เทียบกับฟินแลนด์หรือสวีเดน บ้านเราอาจจะยังห่างอยู่มากกับคำว่าสังคมไร้เงินสด (Cashless society) แต่ถือได้ว่าการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การใช้โมบายแบงก์กิ้งต่างๆ หรือบริการอย่าง “พร้อมเพย์” ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเกิดจากหลายสิ่งประกอบกัน
ตั้งแต่การกดปุ่มนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบชำระเงินของประเทศให้เป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Paymeny) ครบวงจร รวมไปถึงความกระตือรือร้นของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม และภาคการเงินการธนาคาร เป็นต้น
ปัจจุบัน คนไทยโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่เริ่มคุ้นเคยกับการใช้จ่ายเงินผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Wallet) กันอยู่แล้ว เชื่อว่าใครได้เริ่มใช้แล้วมักติดใจ เพราะสะดวกมาก ไปไหนมาไหนไม่ต้องพกเงินสดให้ยุ่งยาก
“ทรูมันนี่ วอลเล็ท” (TrueMoney e-Wallet) หนึ่งในผู้ให้บริการ “อี-วอลเล็ต” เปิดเผยมูลค่าธุรกรรมทางการเงินในประเทศไทยผ่านแอพพลิเคชั่น “ทรูมันนี่” เอง ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2561 ที่ผ่านมาว่า มีมูลค่าสูงถึงกว่า 70,000 ล้านบาท จากจำนวนผู้ใช้บริการ 7 ล้านกว่าราย และมีผู้ใช้บริการเป็นประจำเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าจากปีที่ผ่านมา
อย่างที่รู้กันว่าคนไทยใช้อินเตอร์เน็ตมากติดอันดับต้นๆ ของโลก จากการสำรวจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA ตอกย้ำชัดเจนว่าปี 2561 คนไทยใช้อินเตอร์เน็ตสูงกว่า 10 ชั่วโมง/วัน เพิ่มจากปี 2560 ถึง 3 ชั่วโมง 47 นาที ทั้งมีการใช้โซเชียลมีเดียมากที่สุดเป็นอันดับ 1 คิดเป็นสัดส่วนถึง 93.64%
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือทำให้โลกอินเตอร์เน็ตอันเปรียบได้กับคลังข้อมูลมหาศาลไร้พรมแดนที่คนเราสามารถติดต่อสื่อสารระหว่างกันได้สะดวกและรวดเร็วอย่างไร้ขีดจำกัดไม่ว่าจะอยู่ในมุมในของโลก
ระยะทางไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป และแน่นอนว่าในบรรดาคนจำนวนมากนั้นย่อมมี “มิจฉาชีพ” แฝงตัวอยู่ไม่น้อยด้วยเช่นกัน
จากรายงานภัยคุกคามความปลอดภัยบนอินเตอร์เน็ตประจำปี 2559 ที่ผ่านมาของบริษัทด้านการปกป้องข้อมูล “ไซแมนเทค” ระบุว่า ประเทศไทยติดอันดับที่ 11 ในภูมิภาคเอเชียที่มีการหลอกลวงทางโซเชียลมีเดียมากถึงวันละเกือบ 82 ครั้ง
ดังนั้น เพื่อส่งเสริมให้สังคมไร้เงินสดเกิดขึ้นในบ้านเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรู้เท่าทันสารพัดกลลวงต่างๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้บริโภคชาวไทย
และในบรรดากลโกงการโอนเงินออนไลน์ทั้งหลายที่ผู้บริโภคควรรู้เพื่อที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อเหล่ามิจฉาชีพทั้งหลายมีอยู่ด้วยกัน 5 รูปแบบ ได้แก่ 1.การหลอกให้โอนเงินช่วยเหลือทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งวิธีนี้มิจฉาชีพจะใช้วิธีปลอมตัวเป็นญาติพี่น้องหรือคนรู้จักเพื่อขอยืมเงิน และทำได้ตั้งแต่นำรูปภาพหรือสร้างบัญชีเฉพาะขึ้นมาเรื่อยไปจนถึงแฮ็กบัญชีโซเชียลมีเดียเพื่อสวมรอยแอบอ้าง
วิธีนี้ญาติพี่น้องหรือคนรู้จักจะไม่มีทางรู้ด้วยซ้ำว่ากำลังโดนสวมรอยจึงควรโทรเช็กเพื่อยืนยันตัวตนให้ชัดเจนก่อน หรือเข้าไปตรวจสอบที่หน้าฟีดเพื่อพิจารณาลักษณะการโพสต์ข้อความ โดยเฉพาะถ้าเป็นเพื่อนที่ไม่ได้ติดต่อกันมานานๆ แต่ทักเข้ามายิ่งควรต้องระวังเป็นพิเศษ
กลโกงรูปแบบที่ 2 คือ การหลอกว่าได้รางวัลใหญ่ แล้วให้โอนเงินไปให้ก่อนเป็นค่าธรรมเนียมหรือเพื่อยืนยันการรับสิทธิดังกล่าว มิจฉาชีพจำพวกนี้มักใช้รางวัลจากแคมเปญการตลาดของแบรนด์ต่างๆ ที่ปรากฏจริงผ่านสื่อมาล่อลวง
ทางที่ดีที่สุดในกรณีนี้ คือการพิจารณาตนเองให้ดีก่อนว่าได้เคยส่งข้อความสั้น (SMS) ไปลุ้นของรางวัลเหล่านี้จริงหรือเปล่า หากคำตอบคือ ไม่จริง และไม่เคยส่งไปให้คิดไว้ก่อนเลยว่า แทบจะ 100% เป็นการล่อลวงแน่นอน ยิ่งถ้าเจอข้อความแชตมาแกมบังคับให้โอนเงิน โดยเอาของรางวัลหรือเงินก้อนใหญ่กว่ามาล่อด้วยแล้ว แนะนำให้รีบแคปเจอร์หน้าจอและเเจ้งความดำเนินคดีไว้ก่อนดีที่สุด หรือรีบแจ้งไปยังแบรนด์นั้นๆ โดยตรงก็ได้
สำหรับกลโกงรูปแบบที่ 3 จะเป็นการหลอกให้ซื้อของราคาถูก วิธีนี้บรรดาขาช้อปออนไลน์ และผู้ที่ชื่นชอบของลดราคาต้องระวังให้มากเป็นพิเศษ และควรเตือนตนเองไว้ตลอดว่า “ของถูกและฟรีไม่มีในโลก” เพราะขนาดแอพพลิเคชั่นหรือเครื่องมือออนไลน์ต่างๆ ที่เราใช้ฟรีกันทุกวันนี้ยังมีการเก็บข้อมูลส่วนตัวบางอย่างของเราไป
ดังนั้น เรื่องโอนเงินเพื่อให้ได้ของราคาถูกกว่าลืมไปได้เลย ยิ่งทุกวันนี้การสั่งซื้อของออนไลน์มีให้จ่ายเงินปลายทางได้ยิ่งไม่จำเป็นต้องโอนเงินให้ก่อนทั้งนั้น
กลโกงรูปแบบที่ 4 เป็นการหลอกให้โอนเงินไปบริจาคต่อ กลุ่มที่มีโอกาสโดนหลอกมากที่สุดในกรณีนี้ มักเป็นผู้ที่มีจิตกุศล และชื่นชอบการทำบุญ ฉะนั้น ก่อนโอนเงินทำบุญไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม ควรตรวจสอบที่มาที่ไป เช่น โครงการที่มิจฉาชีพอ้างว่าเป็นตัวแทนรับบริจาคมีจริงหรือไม่ และเช็กข่าวสารการรับบริจาคเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านช่องทาง Official ของโครงการหรือมูลนิธินั้นๆ ก่อนโอนเงินไปทำบุญ
และแบบที่ 5 กลโกงรูปแบบสุดท้ายที่ควรระวังให้มากเป็นการหลอกให้เปิดบัญชีเพื่อรับส่วนแบ่ง กรณีนี้ที่เห็นได้ชัดคือข้อความโฆษณาชวนเชื่อตามหน้าเว็บไซต์ต่างๆ ที่ชวนไปทำงานออนไลน์เสริมรายได้แบบสบายๆ โดยรูปแบบในการล่อลวงมักมีการขอให้เปิดบัญชีไว้เพื่อใช้สมัครทำงาน และระบุว่าจะมีเงินโอนเข้ามา แล้วให้คุณโอนเงินนั้นต่อไปยังอีกบัญชี
วิธีนี้เสมือนโดนหลอกและตกเป็นเครื่องมือให้ขบวนการฟอกเงิน โดยมีการเจียดรายได้บางส่วนให้จริงแต่เหยื่อที่โดนหลอกจะติดร่างแหเข้าไปอยู่ในขบวนการด้วยทันที และมีความผิดตามกฎหมาย
จะเห็นได้ว่าทุกกลโกงล้วนน่ากลัว แต่ไม่ว่าจะเป็นโลกออนไลน์หรือออฟไลน์ต่างมีมิจฉาชีพแฝงตัวอยู่ทั้งนั้น ขอเพียงรู้เท่าทันก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อได้โดยง่าย และสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีทั้งหลายได้อย่างสะดวกและสบายใจ

