คอลัมน์เริงโลกจิตรื่น : สืบทอด‘ความคิดว่าคนดี’ : โดย จันทร์รอน

21.10.18 | 13:00 น.

หลายปีมานี้ สังคมเราถูกกระตุ้นให้ใจโน้มไปในความดีกันมากมาย ยิ่งพัฒนาการของสื่อที่เข้าได้อย่างทั่วถึง ไม่ว่าใครสามารถเป็นได้ทั้งผู้ผลิตและผู้รับสื่ออย่างไม่ยุ่งยาก

มีความพยายามที่จะผลิตสื่อความดีส่งถึงกันและกันอยู่ตลอด

จนหลายครั้ง ไม่ว่าใครก็ตาม ทำอะไรสักนิดหน่อยที่เสี่ยงต่อการถูกตีความว่าเป็นความไม่ดี หรือเป็นความเลว

สำนึกแห่งความดีที่ถูกกระตุ้นให้แสดงออกตลอดเวลาเหมือนจะพร้อมเข้าไปปะทะเข้าไปตอบโตกับสิ่งเร้าที่ก่อให้ความคิดตีความว่าไม่ดี

หลายครั้งปะทะตอบโต้อย่างรุนแรงจนกลายเป็นกระแสสังคม

Advertisement

การที่สังคมมุ่งไปในทางดี และตอบโต้ ขจัดความไม่ดีนั้น ย่อมเป็นเรื่องที่ควรปรารถนา

จิตวิญญาณของคนทั้งโลกถูกปลูกฝังสืบต่อกันมาว่า “ความดี” นำมาซึ่งความสุข เมื่อร่วมกันสร้างพฤติกรรมที่ดีงาม และไม่ยินยอมให้ความไม่ดีเกิดขึ้นในสังคม ย่อมเป็นการสร้างสังคมที่เป็นสุข

ซึ่งก็น่าเป็นอย่างนั้น

แต่รู้สึกไหมว่า ช่วงหลังๆ นี้สังคมเริ่มตั้งคำถามกับ “ความดี” มากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ใช่อารมณ์ที่เป็นปัญหากับการคิดดี พูดดี ทำดี

แต่เป็นปัญหากับการอ้างความดีไปคุกคามคนอื่นๆ โดยที่ความดีที่นำมาอ้างนั้นไม่ใช่พฤติกรรมที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าดี แต่เป็นเรื่องที่คิดเอาเองว่าดี แล้วไปสรุปว่าที่ไม่เป็นไปตามที่ตัวเองคิดนั้นไม่ดี

แบบนี้แหละที่คำว่า “คนดี” ถูกทำให้กลายเป็นคำกระแนะกระแหน เหยียดหยัน จนแทบจะเรียกได้ว่า “เสียดี” ไป

ที่เป็นเช่นนี้อาจจะต้องมาดูพัฒนาการของ “ทำดี”

เป็นอย่างนี้ไหม เมื่อคนคนหนึ่งรู้สึกตัวเองว่า “ทำดี” และยิ่งมีคนกลุ่มหนึ่งยอมรับหรือเชิดชูความดีที่เขาได้ทำ

คนคนนั้นจะเกิดความอิ่มอกอิ่มใจขึ้น

ผลของการทำความดีทำให้เขามี “ความสุข”

และ “ความสุข” นี่เองที่เป็นความรู้สึกที่เขาต้องการรักษาไว้

สัญชาตญาณปกป้องเริ่มทำงาน

ดังนั้นเอง พฤติกรรมที่ทำแล้วได้รับการเชิดชูว่าเป็นความดี อันนำซึ่งความสุขมาให้ จึงเป็นเรื่องที่ใครจะมาแตะต้องไม่ได้

ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ทำให้ “ความดี” ที่นำความสุขมาให้นั้นถูกกระทบต่อ ต้องได้รับการปกป้อง

ยิ่งจิตใจยึดอยู่กับความสุขมากเท่าไร พฤติกรรมปกป้องทุกวิถีทางจะเกิดขึ้นมาก และเอาเป็นเอาตายมากเท่านั้น

กระทั่งกลายเป็นว่า การรักษาปกป้องสิ่งที่คิดว่าดีนั้นเป็นภารกิจจำเป็น

แต่ในความเป็นจริง “ความดีที่เกิดจากความคิดเรา” นั้น ไม่ว่าจะเป็นความคิดของคนหมู่น้อย หรือหมู่มาก ย่อมเป็นแค่ความดีที่เหมาะกับสถานการณ์หนึ่งๆ เท่านั้น

เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป การรักษาสังคมให้เป็นปกติ “ความดีที่เหมาะสมกับสถานการณ์” ย่อมเปลี่ยนรูปไป

ซึ่งใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างไร

พฤติกรรมที่เคยเชื่อว่าดีนั้น หากไม่เหมาะสมกับยุคสมัย หรือสถานการณ์ย่อมเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการของสังคม

และกลายเป็น “ความไม่ดี” หรือ “ความเลว” ไป

เรื่องนี้จะเข้าใจได้ย่อมต้องอาศัยปัญญา

เป็นปัญญาในแบบที่ส่งผลให้เกิดรับรู้ธรรมชาติของสรรพสิ่งที่จะต้องแปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย เห็นการยึดถือ ยึดมั่นไม่ยอมแปรเปลี่ยนตามเป็นแรงเสียดทานต่อธรรมชาติ เห็นความเป็นไปไม่ได้ของการใช้อำนาจบังคับขืนไม่ให้เปลี่ยนแปลง

หากเห็นเช่นนี้ไม่ได้ “คนดีเช่นนี้” ย่อมเผชิญชะตากรรมที่ชวนให้อเนจอนาถ