นอกลู่ในทาง : สงครามแพลตฟอร์ม

20.10.18 | 19:10 น.

“ธนา เธียรอัจฉริยะ” แห่ง “เอสซีบี” เคยเปรียบเปรยถึงผลกระทบจากเทคโนโลยี “ดิสรัปชั่น” ที่ไล่ล่าธุรกิจต่างๆ รวมถึงอุตสาหกรรมการเงินว่าในอนาคตจะทำให้ “แบงก์อยู่ทุกที่ ยกเว้นที่แบงก์”

สารพัดโมบายแอพพลิเคชั่นของธนาคารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “เอสซีบี อีซี่” ของธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ “เค พลัส” ของธนาคารกสิกรไทยทำให้คำกล่าวข้างต้นเป็นจริงแล้วครึ่งทาง คือ “อยู่ได้ทุกที่” (ถ้าพื้นที่นั้นๆ สัญญาณโทรศัพท์มือถือไปถึง)

“เอสซีบี” ประกาศเป้าหมายในอนาคตชัดเจนว่าต้องการทำให้ธนาคารกลายเป็น “ดิจิทัลแพลตฟอร์ม” ที่เชื่อมต่อทุกสังคมเข้าด้วยกัน และตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้ครอบคลุมทุกรูปแบบด้วย “เทคโนโลยี และข้อมูล” ในคอนเซ็ปต์ที่บอกว่า “พร้อมเป็นทุกอย่างเพื่อคุณ (ลูกค้า)”

“เอสซีบี อีซี่” เวอร์ชั่นใหม่ในครั้งนั้นยังมาพร้อมการประกาศยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมการเงินอีกสารพัด (26 มี.ค.2561) และดึงทุกแบงก์ให้ลงมาเล่นเกมเดียวกัน

“ธนา” มองว่า เมื่อ “ดิจิทัล” มาลูกค้าจะตัดสินใจย้ายธนาคารได้ง่ายขึ้นทำให้สงครามแบงก์ต้องมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ ไม่ได้แข่งกันที่จำนวนบัญชีเงินฝาก แต่ต้องนับจำนวนธุรกรรมบนโมบายแบงกิ้งว่า ใครมียอด “แอ๊กทีฟ” มากกว่ากัน และเป้าของ “เอสซีบี อีซี่” ในสิ้นปีนี้อยู่ที่ 10 ล้านราย

Advertisement

ถือเป็น Game Changer ที่ท้าทายยิ่ง และไม่ได้อยู่แค่ในธุรกิจธนาคารอีกต่อไป

ดังจะเห็นได้จากการที่แพลตฟอร์มระดับโลกอย่างอาลีเพย์, เฟซบุ๊ก, ไลน์ หรือแกร็บ มีจำนวนผู้ใช้บริการมากกว่า “โมบายแบงกิ้ง” หลายเท่าตัว กระโดดเข้ามาทำธุรกิจแบบเดียวกับธนาคารได้ไม่ยาก เช่น แกร็บปล่อยกู้ให้คนขี่มอเตอร์ไซค์, อาลีเพย์ปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอี เป็นต้น

ทุกธนาคารจึงต้องขยับเข้าสู่การเป็น “ดิจิทัลแพลตฟอร์ม”

10 ต.ค.2561 “แบงก์กสิกร” ปรับโฉมโมบายแอพพลิเคชั่น “เค พลัส” ใหม่เช่นกัน หลังจากใช้เวอร์ชั่นเดิมมานานกว่า 5 ปี โดยเปลี่ยนตั้งแต่วิธีคิดในการพัฒนาที่ต้องเป็น “โอเพ่น แพลตฟอร์ม” เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มของพันธมิตรธุรกิจต่างๆ ได้ ไม่ใช่แอพพลิเคชั่นที่ตอบโจทย์แค่การทำธุรกรรมทางการเงินของแบงก์อีกต่อไป

นอกจาก โลโก้ และหน้าตาของแอพพลิเคชั่นแล้วยัง “เค พลัส” โฉมใหม่ยังมาพร้อมฟังก์ชั่นด้านไลฟ์สไตล์ที่ทีมออกแบบบอกว่า ตั้งใจให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานเป็น “รายบุคคล” โดยมี “เกด” (KADE) เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) อยู่เบื้องหลังการทำงาน

“พัชร สมะลาภา” กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า โมบายแอพพลิเคชั่น “เค พลัส” เดิมที่ใช้งานมากว่า 5 ปี มีจำนวนลูกค้าที่ใช้บริการ คิดเป็นกว่า 61% ของลูกค้าธนาคาร 15 ล้านราย และมีอัตราการเติบโตรวดเร็วมาก ทั้งในแง่จำนวนลูกค้า และปริมาณธุรกรรม เพื่อให้เข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุดมากขึ้น ธนาคารจึงพัฒนาศักยภาพของ

“เค พลัสใหม่” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เปลี่ยนเพื่อรู้ใจขึ้น”

และต้องทำทุกอย่างจบได้ใน “แอพพ์” เดียว

“การนำเทคโนโลยีเอไอมาใช้ทำให้เรารู้ใจลูกค้ามากขึ้น เช่น ถ้ารู้ว่าลูกค้ากำลังจะไปต่างประเทศ เราก็อาจจะนำเสนอประกันการท่องเที่ยวให้ แต่คำว่ารู้ใจกับรำคาญใจเป็นแค่เส้นบางๆ ซึ่งเราจะพยายามดูแลเส้นนี้อย่างดีไม่ให้รู้ใจกลายเป็นรำคาญใจ”

เป้าหมายของ “เค พลัสใหม่” มี 3 เรื่อง คือ 1.เพิ่มสัดส่วนการใช้ฟังก์ชั่นไลฟ์สไตล์อีก 5-10% ภายใน 1 ปี

2.เป็นช่องทางให้ลูกค้าเข้าถึงบริการและผลิตภัณฑ์ด้านการเงินของธนาคารได้ง่าย และสะดวกขึ้น เช่น ฟังก์ชั่นถอนเงินโดยไม่ใช่บัตร, ซื้อกองทุน, บริการสินเชื่อส่วนบุคคล เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนขนาดเล็กให้ลูกค้าทั่วไปและผู้ประกอบการรายย่อย โดยตั้งเป้าว่าในปีนี้จะปล่อยสินเชื่อคงค้างสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มอีก 7,000 ล้านบาท หรือรวมเป็น 22,700 ล้านบาท

และ 3.เพิ่มฐานลูกค้ารวมของธนาคารให้ได้ 20 ล้านบัญชีภายใน 3 ปี

10 ปีที่ผ่านมา ธนาคารมีฐานลูกค้าใหม่เฉลี่ยปีละกว่า 1 ล้านบัญชี ปัจจุบันมีจำนวนบัญชีรวม 15 ล้านบัญชี และเชื่อว่าใน 3 ปี จากนี้ ฐานลูกค้าใหม่จะเพิ่มเป็นปีละ 2 ล้านบัญชี

ฐานลูกค้า K PLUS ส่วนหนึ่งมาจากการเติบโตของฐานลูกค้ารวมของธนาคาร อีกส่วนมาจากกลยุทธ์การขยายฐานลูกค้าที่ไม่ได้มีบัญชีธนาคาร โดย “เค พลัส” จะเป็นแอพพ์ที่ลูกค้าใช้ในชีวิตประจำวันทั้งการใช้จ่าย และเพื่อความเพลิดเพลิน (Pay & Play) มีบริการหรือผลิตภัณฑ์อื่นที่ตรงไลฟ์สไตล์ รวมถึงมีสิทธิประโยชน์จากแบรนด์ดังที่มารวมกันอยู่บนแพลตฟอร์มนี้ด้วย

“ปัจจุบันเรามีลูกค้าอยู่ 9.4 ล้านรายที่ใช้แอพพ์เคพลัส มีการทำธุรกรรมตั้งแต่ ม.ค.-ก.ย.รวม 3,634 ล้านครั้ง แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการโอน, เติม และจ่าย กว่า 90% บริการพวกไลฟ์สไตล์และอื่นๆ ยังแค่ 1% เราต้องการเพิ่มส่วนนี้อีก 5-10%”

“สมคิด จิรานันตรัตน์” ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) เสริมว่า การพัฒนา “เค พลัส” ได้ขยายจากการเป็นแอพพลิเคชั่น มาสู่การเป็น “Intelligence Platform” ทำให้นำเสนอประสบการณ์ที่ตรงใจกับลูกค้าเป็นรายบุคคล และรองรับการเติบโตในอนาคต ทั้งความเสถียร ความปลอดภัย และความง่ายในการใช้งานของลูกค้า รวมถึงการขยายเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

เทคโนโลยี เอไอ ที่ชื่อว่า “เกด” ถือเป็นหัวใจสำคัญในพัฒนา ด้วยการเรียนรู้พฤติกรรมของลูกค้าแต่ละคน รู้จัก รู้ใจคนใช้มากขึ้นเรื่อยๆ จึงนำเสนอบริการเป็นรายคนได้ เช่น ฟังก์ชั่น K PLUS Today แจ้งเตือนธุรกรรมการเงินที่สำคัญที่ใช้เป็นประจำ และแนะนำผลิตภัณฑ์หรือโปรโมชั่นที่ตรงกับไลฟ์สไตล์

นอกจากนี้ เทคโนโลยีแมชชีน เลนดิ้ง (Machine Lending) ในแอพพลิเคชั่นยังทำให้ธนาคารนำข้อมูลมาวิเคราะห์และนำเสนอสินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อธุรกิจที่เหมาะกับความสามารถในการกู้และตรงความต้องการของลูกค้าได้ด้วย

“ผู้บริหาร” KBTG ย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนา “เค พลัส” คือทำให้เทคโนโลยีเป็นเรื่องง่ายๆ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ และต่อไปจะทำให้คนที่ไม่มีบัญชีธนาคารทำธุรกรรมได้ รวมถึงข้ามประเทศได้ด้วย โดยเป้าหมายในอนาคตของ “เค พลัส” จึงไม่ได้อยู่ที่ฐานลูกค้า 20-30 ล้านรายหรือแค่ในประเทศไทยเท่านั้น หากเป็น 100 ล้านคนทั่วโลก

ถือเป็นการกระโดดเข้าสู่สงครามแพลตฟอร์มอย่างเต็มรูปแบบ