ใครจะคิดว่าวิธีการเลี้ยงหมูจะส่งผลต่อสิ่งต่างๆ มากมาย ไม่เพียงสุขภาพของสัตว์ และที่สุดส่งผลต่อปลายทางคือผู้บริโภค
อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ถือเป็นแหล่งที่ทรมานสัตว์มากที่สุด เพราะตลอดวงจรชีวิตของสัตว์นับ 7 หมื่นล้านตัวทั่วโลกที่ถูกเลี้ยงเพื่อเป็นอาหารล้วนต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมาน
โดยเฉพาะแม่หมูในฟาร์มเลี้ยง ซึ่งมีจำนวนมากถึง 1.4 หมื่นล้านตัวทั่วโลก ซึ่งถือว่าเป็นฟาร์มที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ทุกช่วงชีวิตของพวกมันตั้งแต่ลืมตาดูโลกจนกระทั่งกลายเป็นอาหารของมนุษย์ต้องก้มหน้าใช้ชีวิตในคอกแคบๆ ที่มืดทึบ อากาศไม่ถ่ายเท ทั้งชีวิตไม่มีสิทธิฝันว่าจะลุกเดินไปไหน เพราะแค่จะเดินกลับตัวยังไม่มีโอกาส
ความที่หมูเป็นสัตว์สังคม เมื่อถูกเลี้ยงแบบยืนซอง มีชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ย่อมทำให้แม่หมูเกิดความเครียดสะสม จำนวนมากที่มีพฤติกรรมกัดแทะเหล็กซี่กรง เมื่อประกอบกับการเลี้ยงดูที่ไม่เต็มร้อย จำกัดปริมาณอาหารการกินเพื่อรักษาน้ำหนักตัวแม่หมูไม่ให้เกิดปัญหาตอนตกลูก อยู่ในสภาพแวดล้อมที่อากาศไม่ถ่ายเท ขาดการดูแลความสะอาดเมื่อมีการขับถ่ายของเสีย พาลให้ร่างกายอ่อนแอลง ป่วยเป็นโรคง่าย
ที่น่าตกใจ คือ ทางออกของฟาร์มส่วนใหญ่ไม่ใช่การพุ่งไปแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่เลือกแก้ที่ปลายทาง นั่นคือ การให้ยาปฏิชีวนะเพื่อเยียวยาแม่หมู จนบางครั้งให้ในปริมาณที่มากเกินจนเกิดการสะสมในร่างกาย เมื่อแม่หมูตกลูก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าโรคภัยไข้เจ็บและยาปฏิชีวนะที่ให้ไปแบบไม่ใส่ใจนี้จะถูกส่งต่อไปยังลูกหมู ไปสิ้นสุดที่ผู้บริโภค
ที่ผ่านมาองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) ได้ริเริ่มโครงการ “เลี้ยงหมูด้วยใจ” หวังยกระดับคุณภาพชีวิตของหมูในฟาร์มเลี้ยงให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยการเจรจากับฟาร์มเลี้ยงหมูต่างๆ ทั่วโลกปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงหมู จากที่เลี้ยงในซองเล็กๆ ให้เปลี่ยนมาเลี้ยงแบบรวมกลุ่ม รวมถึงการเพิ่มอุปกรณ์ลดความเครียดให้กับหมูไว้กัดเล่น อาทิ เชือกปอมะนิลา กระสอบที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ หรือกิ่งไม้ เป็นต้น
ขณะเดียวกันยังกระตุ้นให้ผู้บริโภคร่วมแสดงพลัง ลงชื่อเรียกร้องให้มากที่สุดเพื่อส่งเสียงถึงซุปเปอร์มาร์เก็ตที่จัดหาเนื้อหมูที่มาจากฟาร์มเลี้ยงที่ดูแลสวัสดิภาพของหมู เพราะผู้บริโภคทุกคนมีอำนาจการตัดสินใจอยู่ในมือว่าจะเลือกบริโภคอย่างรับผิดชอบหรือเพิกเฉยต่อชะตากรรมของหมู

“กิจกรรมดังกล่าวนี้จะดำเนินการพร้อมกันทั่วโลก ซึ่งเราหวังว่าการเปิดเผยให้เห็นเบื้องหลังที่มาของเนื้อหมูที่เราบริโภคกันอยู่ทุกวัน จะทำให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการมอบชีวิตที่ดีขึ้นให้กับแม่หมู เพราะเราต้องการการสนับสนุนจากคนไทยทุกคน” นี่คือเสียงสะท้อนจากใจของ โรจนา สังข์ทอง ผู้อำนวยการองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประจำประเทศไทย ที่หวังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับชีวิตแม่หมูนับล้านตัวในประเทศไทย ภายใต้ความเชื่อที่ว่า “หนึ่งเสียงของทุกคนมีค่า หากเราร่วมใจกัน เสียงของเราก็จะมีพลังและนำไปสู่การยุติความทุกข์ทรมานของแม่หมูในฟาร์มเลี้ยงได้”
จากความพยายามขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย ส่งผลให้บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของไทยร่วมให้คำมั่นว่าจะยกเลิกการเลี้ยงแม่หมูแบบยืนซองขณะตั้งท้องเป็นรายแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในเดือนกันยายน พ.ศ.2560 โดยจะเปลี่ยนเป็นระบบการเลี้ยงแบบรวมกลุ่มให้ครบทุกฟาร์มในเครือฯ ภายใน พ.ศ.2570 เช่นเดียวกับซีพีเอฟที่มีแผนจะยุติการเลี้ยงหมูแม่พันธุ์ที่ตั้งท้องแบบยืนซองหันมาเลี้ยงแบบรวมกลุ่มให้แล้วเสร็จภายใน พ.ศ.2568
เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “เลี้ยงหมูด้วยใจ” ด้วยการร่วมลงชื่อกับองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกได้ที่ www.worldanimal protection.or.th


