ปิยะดา” พิมพ์ครั้งแรกในศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2547

วีรบุรุษ “ไม่ไทย” ในตำนาน ไม่เชื้อชาติไทยแท้

วีรบุรุษเชื้อชาติไทยแท้ไม่เคยพบในตำนานเก่าแก่ แต่เท่าที่พบล้วน “ไม่ไทย” และเป็นลูกผสมนานาชาติพันธุ์ ที่เรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่า “ร้อยพ่อพันแม่”

พระเจ้าอู่ทอง เป็นวีรบุรุษในตำนานผู้สร้างกรุงศรีอยุธยา (ไม่มีตัวตนจริง) มีต้นตระกูลคือ พระเจ้าพรหม (ผู้เป็นใหญ่บนที่ราบในหุบเขาขุนน้ำนางนอน จ. เชียงราย) มีต้นโคตรเป็นลูกผสมโยกย้ายถ่ายเทจากลุ่มน้ำสาละวินในภาคเหนือของพม่า ครั้นตั้งหลักแหล่งสองฝั่งน้ำแม่สาย (แอ่งเชียงแสน) ยังผสมทางเผ่าพันธุ์อีกยาวนานกับตระกูลต่างๆ เช่น ตระกูลมอญ-เขมร, ตระกูลม้ง-เมี่ยน (เย้า) เป็นต้น

ชนชาติไทย เชื้อชาติไทย ไม่มีจริงในโลก แต่ถูกยกเป็นเรื่องสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยที่เพิ่งสร้างใหม่โดยคนชั้นนำสยามราวร้อยกว่าปีมานี้เอง เพื่อกีดกัดคนส่วนใหญ่ไม่ให้เป็นไทย แล้วหลีกเลี่ยงและปกปิดข้อมูลความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของบรรพชนคนไทย

 

กีดกัน

ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย หล่อหลอมครอบงำข้าราชการไทยมีสำนึกกีดกันคนชาติพันธุ์ต่างๆ ที่มีสิทธิ์รับสัญชาติ “ไทย” ตามกฎหมาย ให้หมดสิทธิ์ หรือมิฉะนั้นก็ถ่วงเวลายาวนานนับ 10 ปี กว่าจะได้รับพิจารณา โดยปกปิดความจริงไว้ ดังพบทั่วไปแต่ไม่เป็นข่าวในสื่อ หรือเป็นข่าวไม่มาก เช่น กรณีนายหม่อง ทองดี มีข่าวดังนี้

“รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และไม่เคยทอดทิ้งผู้ที่ทำความดี…แต่ทุกอย่างมีขั้นตอน และเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย” กระบอกเสียงของรัฐราชการพรรณนาการแสดงความยินดีกับ นายหม่อง ทองดี อดีตนักเรียนไร้สัญชาติที่เคยเป็นตัวแทนประเทศไทย ไปแข่งขันพับเครื่องบินกระดาษที่ญี่ปุ่น และได้รางวัลชนะเลิศ (มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2561 หน้า 10)

“รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ” แต่ไม่ได้ทำตามหน้าที่และไม่ได้ทำตามที่มีผู้รับปากไว้เมื่อได้รางวัลจากญี่ปุ่น จึงใช้เวลานานมากจนเกินความจำเป็น

ไม่มีคนเชื้อชาติไทย

คนไทยมีแรกสุดในรัฐอยุธยา จากการเรียกตัวเองว่า “ไทย” ของคนไม่ไทย หลายชาติพันธุ์บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง (ส่วนในรัฐสุโขทัยไม่พบจารึกเรียกตัวเองว่า ไทย) บรรพชนคนไทยจึงเป็นคนชาติพันธุ์ต่างๆ ในอุษาคเนย์ตั้งแต่เหนือสุด ได้แก่ ม้ง, เมี่ยน (เย้า), รวมทั้งคนในตระกูลพม่า-ทิเบต เป็นต้น จนถึงใต้สุด ได้แก่ มลายู

ไทยเป็นชื่อทางวัฒนธรรม ไม่เป็นชื่อเชื้อชาติ หลักฐานโบราณคดีไม่บอกเชื้อชาติ แต่แสดงวัฒนธรรม

ดังนั้น ที่ทางการบอกในหนังสือหรือตำราประวัติศาสตร์ไทย ว่ากลุ่มโน้นนี้นั้นเป็นคนไทยสมัยต่างๆ จึงเป็นวรรณกรรมเพิ่งสร้างตามแนวทางของเจ้าอาณานิคมยุโรป ราว 100 ปีที่แล้ว โดยไม่มีหลักฐานรองรับสนับสนุนทางวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดี

ที่มาของรายงานเรื่องนี้

ขุนน้ำนางนอน รายงานเรื่องนี้มีขึ้นเพราะพบข้อเขียนเปิดประเด็นของ อ. ศรีศักร วัลลิโภดม เรื่อง “เขาขุนน้ำนางนอน : ภูศักดิ์สิทธิ์ของแอ่งเชียงแสน” ในจดหมายข่าว มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ [ปีที่ 22 ฉบับที่ 119 (กรกฎาคม-กันยายน 2561) หน้า 4-7]

จึงทบทวนเพิ่มเติมงานวิชาการของ อ. ศรีศักร วัลลิโภดม จากหนังสือ สร้างบ้านแปงเมือง (พิมพ์ครั้งแรก 2560) และ ล้านนาประเทศ (รวมพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรก พ.ศ. 2545)

เมื่อเป็นนักเรียนโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ผมเป็นลูกศิษย์ติดตาม อ. ศรีศักร วัลลิโภดม ออกสำรวจภาคเหนือถึงแม่สาย-เชียงแสน จ. เชียงราย เมื่อปลายปี พ.ศ. 2508 ประสบการณ์ครั้งนั้นและอีกหลายครั้งได้รวบรวมเขียนรายงานครั้งนี้