สังคมไทยเเละเพลงลูกทุ่งถือเป็นของคู่กัน หลายบทเพลงที่สื่อถึงอารมณ์ ความรู้สึก และสภาพสังคมในช่วงเวลาที่บทเพลงถูกผลิตและเผยแพร่ว่าเป็นเช่นไร
“ความเป็นหญิงกับย่างก้าวที่เปลี่ยนไปในบทเพลงลูกทุ่งแต่ละยุค” คือหนึ่งในหัวข้อเสวนาบนเวทีการนำเสนอผลงานปลายภาคของนักศึกษา Summer School-SEAS 2018 เวทีวิชาการสตรีนิยม-อุษาคเนย์ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือโครงการ “ซีส์”
“ปรัชญาพร เงยงามขำ” นักศึกษาโครงการซีส์ เล่าย้อนถึงที่มาของเพลงลูกทุ่งว่า เกิดขึ้นในสังคมเมือง มีการพัฒนามาจากเพลงไทยสากล ลักษณะเฉพาะคือ ใช้ภาษาง่ายๆ บรรยายสภาพสังคมและวัฒนธรรม เน้นเรื่องราวชีวิตของชาวชนบท โดยก่อนหน้านั้นยังไม่มีการแบ่งแยกว่า เป็นลูกทุ่งหรือลูกกรุง เนื่องจากเพลงไทยได้พัฒนามาจากเพลงไทยเดิมที่ใช้คำร้องที่มีลักษณะการเอื้อน และใช้เครื่องดนตรีไทยบรรเลง มาเป็นเพลงไทยสากล ที่มีเนื้อร้องเต็ม ใช้เครื่องดนตรีสากลบรรเลง ซึ่งได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากฟังง่าย ร้องง่าย และจำได้ง่าย
ขุนวิจิตรมาตราบันทึกไว้ในหนังสือเรื่องของละครและเพลง ว่าเพลงลูกทุ่งเป็นวงดนตรีแบบสากลที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ลักษณะเพลงลูกทุ่งในระยะเริ่มแรก มาจากการร้องรำทำเพลงของไทยดั้งเดิม โดยเพลงลูกทุ่งนำมาดัดแปลงแล้วใส่ดนตรีแบบสากล เป็นลักษณะเพลงแบบใหม่
“สุรพล สมบัติเจริญ” นักร้องเพลงลูกทุ่ง เจ้าของเพลงดัง “16 ปีแห่งความหลัง” ได้ทำให้เพลงลูกทุ่งไทยเป็นที่นิยมอย่างยิ่งในช่วงปี พ.ศ 2506-2513 จนเรียกได้ว่าเป็น “ยุคทอง” ของวงการเพลงลูกทุ่งไทย
แน่นอนว่าอีกหนึ่งในตำนานแห่งวงการเพลงลูกทุ่งไทย คือนักร้องหญิง “ผึ้ง-พุ่มพวง ดวงจันทร์” เจ้าของตำแหน่ง “ราชินีลูกทุ่ง” ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ความสำเร็จของตัวเธอเองเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนของวงการเพลงลูกทุ่ง กระทั่งกลายเป็นตำนานจนถึงทุกวันนี้ เช่นเดียวกับเพลง “โลกของผึ้ง” อันแสนเศร้า ที่ใครฟังแล้วก็ต้องมีอารมณ์ร่วมกับเนื้อหา ท่วงทำนอง และเสียงร้องของเจ้าตัว
“ปรัชญาพร” ระบุว่า หากพูดถึงยุคของวงการเพลงลูกทุ่งไทยในช่วงเวลาของตน จากอดีตถึงปัจจุบันคงมี 3 ยุคหลักๆ หนึ่งต้องเป็นยุคของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ในบทเพลง “ดาวเรืองดาวโรย” และ ก๊อต จักรพรรณ์ ในบทเพลงปูไข่ไก่หลง ส่วนยุคที่สองคือยุค “ดาว มุยรี” จาก บทเพลงมีเมียแล้วไม่เอา ส่วนยุคสุดท้ายคือ ยุคของ “ลำไย ไหทองคำ” ในบทเพลงผู้สาวขาเลาะ ทั้ง 3 ยุคมีเนื้อหาบทเพลงที่แตกต่างกันไปในมุมมองความคิดของผู้หญิง ถือว่าเพลงแต่ละยุคทำหน้าที่สะท้อนสังคมของผู้หญิงในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี
“ปกติมีความชื่นชอบในการฟังเพลงอยู่แล้ว แต่ส่วนมากเป็นเพลงสากลมากกว่าเพลงสตริงไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เรียนตัดเย็บเสื้อผ้าที่ศูนย์ฝึกอาชีพมีนบุรี ตลาดนัดจตุจักร2 และได้ยินเสียงเพลง ผู้สาวขาเลาะ มาจากชั้นข้างล่างซึ่งเป็นชั้นซ้อมวงดนตรี ตอนนั้นคิดว่าทำไมเพลงนี้ดังมาก ได้เห็นเอ็มวีเพลงผู้สาวขาเลาะผ่านยูทูปและรู้ว่ามียอดวิวคนดูถึงสี่ร้อยล้านวิว ตอนนั้นความคิดขึ้นมาว่าบทเพลงมักทำหน้าที่สะท้อนสังคมในขณะนั้น ซึ่งเพลงผู้สาวขาเลาะที่มียอดวิวมากมายขนาดนี้ คงเป็นเพราะคนฟังมีความรู้สึกเช่นเดียวกับบทเพลงไม่มากก็น้อย ตอนนั้นเราก็พอมองสังคมผ่านบทเพลงได้ว่า ผู้ชายส่วนใหญ่ยังคงมีค่านิยมในเรื่องของสถานะและเรื่องหน้าตามากกว่า ความรัก ส่วนผู้หญิงผู้หญิงสมัยก่อนอาจจะดูซื่อๆโดนหลอกง่าย และมาถึงผู้หญิงที่รู้ทันผู้ชายไม่ยอมเป็นสองรองใคร จนมาถึงสาวรุ่นใหม่ในปัจจุบันที่รู้ว่าตนต้องการอะไร หากชอบผู้ชายสักคนหนึ่งเธอพร้อมที่จะจีบผู้ชายที่หมายปองเอง” ปรัชญาพรกล่าว พร้อมทิ้งท้ายว่า
“เพลงลูกทุ่งสะท้อนให้เราเห็นถึง “ชีวิตจริง” และบทเพลงก็ทำหน้าที่สะท้อนสังคม ทั้งสองทำหน้าที่สะท้อนกันเสมอ”

