Big day ของ เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีนและเหยี่ยวผึ้งผ่านไปแล้วเมื่อปลายเดือนกันยายน และวันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2561 มีเหยี่ยวผึ้งผ่านเขาเรดาร์ มุ่งหน้าลงใต้ไป (อย่างน้อย) 16,585 ตัว ต่อมาวันที่ 10 ตุลาคม เหยี่ยวหน้าเทา
ฝูงแรกของฤดูกาล จำนวน 8 ตัวก็ผ่านภาคใต้ตามไปติดๆ
เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม ฟากฟ้าจะเป็นเวทีของ เหยี่ยวหน้าเทา ที่เป็นเหยี่ยวอพยพหลักชนิดที่ 5 แม้จำนวนต่อฤดูกาล ในระดับหมื่นต้นๆ จะไม่มากเท่าเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน เหยี่ยวผึ้ง และเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำที่ยังมาไม่ถึงและจะเป็นทัพใหญ่ปิดท้ายฤดูกาลดูเหยี่ยวอพยพ แต่นับว่าเป็นเหยี่ยวที่เดินทางไกลไม่แพ้ชนิดอื่น เช่น เหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่น เพราะถิ่นผสมพันธุ์ของเหยี่ยวหน้าเทาแพร่กระจายตั้งแต่ไซบีเรีย คาบสมุทรเกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งไกลกว่าเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน และเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ ที่ส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลาง และภาคใต้ของประเทศจีนตามลำดับ
ส่วนเหยี่ยว นกเขาพันธุ์ญี่ปุ่น และ เหยี่ยวนกเขาชิครา ก็เดินทางลงใต้อย่างสม่ำเสมอด้วยจำนวนน้อยแค่หยิบมือเดียวเมื่อเทียบกับเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน ที่จำนวนรวมอาจแตะ 1 แสนตัว หรือมากกว่า ทั้งนี้ เพราะว่านกนักล่าที่ล่าเหยื่อจำพวกแมลง ซึ่งมีจำนวนมาก จะมีประชากรมากกว่านักล่าที่ล่านก และสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่นๆ ในที่นี้เห็นได้ชัดเจนสำหรับนักล่าแมลง ได้แก่ เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีนและเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ ที่อีกไม่เกิน 10 วัน ก็จะยกทัพใหญ่กว่า 1 แสนตัว ผ่านเขาเรดาร์และเขาดินสอไปภายในช่วงเวลาแคบๆ แค่ 2 สัปดาห์ของปลายเดือนตุลาคม ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคมเป็นต้นไป จะเป็นโอกาสดีที่จะได้ชม “สายธารเหยี่ยวอพยพ” ของเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ ที่พบเห็นได้ยากในช่วงเวลาอื่น แต่พบเห็นได้ง่ายเมื่อเหยี่ยวรวมฝูงกันเดินทางเพื่อย้ายถิ่นจากภาคใต้ของประเทศจีน ไปประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์และอินโดนีเซีย
ส่วนเหยี่ยวหน้าเทา จำนวนจะพุ่งขึ้นมากที่สุดในช่วงวันที่ 20-22 ตุลาคม ก่อนที่ทัพใหญ่ของ เหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ จะเดินทางถึงภาคใต้ จำนวนของเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำต่อฝูงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากฝูงเล็ก 8-20 ตัว ในภาคเหนือและภาคอีสาน จะเพิ่มขนาดเป็นหลายร้อยตัวต่อฝูงเมื่อผ่านภาคกลาง โดยเฉพาะจังหวัดชายฝั่งอ่าวไทย แล้วค่อยๆ รวมตัวกันมากขึ้นๆ เมื่อผ่าน จ.ประจวบคีรีขันธ์และชุมพร
เงื่อนเวลาที่เอื้อต่อการอพยพของเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ คือ ลมส่งท้ายที่เกิดจากลมว่าว หรือลมเหนือที่พัดมาจากประเทศจีน เพราะเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำเป็นเหยี่ยวขนาดเล็กที่มีพื้นที่ผิวของปีกน้อยเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว ในขณะที่เหยี่ยวหน้าเทามีขนาดใหญ่กว่า และบินในระยะไกลได้ดีกว่า จึงไม่ต้องชะลอรอปัจจัยเอื้อของทิศทางลมมากกว่าเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ ทำให้ระยะเวลาที่จะพบเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำอพยพผ่านภาคใต้แคบมาก ไม่เกิน 2 สัปดาห์ จำนวนก็จะลดฮวบฮาบ จากวันละนับหมื่นตัวเป็นไม่เกินร้อยตัว เพราะเหยี่ยวต้องรีบเร่งเดินทาง เมื่อได้ลมส่งท้าย ซึ่งมักจะมีกำลังแรงในปลายเดือนตุลาคม
แต่ถ้ามีฝนตกหนัก เหยี่ยวต้องเกาะพักหลบฝน ไม่สามารถเดินทางต่อได้ ทำให้ Big day ของเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำที่เป็นทัพใหญ่ของเหยี่ยวอพยพไม่แน่นอน ที่จะระบุได้ว่าจะเป็นวันใดในปลายเดือนตุลาคม
ดังนั้น ถ้าจะเดินทางไปชมสายธารเหยี่ยวอพยพ ควรจะตรวจสอบพยากรณ์อากาศเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกวันเดินทางครับ

