คอลัมน์ นอกลู่ในทาง : ‘ยูทูบ คิดส์’ มาแล้ว

13.10.18 | 15:56 น.

ผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตในประเทศไทยปี 2561 ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. ระบุว่า คนไทยโดยเฉพาะ Gen Y (อายุ 18-37 ปี) เป็นแชมป์การใช้งานอินเตอร์เน็ตสูงที่สุดติดกันเป็นปีที่ 4 เฉลี่ยนานขึ้นเป็น 10 ชั่วโมง 5 นาทีต่อวัน เพิ่มจากปีก่อน 3 ชั่วโมง 41 นาทีต่อวัน

อีกกลุ่มที่ใช้มากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือ Gen Z (อายุต่ำกว่า 18 ปี) โดยในวันทำงานและเรียน มีการใช้งานเฉลี่ย 10 ชั่วโมง 22 นาที เท่ากับ Gen Y แต่วันหยุดใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ 11 ชั่วโมง 50 นาที น้อยกว่า Gen Y เพียงแค่ 2 นาที

ดังนั้น กลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีลงไปจึงเป็นอีกกลุ่มที่มีการใช้อินเตอร์เน็ต (ซึ่งส่วนใหญ่ใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ) มากไม่แพ้ใคร

ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าในปี 2560 ที่ผ่านมามีประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไปใช้งานโทรศัพท์มือถือคิดเป็นร้อยละ 88.2 โดยกลุ่มอายุ 6-14 ปี มีการใช้งานถึง 60% ด้วย

ในตลาดโลกก็คงไม่ต่างกันนักไม่งั้นยักษ์ใหญ่วิดีโอสตรีมมิ่งของโลกอย่าง “ยูทูบ” (YouTube) คงไม่พัฒนาแอพพลิเคชั่น “ยูทูบ คิดส์” (YouTube Kids) แยกต่างหากออกมาเมื่อปี 3 ปีที่แล้ว

Advertisement

“ยูทูบ คิดส์” เปิดบริการในประเทศไทยเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้เอง หลังเปิดมาแล้วใน 41 ประเทศ กว่า 12 ภาษา

ปัจจุบัน มียอดการชมวิดีโอทั้งหมดรวมแล้วมากกว่า 70,000 ล้านครั้ง มีผู้เข้าชม 14 ล้านคนต่อสัปดาห์ มียอดการดาวน์โหลดถึง 10 ล้านครั้ง และได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 5 แอพพลิเคชั่นที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก

แม้ชื่อจะค่อนข้างตรงตัวอยู่แล้วว่าพัฒนาขึ้นมาเพื่อกลุ่มผู้ใช้งานที่เป็น “เด็ก” แต่ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อให้เด็กเลือกดูกันได้เองตามใจชอบ หากแต่เป็นแอพพลิเคชั่นรับชมวิดีโอที่พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถควบคุมการใช้งาน และการเข้าถึงเนื้อหาต่างๆ ของเด็กๆ ได้

“ยูทูบ คิดส์” เหมาะสำหรับเด็กอายุ 2-13 ปี ขณะที่ “ยูทูบ” หลัก (YouTube) เหมาะกับกลุ่มที่มีอายุ 13 ปีขึ้นไป

“ดอน แอนเดอร์สัน” Head of Family & Learning Partnerships, YouTube เอเชีย-แปซิฟิก เปิดเผยว่าแนวคิดในการทำ ยูทูบ คิดส์ มาจากทีมงานยูทูบที่เป็นพ่อแม่และมีครอบครัว ขณะที่คอนเทนต์ด้านการศึกษามียอดการเข้าชมเติบโตถึง 2 เท่าจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจในการใช้งานอย่างไรให้ปลอดภัยจึงเปิดให้บุตรหลานดู

อย่างไรก็ตาม “ยูทูบ คิดส์” ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อจับตลาดเด็กโดยตรง แต่เป็นแอพพลิเคชั่นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ปกครองในการสอนและเรียนรู้ แม้เนื้อหาจะเหมาะกับเด็กอายุ 2-13 ปี แต่คาดกลุ่มผู้ใช้งานจริงจะมีอายุระหว่าง 2-10 ปี

“จุดเด่นของยูทูบคิดส์อยู่ตรงอินเตอร์เฟซที่ปรับให้เหมาะกับการใช้งาน โดยผู้ปกครองจะเป็นผู้กำหนดคอนเทนต์ที่เหมาะสมกับลูกๆ ซึ่งคอนเทนต์ต่างๆ มีทั้งครีเอเตอร์และพาร์ตเนอร์ทั้งในไทยและต่างประเทศ ไอคอนต่างๆ จะมีขนาดใหญ่ ตัวหนังสือน้อย สีสันสดใสเพื่อให้ใช้งานง่าย ทั้งมีฟีเจอร์ตั้งเวลาได้ให้จำกัดเวลาการดูได้ตามต้องการ รวมถึงการกำหนดอายุของผู้ใช้งานได้ด้วย”

“ผู้ปกครอง” มีสิทธิกำหนดทุกสิ่งอย่างได้ ตั้งแต่เลือกบล็อกวิดีโอและชาแนล, ปิด-เปิดฟังก์ชั่นการค้นหา รวมถึงมีชาร์จแสดงผลการเข้าชมเพื่อให้ผู้ปกครองสามารถรับรู้ถึงความสนใจของบุตรหลานได้

“ผู้บริหาร” ยูทูบย้ำว่า ภารกิจหลักของเราคือการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัว และเด็กๆ ในการเข้าถึงเนื้อหาที่เหมาะ ซึ่งในฐานะคนเป็นพ่อ ผมเองก็ต้องการเครื่องมือช่วยจัดการประสบการณ์ของครอบครัว และการเปิดตัว “ยูทูบ คิดส์” เป็นบทพิสูจน์ถึงการเติบโตอย่างน่าเหลือเชื่อของเนื้อหาสำหรับครอบครัวและการเรียนรู้ในประเทศไทย

ปัจจุบันในแต่ละวันมีผู้ใช้งาน “ยูทูบ” ทั่วโลกมากกว่า 1,900 ล้านคนต่อเดือน ซึ่งกลุ่มผู้ใช้งานในประเทศไทยถือเป็นชุมชนหนึ่งที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยในปีที่ผ่านมามีจำนวนคอนเทนต์ที่อัพโหลดบนยูทูบเพิ่มขึ้นมากกว่า 70% และมีจำนวนช่องที่ได้รางวัล Silver Creator Award (ช่องที่มีผู้ติดตามกว่า 100,000 คน) มากกว่า 1,700 ช่อง เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มีช่องที่ได้รับรางวัล Gold Creator Award (ช่องที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคน) มากกว่า 150 ช่อง มากเป็นอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

และมีช่องที่ได้รับรางวัล Diamond Creator Award (ช่องที่มีผู้ติดตามมากกว่า 10 ล้านคน) จำนวน 5 ช่อง เป็นอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 3 ของเอเชีย-แปซิฟิก รองจากอินเดีย และเกาหลีใต้อีกด้วย

“มุกพิม อนันตชัย” หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรธุรกิจ YouTube ประเทศไทย เสริมด้วยว่าช่องที่มีผู้ติดตามกว่า 1 ล้านคน ในประเทศไทย ที่มีประมาณ 150 ช่องนั้น มี 15% หรือประมาณ 23 ช่อง ที่เป็นช่องเกี่ยวกับครอบครัว และด้านการศึกษา เช่น สอนภาษา, สอนงานประดิษฐ์ และเล่านิทาน เป็นต้น

เนื้อหาที่เด็กไทยนิยมมากสุด คือ การ์ตูน และแอนิเมชั่น รองลงมาเป็นเนื้อหาค่อนข้างหลากหลาย โดยเฉพาะวิดีโอเกี่ยวกับตัวเด็ก และการได้เห็นนักแสดงเด็กด้วยกัน นอกนั้นจะเป็นคอนเทนต์เกี่ยวกับ “เกม”

“สถิติที่วัดได้คือทั่วโลกมีการชมวิดีโอการสอน หรือวิดีโอเพื่อการศึกษามากกว่า 1 พันล้านชั่วโมงต่อวัน ซึ่งในจำนวนนี้มีครีเอเตอร์คนไทยรวมอยู่ด้วย โดยเนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นวิดีโอสอนภาษา, วิดีโอสอนงานประดิษฐ์ หรือดีไอวายต่างๆ และวิดีโอเล่านิทานต่างๆ”

รูปแบบการหารายได้ของ “ยูทูบ คิดส์” ยังมาจาก “โฆษณา” เช่นกันกับ “ยูทูบ” ปกติ โดยจะสามารถกดข้ามโฆษณาได้ แต่ไม่มีแบบคลิกตรงเพื่อตัดปัญหาเด็กเผลอคลิกเข้าไป โดยในระยะแรกจะเป็นวิดีโอโปรโมต

ครีเอเตอร์ และช่องต่างๆ เป็นหลัก

“แบรนด์ที่จะมาโฆษณาในอนาคตต้องผ่านเงื่อนไขที่ต่างจากแอพพ์ปกติ โดยพิจารณาด้วยคน และอัลกอริธึมคู่กัน เช่นเดียวกับการแนะนำวิดีโอให้เด็กชมต่อที่ใช้อัลกอริธึมร่วมกับคนคัดกรองเนื้อหา ผสมไปกับการดูพฤติกรรมการชมเพื่อแนะนำวิดีโอที่ตรงใจ ต่อไปจะมีครีเอเตอร์คนไทยและฟีเจอร์ใหม่ๆ เพิ่มเติม เช่น การรับชมแบบออฟไลน์ เป็นต้น”

ก็อย่างที่เรารู้กันว่าเด็กรุ่นใหม่ทุกวันนี้ดูทุกสิ่งอย่างผ่านหน้าจอ “โทรศัพท์มือถือ” เติบโตขึ้นมากับอินเตอร์เน็ตและสื่อออนไลน์ การมีเครื่องมือในการช่วยคัดกรองและจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมจึงน่าจะทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองทั้งหลายสบายใจขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย