จากปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมโลก ที่มีอยู่ในทุกประเทศเขตแดน ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านของเรา จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาแนวทางมาแก้ไข เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมที่เกิดขึ้นเป็นระยะเวลาเนิ่นนานจนกลายเป็นปัญหาสะสม จึงอาจจะต้องใช้เวลาในการแก้ไขให้เห็นเป็นรูปธรรมมากกว่านามธรรมที่เกิดขึ้นในขณะนี้
ขณะที่เรากำลังหาแนวทางการแก้ไขปัญหาอยู่นั้น สาธารณรัฐประชาชนจีนสามารถแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมของประชาชนภายในประเทศได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งสามารถจัดการปัญหาดังกล่าวโดยทำให้เกิดชนชั้นกลางเพิ่มมากขึ้น สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้ผู้คนได้ยิ่งกว่าเดิม
หันกลับมามองในบ้านเรา ปัญหาความเหลื่อมล้ำสะสมมาอย่างยาวนาน ก่อให้เกิดข้อจำกัดการพัฒนาศักยภาพในการดำเนินชีวิตของประชาชนหลายล้านคน “ยุทธศาสตร์การลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย” จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อจัดการแก้ไขปัญหาให้ในระยะยาว
สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดสัมมนา Independent Choice of Development Model of China and Indochina Countries : Opportunities and Challenges เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดในการพัฒนาประเทศและการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไปพร้อมๆ กัน
เอ็นนู ซื่อสุวรรณ ประธานกรรมการมูลนิธิอาจารย์จำเนียร สาระนาค (มจส.) กล่าวว่า แม้ประเทศไทยมีสัดส่วนความยากจนลดลง แต่ความเหลื่อมล้ำยังค่อนข้าง “ทรงตัว” รายได้ของประชากรไทยจำแนกตามกลุ่มประชากร ตามระดับรายได้ (Decile by Income) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543-2558 สัดส่วนรายได้ของคนจนที่สุด อยู่ที่ร้อยละ 1.3-1.5 ส่วนคนรวยที่สุดตกร้อยละ 35-40 ในปี พ.ศ.2558 รายได้ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนรวยที่สุด มีการถือครองรายได้สูงถึง 34.98 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ทั้งหมด ในขณะที่กลุ่มคนจนที่สุดถือครองรายได้เพียง 1.58 เปอร์เซ็นต์ จึงมีความแตกต่างของรายได้ห่างกันถึง 22.08 เท่า
การพัฒนาประเทศสามารถลดความยากจนได้ แต่ไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้
ด้านสวัสดิการสังคมพบว่าผู้สูงอายุและคนพิการที่ยากจนได้รับเบี้ยยังชีพในสัดส่วนที่สูงกว่าคนพิการที่ไม่ยากจน ส่วนโครงสร้างพื้นฐานพบว่าการเข้าถึงน้ำประปา โทรศัพท์เคลื่อนที่และเทคโนโลยียังมีความแตกต่างตามฐานะอยู่ ในส่วนของกระบวนการยุติธรรม ภาพรวมของประเทศไทยอยู่ลำดับที่ 46 จาก 113 ประเทศทั่วโลก เป็นลำดับที่ 10 จาก 15 ประเทศในกลุ่มภูมิภาคเอเชียตะวันออกแปซิฟิก
“ในส่วนของภาพรวมร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีเป้าหมายในการพัฒนาประเทศคือ ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข เศรษฐกิจพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สังคมเป็นธรรม ฐานทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน และมีเป้าหมายการพัฒนารายยุทธศาสตร์ทั้งหมด 6 ด้าน 1.ความมั่นคง 2.การสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3.การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 4.การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 5.การสร้างการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 6.การพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐซึ่งเน้นไปที่การสร้างโอกาสและความเสมอภาค คาดหวังให้ลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติได้ โดยมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจฐานราก สร้างความมั่นคงให้ระบบเศรษฐกิจขั้นพื้นฐาน ปฏิรูประบบภาษีและการคุ้มครองผู้บริโภค มีการกระจายการถือครองที่ดินและการเข้าถึงทรัพยากร เข้าถึงผู้มีรายได้น้อยมากขึ้น ไม่ใช่กระจายอยู่ในกลุ่มผู้มีรายได้สูงเพียงกลุ่มเดียว เพิ่มผลิตภาพและคุ้มครองแรงงานไทย ให้เปลี่ยนเป็นแรงงานฝีมือที่มีคุณภาพและมีความริเริ่มสร้างสรรค์ สร้างความปลอดภัยในการทำงาน สร้างหลักประกันทางสังคมที่ครอบคลุมและเหมาะสม มีการลงทุนทางสังคมแบบมุ่งเป้าเพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนยากจนและกลุ่มผู้ด้อยโอกาสโดยเฉพาะ สร้างความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการศึกษา รวมถึงกระบวนการยุติธรรมด้วย” ประธานกรรมการมูลนิธิอาจารย์จำเนียร สาระนาค กล่าวอย่างละเอียดลออ
นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแนวทางการกระจายศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยี โดยต้องพัฒนาให้สามารถเข้าถึงขีดความสามารถที่สะดวกรวดเร็วเทียบเท่าในเมืองหลวง กำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละกลุ่มจังหวัดในทุกมิติ จัดระบบเมืองที่เอื้อต่อการดำเนินชีวิต สร้างสังคมที่มีความปลอดภัย มีคุณภาพ ให้สามารถตอบสนองต่อสังคมผู้สูงวัย และแนวโน้มการขยายตัวของเมืองในอนาคต ปรับโครงสร้างและแก้ไขกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อวางระบบและกลไกการบริหารงานในระดับภาค กลุ่มจังหวัด สนับสนุนการพัฒนาพื้นที่บนฐานข้อมูลความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนากำลังแรงงานในพื้นที่
“ต้องมีการเสริมสร้างพลังทางสังคม โดยการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง มีน้ำใจ สามารถแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ทอดทิ้งกันและกันรวมทั้งมีคุณธรรมในการดำเนินชีวิต การรองรับสังคมผู้สูงวัยอย่างมีคุณภาพ สนับสนุนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคมและภาคประชาชน ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศและบทบาทของสตรีในการสร้างสรรค์สังคม สนับสนุนการพัฒนาบนพื้นฐานทุนทางสังคมและวัฒนธรรม สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสร้างสรรค์ เพื่อรองรับสังคมยุคดิจิทัล” เอ็นนูอธิบายเพิ่มเติม
ถามถึง ตัวชี้วัด ในการดำเนินงานดังกล่าว
เจ้าตัวระบุว่า วัดจากความแตกต่างของรายได้และการเข้าถึงบริการภาครัฐระหว่างกลุ่มประชากร ความก้าวหน้าในการพัฒนาคน และจังหวัด เพื่อเป็นศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี
และที่สำคัญที่สุดคือ คุณภาพชีวิตของประชากรผู้สูงอายุดีขึ้น
ทั้งนี้ มาตรการในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการและผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนในขณะนี้ คือ 1.กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) 2.ขยายความครอบคลุมระบบประกันสังคม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 เพิ่มเติม 3.พ.ร.บ.ทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 4.พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 5.พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก พ.ศ.2558
ในส่วนของการวางแผนปฏิรูปประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ในด้านการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตในระดับบุคคล มีการขยายผลโครงการในพระราชดาริ การพัฒนา Big Data ของภาคการเกษตร พัฒนาระบบชลประทานเพื่อการเกษตร มีการส่งเสริม Smart farmer และ Precision farming สร้างแรงงานคุณภาพ (Super Worker) ด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจของชุมชน มีการส่งเสริมระบบสถาบันการเงินในชุมชน การพัฒนาธุรกิจชุมชน จัดตั้ง Social Investment Fund (SIF) ด้านการสร้างสมดุลระดับประเทศ มีการขยายความคุ้มครองของกองทุนประกันสังคม ประสานโครงการสวัสดิการในปัจจุบัน สร้างระบบ Negative Income Tax : NIT โดยการผสมระหว่างระบบภาษีกับระบบรัฐสวัสดิการเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับผู้ที่มีฐานะยากจน เร่งปฏิรูประบบภาษี สร้างความมั่นคงด้านที่ดินให้กับประชาชน และสร้างการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชน
เมื่อมีเป้าหมายและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ก็หวังว่าอีกไม่ช้าความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยจะหมดไป ความเสมอภาคจะเข้ามาแทนที่ และสามารถทำให้เกิดความเท่าเทียมกันของคนในทุกระดับชั้นได้อย่างแท้จริง

