ว่ากันว่า “เด็กซนเป็นเด็กฉลาด” เพราะยิ่งซน ยิ่งมีการเรียนรู้ ยิ่งส่งเสริมพัฒนาการในเด็ก
สอดคล้องกับผลการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาในสหรัฐอเมริกา ที่ทดลองความเฉลียวฉลาดของเด็กอายุขวบเศษ ราว 72 คน และได้ผลสรุปดังที่กล่าวมา
ทว่า ทฤษฎีนี้ใช่ว่าจะใช้กับเด็กได้ทั้งหมด ส่วนหนึ่งต้องประเมินคำจำกัดความของคำว่า “เด็กซน” ด้วยเช่นกัน เพราะบางกรณีที่คุณพ่อคุณแม่เข้าใจว่าเด็กซนนั้นอาจจะไม่ใช่ก็ได้ เช่น ในกรณีของเด็กที่อยู่ไม่สุข อยู่นิ่งไม่เป็น “สมาธิสั้น” สนใจสิ่งใดเพียงชั่วเวลาสั้นๆ ฯลฯ
ปัจจุบันพบว่าเด็กเล็กที่มีปัญหาสมาธิสั้นมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสาเหตุมีตั้งแต่เกิดจากกรรมพันธุ์ มีการทำงานของสมองบางส่วนบกพร่องเนื่องจากแม่ระหว่างตั้งครรภ์ เช่น แม่ใช้ยาหรือแอลกอฮอล์ และเกิดจากสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดูเด็ก
โดยเฉพาะ “เด็ก” วันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายครอบครัวเลี้ยงลูกด้วยสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต รวมทั้งคอมพิวเตอร์และทีวี
“เด็กติดจอ” กำลังเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทย และส่งผลกระทบต่อเด็กแล้ว ทั้งพัฒนาการด้านร่างกาย สมอง สติปัญญา สมาธิ และพฤติกรรมความรุนแรง ไม่แพ้ปัญหาเด็กติดเกมที่ผ่านมา
เพื่อลดภาวะการติดจอ ติดเกมของเด็กและวัยรุ่น และสร้างสมดุลการใช้ชีวิตในครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมกับโครงการ ปันฝัน ปันยิ้ม จำกัด จัดทำโครงการ “ดิจิตอลของเด็กดี” ขึ้น โดยตั้งเป้าดึง 200 กว่าครอบครัวทั่วประเทศที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเข้าร่วมโครงการในรูปแบบค่ายสร้างสรรค์ ในกรุงเทพมหานคร และ 4 ภูมิภาค

พร้อมจัดทำสปอตโฆษณาความยาว 45 วินาที สำหรับเผยแพร่ในสื่อต่างๆ เพื่อสื่อให้สังคมและครอบครัวเห็นถึงความสำคัญของการสร้างสมดุลในการใช้ชีวิตในครอบครัว เพราะความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวคือการสร้างความรักและความอบอุ่นให้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดให้กับเด็กในสังคมวันนี้และอนาคต
ดร.ณัฐพงศ์ โมกขพันธ์ ผู้อำนวยการ บริษัท ปันฝัน ปันยิ้ม จำกัด ผู้รับผิดชอบโครงการ “ดิจิตอลของเด็กดี” กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาเด็กติดจอมีจำนวนมากขึ้นและอายุลดน้อยลงเรื่อยๆ จากผลการวิจัยต่างๆ พบว่าการติดจอของเด็กส่งผลให้สมรรถนะของเด็กไทยวันนี้ต่ำกว่ามาตรฐานทั้ง 7 ด้าน ได้แก่ ทักษะการเคลื่อนไหว ทักษะด้านสังคม ทักษะด้านอารมณ์ ทักษะด้านการคิดและสติปัญญา ทักษะด้านภาษาและการสื่อสาร ทักษะด้านจริยธรรม และทักษะด้านการสร้างสรรค์
ขณะเดียวกันพบว่า การติดจอเป็นภัยเงียบที่คุกคามเด็กๆ โดยไม่รู้ตัว เช่น สมาธิสั้น มีปัญหาด้านสายตา โรคอ้วน และกระดูกพรุน เป็นต้น ซึ่งผลวิจัยนี้ตอกย้ำชัดเจนว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมารูปแบบการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ยุคใหม่ได้ใช้อุปกรณ์สื่อสารหลากหลายชนิดเข้ามามีส่วนให้เด็กได้แตะต้องสัมผัส ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมทางสังคมที่พ่อแม่แม้จะมีความตระหนักแต่อาจไม่ระมัดระวัง
ด้าน รศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล สาขาวิชาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “เมื่อไม่สามารถแยกเด็กออกจากการเล่นเกม หรือจอได้ ก็ต้องให้เด็กเล่นอย่างมีกฎกติกาอย่างเคร่งครัด เพื่อการเล่นเกม หรือดูจอต่างๆ นั้นไม่ทำร้ายสุขภาพและเป็นการเล่นเพื่อการผ่อนคลาย หรือเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น”
สำหรับโครงการ “ดิจิตอลของเด็กดี” มีเป้าหมายสำคัญคือ เพื่อลดภาวะการติดเกมและติดจอของเด็กและวัยรุ่น โดยการสร้างลักษณะนิสัยที่ดีของเด็กและวัยรุ่น ให้มีความรับผิดชอบ แบ่งหน้าที่ในการทำงานและการแบ่งเวลาให้ถูกต้อง รวมทั้งสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวเพื่อช่วยลดปัญหาความก้าวร้าวในสังคมไทย อันเนื่องมาจากได้อิทธิพลจากการเล่นเกมบางประเภท นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นป้องกันไม่ให้เด็กกลับไปมีพฤติกรรมเช่นเดิมอีก โดยการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการเราคือ ครอบครัวของเด็กและวัยรุ่นในช่วงอายุระหว่าง 7-18 ปี ที่มีภาวะติดเกมหรือติดจอ ซึ่งเราจะคัดสรรครอบครัวที่มีเด็กติดเกมหรือติดจอเพื่อมาเข้าร่วมโครงการ โดยการเข้าค่ายจำนวน 2 วัน รวมทั้งหมด 5 ค่าย โดยประเดิมที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 6-7 พฤษภาคม 2559 ที่โรงแรมสยามแอทสยามดีไซน์ กรุงเทพฯ
หลังจากนั้นจะสัญจรไปในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ได้แก่ ภาคอีสาน ที่ขอนแก่น (วันที่ 21-22 พฤษภาคม ที่โรงแรมเซ็นทารา) ภาคเหนือ ที่เชียงใหม่ (28-29 พฤษภาคม ที่โรงแรมดิเอมเพลส) ภาคใต้ที่สงขลา (วันที่ 4-5 มิถุนายน ที่โรงแรมการ์เดนส์ พลาซ่า หาดใหญ่) และภาคตะวันออก ที่ชลบุรี (วันที่ 25-26 มิถุนายน ที่โรงแรมเซ็นทรามาริส รีสอร์ท จอมเทียน) โดยตั้งเป้าผู้เข้าร่วมโครงการค่ายละไม่น้อยกว่า 40-50 ครอบครัว คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้นไม่น้อยกว่า 200 ครอบครัว
ทั้งนี้ กิจกรรมภายในค่ายยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็ก ได้แก่ ผศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล พร้อมด้วยนักจิตวิทยาคลินิก เอษรา วสุพันธ์รจิต ผู้รับผิดชอบในโครงการ HealthyGamer.net พญ.พรพิมล-นพ.อัศวิน นาคพงศ์พันธุ์ ผู้ก่อตั้งเพจ “เลี้ยงลูกให้เป็นคนปกติ” นพ.พีรพล ภัทรนุธาพร จิตแพทย์ บล็อกเกอร์ และนักเขียนเจ้าของนามปากกา “ผมอยู่ข้างหลังคุณ” พร้อมด้วยนักพูดชื่อดัง อ.เชน-จตุพล ชมภูนิช และ พ.อ.นพ.พงศ์ศักดิ์ ตั้งคณา มาเป็นวิทยากรให้ความรู้กับเด็กและพ่อ แม่ ผู้ปกครอง
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสร้างสรรค์ผลงาน โดยกำหนดให้ผู้ปกครองเป็นที่ปรึกษา และกลุ่มเด็กสามารถขอคำแนะนำจากผู้ปกครองได้ มุ่งเน้นการจัดกิจกรรมที่มีการวางแผนงานร่วมกัน คิด วิเคราะห์ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ร่วมกัน โดยรูปแบบกิจกรรมจะมีความสร้างสรรค์ สามารถต่อยอดเป็นงานอดิเรก มีประโยชน์ต่อสังคม และสามารถทำร่วมกันในครอบครัวได้ เช่น กิจกรรมการท่องเที่ยว กิจกรรมทำสิ่งประดิษฐ์ DIY หรือกิจกรรมกีฬา เป็นต้น
ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมการอบรมได้ฟรี! รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/DigitalDekD หรือสอบถามการเข้าร่วมโครงการได้ที่โทร 09-4224-4635
หลังจากจัดกิจกรรมค่ายแล้ว โครงการจะมีการติดตามประเมินผล โดยการลงพื้นที่สังเกตพฤติกรรมเด็กที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ผลของการจัดกิจกรรมดังกล่าวมีความยั่งยืน ทำให้เด็กไม่สามารถกลับไปติดเกมหรือติดจอได้อีก

