แรงบันดาลใจเริ่มจาก’พ่อ’ ‘๙ ต่อ Before After’ นวัตกรรมความคิด ทำดีออกแบบได้

13.10.18 | 15:19 น.

2 ปีก่อน ท่ามกลางบรรยากาศหม่นเศร้าของคนไทยทั้งประเทศกับการสูญเสีย “พ่อ” เราได้เห็นคนตัวเล็กๆ มากมายไม่เกี่ยงเพศ วัย และสาขาอาชีพ ลุกขึ้นมาทำความดีเท่าที่จะทำได้ “เพื่อพ่อ”

ทั้งการทำความดีนั้นก็ไม่ได้สำเร็จเสร็จสิ้นเพียงแค่ที่สนามหลวง แต่ยังมีพสกนิกรอีกมากที่ร่วมทำความดี กระจายตัวอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ถวายเป็นพระราชกุศลบ้าง เพื่อดำเนินรอยตามพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

“สตังค์” จรงศักดิ์ รองเดช พิธีกรประจำรายการ “ภัตตาคารบ้านทุ่ง” คือหนึ่งในคนเหล่านั้นที่ไม่เพียงปวารณาตนขอเป็น “จิตอาสา” ทำความดีไปตลอดชีวิต โดยไม่มีใครจ้าง พร้อมกับประกาศเชิญชวนให้ทุกคนได้ร่วมเป็นภาคีเครือข่ายทำความดี ภายใต้โครงการ “๙ ต่อ Before After”

เขาเล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการนี้ว่า หลังจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคตได้ 1 ปี มีโอกาสได้ทำรายการ “แสงจากพ่อสู่ความยั่งยืน” ได้สัมผัสกับเรื่องราวของพระองค์มากขึ้น ทำให้อยู่เฉยไม่ได้ มีความคิดว่าเราน่าจะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ที่ไม่ใช่แค่การบอกว่ารักในวันที่ 13 ตุลาคม แล้วก็หายไป

Advertisement

“ถ้าคนตัวเล็กๆ อย่างเรารวมกันทั้งแผ่นดินน่าจะช่วยกันได้บ้าง เพื่อเป็นการสานต่อสิ่งที่พระองค์ทรงทำไว้ โดยกำหนดว่า “เราจะลุกขึ้นมาทำความดีเดือนละ 1 ครั้งโดยที่ไม่มีใครจ้าง”

เพราะถ้าเราต้องทำความดี มันยังมีเงื่อนไขของการถูกจ้าง จึงเปลี่ยนมา “จ้างตัวเอง” ทำความดี โดยมี “จิตสำนึก” เป็นนายจ้าง สิ่งที่ได้คือ ความภาคภูมิใจที่ไม่มีใครขโมยได้

เป็น “จิตอาสาบริสุทธิ์” ดังเช่นพระราชดำรัสของในหลวงที่ทรงให้บำเพ็ญความดีด้วยจิตบริสุทธิ์ พระองค์ไม่ได้ใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ แต่ทรงใช้พระราชอำนาจแห่งความรักที่มีต่อพสกนิกร


นวัตกรรมจิตอาสา ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เพื่อให้เข้าใจถึงภาพรวมของโครงการอย่างง่าย จรงศักดิ์อธิบายคำว่า “๙ ต่อ” ว่ามี 2 ความหมาย หนึ่ง คือชีวิตเราต้องก้าวต่อไป และสอง เราอยากให้เรื่องราวของพระองค์ยังคงก้าวต่อไป ยังคงเป็นที่พึ่ง เป็นพระมิ่งขวัญ เป็นตัวอย่าง เป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคน เพราะทุกที่ที่เราก้าวไปไม่มีที่ไหนไม่มีเรื่องราวของพระองค์ที่ทรงไว้เป็นตัวอย่าง

ทว่าการทำกิจกรรมใดๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องของ “เงินทุน” เป็นสิ่งสำคัญ

จรงศักดิ์อธิบายว่า ไม่ใช่ไม่ใช้เงิน แต่โครงการนี้ไม่ขอรับการสนับสนุนเงินทุนใดๆ ทั้งสิ้น ทุนที่ใช้ทำกิจกรรมในเบื้องต้นกับการทำโครงการนำร่องมาจากทุนส่วนตัวจากการทำงานของตนเอง แต่ถ้าวันหนึ่งต้องใช้เงิน เช่น เพื่อการสื่อสารเป็นวงกว้าง ซึ่งสิ่งที่มองอยู่คือ เราต้องทำโมบายแอพพลิเคชั่น เราอาจจะทำ “เดี่ยวไมโครโฟน” ใช้ชื่อ 9+1 หนึ่งคือเรา ส่วนอีก 9 คือ ไอดอลที่จะบอกเล่าถึงการเป็นต้นแบบทางสังคมที่ควรจะยกชูขึ้นมา นั่นคือกระบวนการที่เป็นการสร้างทุนด้วยตนเอง ฉะนั้นค่าบัตรก็จะไม่แพง ซึ่งถ้าใครจะสนับสนุนโครงการก็เอาเงินไปซื้อบัตร

อย่างไรก็ตาม จรงศักดิ์บอกว่า การทำโครงการโดยไม่มีเงินทุนว่ายากแล้ว แต่การสร้างเงื่อนไขยากยิ่งกว่า โครงการ “๙ ต่อ Before After” ตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า 1.ไม่ขอรับเงินสนับสนุนจากแหล่งทุนใดเลย 2.ไม่รับเรี่ยไรรับเงินบริจาค เพื่อให้เห็นว่าโครงการไม่มีเจตนาซ่อนเร้นแอบแฝงเรื่องเม็ดเงิน 3.เราไม่ขายเสื้อ เสื้อที่เราทำ เราทำตามกำลังทรัพย์ของเราและแจก แต่ถ้าใครอยากจะเอาแบบไปปรินท์แจกก็ได้ แต่ไม่ควรทำขาย

ทั้งหมดวางอยู่บนยุทธศาสตร์ที่ว่า ทำความดี “เดือนละ 1 ครั้ง” เพื่อให้การทำความดีดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด โดยกำหนดที่ “วันเสาร์สิ้นเดือน” เพราะเงินเดือนออก และยังเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ เป็นการออกแบบเผื่อในกรณีพื้นที่เป้าหมายการทำกิจกรรมอยู่ต่างจังหวัด จะสามารถเดินทางไปทำกิจกรรมได้โดยไม่กระทบกับการทำงาน

สืบสานพระราชปณิธาน ทำดีออกแบบได้

จรงศักดิ์ขยายความเพิ่มเติมว่า การเปิดตัวโครงการ “๙ ต่อ Before After” ชักชวนให้ทำความดีร่วมกัน เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของ “การออกแบบ” กิจกรรมเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน บนพื้นฐานความคิดที่ว่า การส่งต่อความดีและแรงบันดาลใจจากคนจริงๆ จะมีผลทำให้คนอีกหลายๆ คนที่ยังไม่ได้เลือก ยังไม่กล้า ยังไม่รู้ว่าชีวิตจะกำหนดหมุดหมายไปทางไหนได้บ้าง กล้าลุกขึ้นมาทำความดี

ฉะนั้นบุคคลเหล่านี้จะเป็นตัวอย่างทางสังคมซึ่งทำมาจริงๆ เช่นเดียวกับ แท็กซี่จิตอาสา “สุวรรณฉัตร พรหมชาติ” ที่อาสาช่วยอุ้มผู้ป่วยติดเตียงจากที่บ้านไปส่งโรงพยาบาล จนถึงทุกวันนี้เป็นเวลา 20 ปีแล้ว เพราะเคยได้รับความช่วยเหลือจากสังคมมาก่อน

ทั้งนี้ ทุกคนสามารถออกแบบกิจกรรมการทำความดีของตัวเองได้ตามความถนัด จะทำเมื่อไหร่ก็ได้ และไม่จำเป็นต้องมาทำด้วยกัน แต่สามารถเชื่อมถึงกันได้โดยมี “โซเชียลมีเดีย” เป็นสื่อกลางที่จะบอกเล่าเรื่องราวการทำความดีของแต่ละคนในรูปแบบของ Before After โดยนำรูปของการทำความดี “ก่อน” และ “หลัง” มาวางเปรียบเทียบกัน เพื่อเป็นสื่อและกระตุ้นให้ผู้อื่นเห็นว่า การทำความดีง่ายนิดเดียว ใครๆ ก็สามารถทำได้ และเมื่อทำแล้วสิ่งที่ผู้ทำได้คือ ความอิ่มใจ ภาคภูมิใจที่ได้ทำ

“เราได้ประกาศคุณงามความดีของในหลวงรัชกาลที่ 9 แน่นอน และเราก็ได้สืบสานพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 10 พระองค์ตรัสว่า ถ้าเราสืบสานพระราชปณิธานของรัชกาลที่ 9 ก็เหมือนกับมีพระคุ้มครอง จะเห็นได้ว่ารัชกาลที่ 10 ทรงให้ความสำคัญกับศาสตร์พระราชา และกับสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำมาตลอดพระชนม์ชีพ และทรงให้เราสืบสานต่อยอดต่อ และพระองค์เองก็ให้ความสนใจกับงานจิตอาสา จนเกิดเป็นโครงการ “จิตอาสาพระราชทาน เราทำความดีด้วยหัวใจ”

กลไกเบื้องหลังการสร้าง’โซเชียลมูฟเมนต์’

เพื่อให้นวัตกรรมทางความคิดที่ออกแบบได้รับการส่งต่อกระจายไปอย่างกว้างไกล นอกจากการเดินทางไปอธิบายสร้างความเข้าใจด้วยตนเองกับภาคีเครือข่าย “โซเชียลมีเดีย” เป็นเครื่องมือสำคัญ ผ่านเทคนิคของการโพสต์ภาพเปรียบเทียบ “บีฟอร์-อาฟเตอร์” โดยมองว่า การนำ 2 ภาพมาเปรียบเทียบและโพสต์ลงสังคมออนไลน์ ก็เพื่อจะขยายต่อความดีให้กับลูกหลานได้เห็นแบบอย่างของการทำงานจิตอาสา

ขณะเดียวกันก็ใช้โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่กลางเชื่อมโยงระหว่างผู้มองหากิจกรรมกับผู้ริเริ่มทำกิจกรรมได้พบกัน เช่น ในกรณีของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชุมพรอยากสร้างฟาร์มเห็ดให้ชุมชน ลำพังตัวเธอคนเดียวไม่สามารถทำได้ แต่เธอสามารถได้รับความช่วยเหลือผ่านทางเครือข่าย ซึ่งวิธีนี้ยังช่วยให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานอีกด้วย

จรงศักดิ์มองไปข้างหน้าอีกว่า เมื่อโมบายแอพพลิเคชั่นเกิดขึ้นแล้ว นอกจากจะเชื่อมร้อยระหว่างผู้ที่มองหากิจกรรมกับผู้ริเริ่มกิจกรรม ยังสามารถใช้ค้นหาว่าต้องการทำกิจกรรมที่ไหนในแต่ละเดือน ไม่ต่างจากการค้นหาร้านอาหาร โดยที่วันหนึ่งข้างหน้าผู้ริเริ่มกิจกรรมอาจจะกลายเป็นผู้มองหากิจกรรม ส่วนผู้มองหากิจกรรมก็สามารถเป็นผู้ริเริ่มกิจกรรมในพื้นที่ของตนเองได้ เกิดเป็นพลวัตในกระบวนการสร้างนวัตกรรมตรงนี้ขึ้นมา

“เราเชื่อว่าการสร้างโครงการ ๙ ต่อ หนึ่งโครงการจะเกิดกิจกรรมอีกเป็นล้านกิจกรรม แล้วแต่ใครจะออกแบบการทำความดีตามความถนัดของตนเอง ด้วยความหวังว่าโครงการนี้จะเป็น “โซเชียลมูฟเมนต์” เป็นโครงการที่เคลื่อนสังคมได้บ้างไม่มากก็น้อย เพราะเราไม่ได้ทำอยู่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของเรา แต่เรากำลังเชื่อมภาคีอื่นๆ อีกมากมาย”

ปัจจุบันภาคีเครือข่ายของโครงการมีเกือบ 40 หน่วยงาน โดยใช้หลัก “บ้าน-วัด-โรงเรียน” มีชุมชนตัวอย่างนำร่อง 3 แห่ง คือชุมชนไทยประจัน จ.ราชบุรี ชุมชนไทยเบิ้ง จ.ลพบุรี ชุมชนบ้านนา จ.ตรัง มี วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก ซึ่งจะเป็นพื้นที่เปิดตัวโครงการในวันที่ 13 ตุลาคมนี้ เป็นพื้นที่ที่เกิดคำว่า “บ้าน-วัด-โรงเรียน” ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงดำริให้สร้างวัดพระราม 9 แต่ให้ตัดงบประมาณจากรัฐบาลมอบให้ 100 ล้านบาท ทรงให้เหลือเพียง 10 ล้านบาท เพื่อให้เห็นต้นแบบต้นธารของการประหยัด

“เราไปร่วมกับชาวบ้านในชุมชนไปตัดหญ้า เก็บขยะ ปรับปรุงสถานีอนามัย ล้างองค์พระใหญ่ เพื่อให้เห็นว่าต่อไปชุมชนสามารถทำร่วมกันเช่นนี้เดือนละ 1 ครั้ง พัฒนาชุมชนของตนเอง สร้างประโยชน์ให้กับชุมชนของตนเองโดยไม่ต้องมีใครจ้าง นั่นคือความมั่นคงของรากฐานของสังคมไทย เพราะคนจะหันหน้าเข้าหากัน โดยไม่ต้องมีเงินเป็นตัวตั้ง”

ทุนคนสามารถเกื้อกูลกันได้ แม้ไม่มีเงิน เพราะ “คนจนที่สุดก็สามารถทำความดีได้ เอาเสื้อเก่าๆ ของเราไปขัดห้องน้ำวัด ก็ทำได้” หรือเดินเก็บขยะในหมู่บ้าน แม้เป็นอาจารย์ก็สามารถเดินเก็บขยะในมหาวิทยาลัยได้ เป็นการทำให้เห็นโดยไม่จำเป็นต้องอายใคร

ในส่วนของโรงเรียนนั้นเป็นการเชื่อมโยงกับ 9 มหาวิทยาลัยนำร่อง โดยโครงการจะจัดบิ๊กโปรเจ็กต์กับมหาวิทยาลัยละ 1 ครั้ง แล้วแต่ความพร้อมของแต่ละแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่แจ้งว่าในเดือนมกราคมปีหน้าจะมีงานพระราชทานเพลิงหลวงพ่อคูณ นักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยจะใช้โอกาสนั้นทำจิตอาสาเชื่อมร้อยไปกับงาน

จรงศักดิ์ รองเดช

‘จิตอาสา’กับการตั้งไข่

จรงศักดิ์บอกว่า การเลือกกิจกรรมทำความดีของโครงการในเบื้องต้นจะพิจารณาที่ประโยชน์ของกิจกรรมว่าได้มากน้อยเพียงใด รวมทั้งความเร่งด่วนของงาน เช่นเมื่อครั้งไปประสานงานกับชุมชนไทยเบิ้ง จ.ราชบุรี เราถามชาวบ้านว่าอยากให้เราช่วยอะไร ในอนาคตถ้าโครงการขยายต่อไป การพิจารณาจะเลือกจาก “ปัญหาในสังคม”

ณ วันนี้ เราทำงานเชื่อมกับภาคีเครือข่าย โดยภาคีเครือข่ายจะเป็นคนที่ส่งเรื่องเข้ามา แน่นอนว่าเราช่วยประชาสัมพันธ์ และช่วยจัดหาสิ่งของหาคน (แรงงาน) เราเป็นเหมือน “กองกำลังอาสา”

สำหรับคำว่า “จิตอาสา” กับสังคมไทยนั้น จรงศักดิ์ในฐานะผู้ก่อตั้งโครงการ “๙ ต่อ Before After” ให้ทรรศนะว่า ผมว่ามันเพิ่งเริ่ม ถ้าเป็นเด็กก็เพิ่งคลอด สังคมไทยยังเข้าใจไม่ทั้งหมด มีเพียงคนหย่อมเดียวที่เข้าใจและทำมาเป็น 10-20 ปี

“จิตอาสาสมัยก่อนคือคนที่มีจิตใจจะไปช่วย เหมือนคนลงแขกสมัยก่อนที่จะหุงข้าวเอาไปกินเอง แต่สมัยนี้เจ้าภาพต้องเลี้ยง จนหมดวัฒนธรรมลงแขกไปแล้ว จนต้องจ้าง เราจะเห็นรากของจิตอาสาในสังคมไทยที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเมื่อสอนสั่งสาวกแล้ว บอกสาวกว่าให้ออกไปเผยแพร่ นั่นคือ จิตอาสา คือเดินทางไปช่วยเหลือผู้คนด้วยจิตอันบริสุทธิ์ นั่นคือต้นธารของจิตอาสา”

คำว่า จิตอาสาเหมือนกับ “ลงแขก” คนใต้บอก “ออกปาก” คนภาคกลางบอก “ถือแรงสามัคคี” คำเหล่านี้คือรากของจิตอาสา แต่สังคมไทยมาประจักษ์ชัดของคำว่าจิตอาสาตอนที่เกิดสึนามิ ตอนที่มี “โวลันเทียร์” ต่างชาติเข้ามาเก็บศพของนักท่องเที่ยวกลับประเทศของเขา เราจึงได้เห็นว่า 14-15 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีคำว่าโวลันเทียร์ มีคำว่าจิตอาสา

อย่างไรก็ตาม จรงศักดิ์บอกว่า ปัจจุบันมีคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่สนใจทำงานจิตอาสา บอกว่า “ภาคภูมิใจ” แต่ก็ยังมีอีกหลายคนไม่รู้ว่าจะต้องทำแบบไหน จะทำอย่างไร ใครจะนำ โครงการนี้จะเป็นแบบอย่างให้เห็นว่า การทำความดีใครๆ ก็ทำได้

สำหรับการเปิดตัวโครงการ “๙ ต่อ Before After” ในวันที่ 13 ตุลาคมนี้ที่วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก หลังจากพิธีทำบุญตักบาตรในภาคเช้า จะมีการเสวนาหัวข้อ “เราจะ ๙ ต่ออย่างไรในวันที่พ่อไม่อยู่” โดยผู้แทนภาคีเครือข่าย 10 หน่วยงาน ส่วนภาคบ่ายเป็นกิจกรรมจิตอาสา ก่อนจะปิดท้ายด้วยการจุดเทียนถวายอาลัยเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9