ซ้ายไม่จริง ขวาไม่แท้ ถอดรหัสดีเอ็นเอ ‘เลือดสีน้ำเงิน’ กับประชาธิปไตยในอุดมคติ

26.10.18 | 17:52 น.
(ซ้าย)พระยาศราภัยพิพัฒ ขณะถูกขังอยู่ในเรือนจำมหันตโทษบางขวาง, (ขวา) ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน นักโทษการเมืองคดีกบฏบวรเดชและผู้เขียน "น้ำเงินแท้"

นับเป็นผลงานที่น่าจับตาอย่างยิ่งสำหรับ “เลือดสีน้ำเงิน” ที่กระตุกความสนใจของนักอ่านตั้งแต่ข้อความโปรยปก “ซ้ายไม่จริง ขวาไม่แท้ และประชาธิปไตยในอุดมคติ” ผลงานของ ปฐมาวดี วิเชียรนิตย์ มหาบัณฑิตคณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ซึ่งปรับปรุงจากวิทยานิพนธ์สุดเข้มข้นด้วยเนื้อหาการต่อสู้ของ “กลุ่มเลือดสีน้ำเงิน ในสังคมการเมืองไทย พ.ศ.2475-2500” กลายเป็นพ็อกเก็ตบุ๊กประวัติศาสตร์การเมืองอ่านสนุกที่ล้วงลึกถึงก้นบึ้งทางความคิดของกลุ่มคนเหล่านี้ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิด “ชนชั้นนำ” ของสยามประเทศในห้วงเวลาก่อนสิ้นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์

แน่นอนว่าความเข้าใจในถ้อยคำ “เลือดสีน้ำเงิน” ชวนให้จินตนาการถึงกลุ่ม “อนุรักษนิยม” แต่เลือดสีน้ำเงินในที่นี้มีความหมายหลักถึงกลุ่มบุคคลที่มีประสบการณ์ทางการเมืองร่วมกันในฐานะ “นักโทษการเมือง” คดีกบฏบวรเดช ซึ่งอธิบายตัวเองถึงคำว่าสีน้ำเงินใน 2 ความหมาย นัยหนึ่ง คือสีในธงชาติ และอีกนัยหนึ่ง คือสีของชุดนักโทษในเรือนจำ

แรงบันดาลใจจากนิยาย ‘นักโทษการเมือง’

ปฐมาวดี เจ้าของผลงาน เล่าถึงแรงบันดาลใจตั้งแต่การเริ่มคิดหัวข้อวิทยานิพนธ์ว่า ส่วนตัวเป็นคนชื่นชอบที่จะค้นหาความจริงทางประวัติศาสตร์ จึงค้นคว้าข้อมูลลงลึกในหลายมิติ หนึ่งในแหล่งข้อมูลที่ทำให้เกิดการตั้งคำถาม คือนิยายของ “ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน” นักโทษการเมือง

“พอได้อ่านนิยายของนักโทษการเมืองผู้เขียนถึงนักโทษการเมือง รวมถึงวารสารน้ำเงินแท้จึงเกิดความสนใจ โดยมีการให้ความหมายทางการเมืองตั้งแต่ก่อนปฏิวัติเยอะและมองได้หลายมุม เกิดคำถามกับนิยายเล่มนั้น ว่าเหตุใดจึงมีมุมมองเช่นนั้น จึงหาข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมอีก และเลือกศึกษานักโทษ 5 คน จากคดีกบฏบวรเดชทั้งหมด โดยเลือกจากบุคคลที่มีงานเขียนค่อนข้างต่อเนื่อง และมีบทบาททางการเมือง เพื่อที่จะสามารถถอดความคิดได้อย่างแจ่มชัด คือ ม.จ.สิทธิพร กฤดากร, ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน, พระยาศราภัยพิพัฒ, สอ เสถบุตร และ ร.ท.จงกล ไกรฤกษ์ คนกลุ่มนี้ได้อธิบายประชาธิปไตยว่ามีความหมายว่าอย่างไร สถาบันทางการเมืองเช่นนี้เป็นอย่างไรต้องมีอะไรบ้าง”

นอกจากนี้ ระหว่างการค้นหาข้อมูลยังพบจดหมายของนักโทษการเมืองที่ขอเข้าร่วมกับคณะราษฎร ซึ่งนั่นกลายเป็นจุดพลิกผันของตัวเธอเองในการศึกษาวิจัย

Advertisement

“จุดพลิกผันคือตอนที่ได้มาหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ค้นไปเจอจดหมายของนักโทษการเมืองคนหนึ่ง ที่เขียนขอเข้าร่วมงานกับคณะราษฎร หลังปฏิวัติรัฐประหารเพียง 4 เดือน จากจดหมายแค่ฉบับเดียวทำให้มายืนอยู่จุดนี้ เปลี่ยนมุมมองและเกิดคำถามว่าทำไม? จดหมายฉบับนั้นก็อยู่ในหนังสือเล่มนี้ด้วย”

ปฐมาวดี ยังอธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้ภาพที่ชัดเจนของวลี “ซ้ายไม่จริง ขวาไม่แท้” ว่าคือกลุ่มบุคคลที่มีความใกล้ชิด เกี่ยวข้อง และเชื่อมโยงกับราชวงศ์หรือชนชั้นนำไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง อาจเป็นการทำงาน หรืออยู่ใต้การอุปถัมภ์ของเจ้านาย เป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ภาพของคนกลุ่มนี้มักถูกมองว่าเป็นคนที่ต่อต้านการปฏิวัติ 2475 หากแต่หนังสือเล่มนี้สะท้อนมุมมองที่ต่างออกไป

กรณี ร.ท.จงกล ไกรฤกษ์ ผู้ส่งจดหมายถึงคณะราษฎร หลังจากการปฏิวัติ 2475 สี่เดือน เพื่อขอเข้าร่วม ถามว่าทำไม?

“ร.ท.จงกล ไกรฤกษ์ ได้รับการอุปถัมภ์จากเจ้านายระดับต่างๆ อยู่วังพระตำหนักสวนกุหลาบตั้งแต่เด็ก แล้วส่งเข้าโรงเรียนนายร้อย และเมื่อจบการศึกษาก็ถูกส่งตัวไปอยู่ต่างจังหวัด ไม่ได้อยู่ในพระนครอย่างที่หวัง และมีความอึดอัดใจในระบบราชการ ซึ่งเชื่อถือในลำดับขั้น ไม่เชื่อถือเด็ก จึงดิ้นรนหาทางเข้าไปอยู่ในพระนคร เข้าโรงเรียนเสนาธิการ พอจบมาก็คาดหวังอีกว่าจะได้อยู่ในพระนครบ้าง แต่กลับกลายเป็นว่าถูกส่งไปอยู่พิษณุโลก โอกาสทางด้านการเจริญเติบโตทางการงานค่อนข้างน้อย เพราะเจ้านายที่อุปถัมภ์เสด็จทิวงคตไปตั้งนานแล้ว สำหรับการตัดสินใจเข้าร่วมกบฏบวรเดชนั้น คาดว่าเกิดจาก 1.คณะราษฎรทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย มีการรัฐประหารกันอีก 2.มีความใกล้ชิดกับคนที่ก่อกบฏ คือพระยาศรีสิทธิสงคราม ซึ่งเป็นอาจารย์ของเขา”

เนื้อหาในหนังสือ “เลือดสีน้ำเงิน” อธิบายอย่างลุ่มลึกว่าทำไมอยู่ๆ คนที่เป็นกบฏบวรเดช ผู้ที่คิดว่าน่าจะอยู่ฝั่งตรงข้าม กลับกลายเป็นขอเข้าร่วมกับคณะราษฎร

“เดิมที่เรารู้มาคือคนที่เป็นกบฏบวรเดชเมื่อได้รับอภัยโทษ หรือนิรโทษกรรม ช่วงท้ายสงครามโลกครั้งที่ 2 จะต้องกลับมาเกาะกลุ่มกันเพื่อต่อสู้ทางการเมือง ส่วนฝ่ายอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ก็เกาะกลุ่มกันอยู่นิดหน่อย สักพักนักโทษกลุ่มนี้ก็ไปอยู่กับจอมพล ป. พอท้ายทศวรรษปี 2490 ก็ไปสังกัดพรรคเสรีมนังคศิลา ซึ่งคิดว่ามันก็แปลกๆ แล้วอีกคนหนึ่งซึ่งไม่บอกว่าใคร ดันอยู่พรรคประชาธิปัตย์ อยู่ยาวมาก เป็นโฆษกพรรคเพื่อต่อสู้”

ร.ท.จงกล ไกรฤกษ์ (เสื้อขาว) ขณะถูกคุมขังอยู่ในคุกบางขวาง

‘คนเก๋’ แห่งยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์

หนึ่งบุคคลน่าสนใจที่ปรากฏในหนังสือ “เลือดสีน้ำเงิน” คือ “พระยาศราภัยพิพัฒ” หนึ่งในกบฏบวรเดช ซึ่งปฐมาวดีตั้งสมญานามให้ว่า “คนเก๋ แห่งยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์” เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับเจ้านายอย่างมาก แต่กลับใช้พื้นที่หนังสือพิมพ์ตั้งคำถามกับระบอบดังกล่าว

“ท่านเคยร่วมงานกับฝ่ายซ้าย รวมถึงเคยร่วมเรียกร้องให้ปล่อยนักโทษคอมมิวนิสต์ ครอบครัวของท่านอยู่ใต้การอุปถัมภ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ จบการศึกษาทางด้านหนังสือพิมพ์จากประเทศออสเตรเลีย เกณฑ์ทหารและได้เข้าทำงานให้กระทรงกลาโหม เป็นทหารเรือ ใกล้ชิดสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งเป็นอาจารย์ การที่อยู่ในวงการใกล้ชิดมองได้ว่าน่าจะมีความเห็นเหมือนกันทุกอย่าง แต่ในฐานะนักหนังสือพิมพ์ ท่านกลับใช้พื้นที่หนังสือพิมพ์ในการตั้งคำถามกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์”

ปฐมาวดียกหลักฐานจากหนังสืองานศพของ พระยาศราภัยพิพัฒ ที่มีคนเขียนถึงท่านว่า “ในคราที่ต่อต้านรัฐบาลและเรียกร้องไม่ให้เซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์”

“ระบอบการปกครองช่วงนั้นมีปัญหา มีวิกฤตในช่วงท้าย เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ข้าวขายไม่ได้ ระบอบและอุดมการณ์ต่างๆ ก็ไหลเข้ามาในสยาม ท่านเห็นภาพ คิดและเขียนออกมา มีช่วงหนึ่งที่รัฐเพิ่มการเก็บภาษีที่ดิน ท่านเขียนวิพากษ์วิจารณ์ในหนังสือพิมพ์ว่า การเงินขาดแคลนทั่วไปเช่นนี้ ควรผ่อนเพลามือในการหาเงินจากราษฎร และว่า เสนาบดีควรอธิบายด้วยว่าทำไมถึงเก็บภาษีชนิดนี้”

ภาพปกนอกเทคนิคสีน้ำ โดย ตะวัน วัตุยา

หนังสือพิมพ์กสิกร และ ม.จ.สิทธิพร ผู้ไม่ใส่ใจอดีต

มาถึง ม.จ.สิทธิพร กฤดากร พระอนุชาของพระองค์เจ้าบวรเดช ผู้มุ่งหวังยกระดับและพัฒนาเกษตรกรสยามเวลานั้นให้ดีขึ้น โดยเรียกร้องให้รัฐดูแลเกษตรกรมาตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นอกจากนี้ยังก่อตั้ง “หนังสือพิมพ์กสิกร” อีกด้วย

“การทำหนังสือพิมพ์นั้นเหมือนจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำเกษตรทั้งหมด แต่ก็พีคอีก เพราะมีเรื่องการเมืองเข้ามาข้องเกี่ยว มีการเขียนวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล และในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านก็รับหน้าที่เป็นกรรมการองคมนตรี ก่อนหน้านั้นเป็นคณะกรรมการเพื่อยกร่างองคมนตรี นับว่าความใกล้ชิดกับเชื้อพระวงศ์ค่อนข้างมาก แต่ท่านก็ตั้งคำถามเกี่ยวกับช่วงปลายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งต้องอ่านในหนังสือเรื่องเลือดสีน้ำเงิน ถึงจะอิน”

ปฐมาวดีเล่าด้วยว่า มีโอกาสได้สัมภาษณ์ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เพื่อสอบถามความเห็นว่า เหตุใด ม.จ.สิทธิพร จึงเข้าร่วมกบฏบวรเดช

“อาจารย์สุลักษณ์เล่าว่า ม.จ.สิทธิพร เป็นคนเดียวที่ไม่เขียนเรื่องเกี่ยวกับกบฏบวรเดช ต่างจากคนในกลุ่มที่บางคนก็เขียนแก้ตัวด้วยซ้ำ บางคนก็เล่าเหตุการณ์ไม่ตรงกัน ส่วนในบันทึกก็ไม่มี ขนาดกระทั่งพระธิดาของท่านถามว่าทำไมพ่อถึงเข้าร่วม ในบันทึกนั้นก็บอกว่า ท่านไม่ทรงตรัสอันใดเลย ท่านไม่ใส่ใจกับอดีต ท่านสนใจแต่ปัจจุบันและอนาคตของชาวนา” ผู้เขียนกล่าวปิดท้าย พร้อมแง้มเหตุการณ์น่าสนใจที่ต้องไปหาอ่านในหนังสือ โดยระบุว่า เมื่อ ม.จ.สิทธิพร ไม่ได้รับราชการ และไม่ได้อยู่ในพระนคร ท่านไปทำการเกษตรแนวใหม่ที่บ้านบางเบิด จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อพี่ชายส่งโทรเลขไปหา จึงขึ้นมาพระนคร เหตุการณ์หลังจากนั้นท่านก็ได้ทำบางอย่างซึ่งระบุไว้ในหนังสือเล่มนี้

เบื้องลึกเบื้องหลัง เมื่อ ‘ความจริง อาจไม่จริง’

ปฐมาวดียังสารภาพว่า นับแต่การเริ่มต้นทำวิทยานิพนธ์ จนถึงเมื่อตอนเสร็จสมบูรณ์ ข้อมูลต่างๆ ที่พบ ทำให้เธอเปลี่ยนความคิดความเชื่อไปโดยสิ้นเชิง

“เจอข้อมูลที่เปลี่ยนความคิดอย่างสิ้นเชิงอยู่ตลอด แต่ชิ้นที่รู้สึกว่าว้าวที่สุด คือเอกสารสืบราชการลับของคณะราษฎร ซึ่งอ่านยากเพราะเป็นโค้ดลับและเก่า บางส่วนมีรอยไฟไหม้ซึ่งต้องพยายามแกะ ตอนแรกคิดว่าไม่มีคนกลุ่มที่เราต้องการทั้ง 5 คน แต่พอใช้เวลาเป็นเดือน ก็เจอข้อมูลของพระยาศราภัยพิพัฒ ซึ่งไม่พอใจคณะราษฎรเพราะถูกปลด มีการเขียนจดหมายถึงพระยาพหลฯ ขอคำชี้แจง และเขียนโต้ตอบจอมพล ป. พิบูลสงคราม ท่านมีความเคลื่อนไหวในพระนคร มีความสัมพันธ์กับหลายกลุ่มคน ในหนังสือพูดถึงเรื่องนี้อยู่

“เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยน ความจริงอาจไม่จริง อาจจะมีอะไรซ่อนอยู่ในความจริง เราต้องเข้าถึงความจริงนั้นด้วยข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ว่าเบื้องลึกเบื้องหลังเป็นอย่างไร ข้อมูลบางอย่างเชื่อมมายัง 14 ตุลาฯด้วยซ้ำ” ผู้เขียนสรุป

หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เข้าใจกลุ่มคนเลือดสีน้ำเงิน หากยังเข้าใจผู้คนในยุคสมบูรณาญา สิทธิราชย์อีกด้วย