ประเทศไทยกำลังกลับเข้าสู่ปกติ คสช.เตรียมจัดเลือกตั้ง ในวันที่ 24 ก.พ. 2562
ท่ามกลางฝุ่นตลบของข้อถกเถียงต่างๆ การคาดหมายว่าพรรคไหนได้เปรียบ พรรคไหนจะชนะเลือกตั้ง จะเกิดรายการ “เสียของ” หรือไม่
โฉมหน้ารัฐบาลใหม่จะเป็นอย่างไร ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี คนนอกหรือคนใน
อารมณ์ผู้คนแกว่ง และอึดอัดภายใต้ข้อจำกัดของการเมือง
หากการรอคอยยุติ ประเทศไทยจะกลับมามีสภาผู้แทนฯอีกครั้ง ด้วยจำนวน ส.ส. 500 คน หลังจากห่างหายมา 4 ปีเศษ
4 ปีก่อน รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ยุบสภาเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2556 เตรียมจะเลือกตั้ง 2 ก.พ. 2557
แต่การเลือกตั้งไม่เกิดขึ้น เพราะถูกขัดขวาง ปิดหน่วยเลือกตั้ง และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นโมฆะ
สุดท้ายตามความคาดหมาย หลังจากโหมโรงอย่างเป็นระบบ เกิดรัฐประหารในเดือน พ.ค.2557 คสช.จัดให้มี “สภาแต่งตั้ง” คือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ซึ่งถึงวันนี้ ทำหน้าที่มากว่า 4 ปีแล้ว
สภาแต่งตั้ง เกิดขึ้นพร้อมกับเสียงถล่มโจมตีนักการเมืองว่าเลว-ชั่ว-โกง ดีแต่นำงบของแผ่นดินไปหาเสียง หาช่องทางทุจริตคอร์รัปชั่น
แต่ในความเป็นจริง สภาผู้แทนฯ คือเวทีปากเสียงของประชาชน
นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ประเทศไทยมีสภาผู้แทนฯมาแล้ว 24 ชุด โดยชุดสุดท้ายหรือชุดที่ 24 ทำหน้าที่อยู่ระหว่างวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2554-9 ธันวาคม พ.ศ.2556
แต่ละชุดมีนักการเมืองหลายแนว ไม่ดีก็มี ดีก็มีเช่นกัน
นักการเมืองที่ดีเด่นก็มีหลายคน เป็นหน้าเป็นตาของสภาไทย
หนึ่งในนั้นคือ พ.อ.สมคิด ศรีสังคม ซึ่งถึงแก่อนิจกรรม ด้วยวัย 100 ปี เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2560 และเพิ่งจะครบรอบปีไปเมื่อไม่กี่วันนี้เอง
เกียรติประวัติสำคัญของ พ.อ.สมคิด ก็คือ เป็น ส.ว.จากเลือกตั้งรุ่นแรกตามรัฐธรรมนูญ 2540 ดำรงตำแหน่ง 6 ปี จากปี 2543 ถึง 2549 เป็น ส.ส.อุดรธานี 4 สมัย ระหว่าง 2512-2529
พ.อ.สมคิด ศรีสังคม เป็นลูกชาวนาเกิดที่บ้านสร้างคอม ตำบลสร้างคอม อำเภอสร้างคอม จ.อุดรธานี
พ.ศ.2478 อายุ 18 ปี จบมัธยมปีที่ 8 ที่โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล จ.อุดรธานี ได้คะแนนชั้นเยี่ยมของประเทศ
ระหว่างปี 2480-2483 รับราชการเป็นครูที่ ร.ร.อุดรพิทย์ และเข้าเรียนที่ ม.ธ.ก. ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิดในขณะนั้น
พ.ศ.2483 อายุ 23 ปี ได้ปริญญาธรรมศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง
สอบแข่งขัน โอนไปเป็นอัยการ กระทรวงมหาดไทย ในปี 2484 และในปีต่อมา สอบแข่งขัน โอนไปรับราชการกรมพระธรรมนูญ กระทรวงกลาโหม
สอบชิงทุน ก.พ.ได้ที่ 1 ลาไปศึกษาต่อในปี พ.ศ.2492 ที่ประเทศอังกฤษ จบปริญญาทางเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ และสังคมวิทยา หรือ Bachelor of Commerce, Economics, Politics and Sociology จากมหาวิทยาลัยลอนดอน หรือ London School of Economics and Political Science (LSE)
กลับมาได้ปริญญานิติศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2503
พ.ศ.2505 เลื่อนเป็นหัวหน้ากองนิติธรรมทหาร
พ.ศ.2506 ลาออกไปปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายวิชาการ ธนาคารแห่งประเทศไทย ตามคำชักชวนของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนั้น
จากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมขณะนั้น พ.อ.สมคิด ซึ่งเกิดและเติบโตในภาคอีสานที่ประชาชนมีชีวิตยากลำบาก ผ่านยุคที่ประเทศไทยมีปัญหาการเมือง จากยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ พ.ศ.2475 การ
พยายามฟื้นอำนาจของกลุ่มต่อต้านคณะราษฎร ที่ดำเนินต่อมา การต่อสู้ระหว่างทหารและคณะราษฎร จนถึงยุคเผด็จการที่เข้มข้นสุด ในยุคหลัง พ.ศ.2500 ภายใต้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และรับช่วงโดยจอมพลถนอม กิตติขจร
ภายหลังจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรม จอมพลถนอมได้สั่งตรวจสอบทรัพย์สิน และพบว่ารวยผิดปกติ พ.อ.สมคิดได้รับแต่งตังเป็นตัวแทนผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ไปปฏิบัติหน้าที่ยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์กับพวก เป็นเงิน 650 ล้านบาท และทรัพย์สินอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง
ขณะที่ พ.อ.สมคิดได้ไปศึกษาในประเทศที่เป็นแบบอย่างทางการเมือง อย่างประเทศอังกฤษ และทำงานร่วมกับปัญญาชน บุคคลชั้นหัวกะทิของประเทศ
ล้วนเป็นปัจจัยสนับสนุนให้สนใจทางการเมือง

พ.อ.สมคิดลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรกในปี 2512 และได้เป็น ส.ส.อุดรฯ ร่วมสมัยเดียวกับ นายชวน หลีกภัย ทนายความจาก จ.ตรัง ศิษย์ธรรมศาสตร์รุ่นน้อง
เป็นสภาผู้แทนฯ ที่เกิดขึ้นหลังจากยุคเผด็จการอันยาวนาน จากจอมพลสฤษดิ์ มาถึงจอมพลถนอม ที่ผ่อนคลาย เร่งร่างรัฐธรรมนูญที่ยืดเยื้อเป็นสิบปีจนเสร็จ ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับ 2511 และจัดเลือกตั้งในปี 2512 จอมพลถนอมตั้งพรรคสหประชาไทย ลงแข่งขัน และได้เป็นรัฐบาล โดยมีจอมพลถนอม เป็นนายกฯในระบบเลือกตั้ง
ระหว่าง พ.ศ.2512-2513 พ.อ.สมคิด เป็นเลขาธิการพรรคเสรีประชาธิปไตย และเป็นหัวหน้าพรรคสังคมประชาธิปไตยใน ปี 2514
สถานะ ส.ส.ของ พ.อ.สมคิด สิ้นสุดหลังจากเป็น ส.ส.มาได้ 2 ปี จอมพลถนอมนำทหารปฏิวัติรัฐบาลตัวเองที่ตัวเองเป็นนายกฯ เมื่อ 17 พ.ย. 2514 ยกเลิกสภา เลิกรัฐธรรมนูญ 2511 แล้วปกครองด้วยอำนาจปฏิวัติ
ก่อนจะเกิดกรณี “ทุ่งใหญ่นเรศวร” ข้าราชการใหญ่ใช้ ฮ.ของราชการไปล่าสัตว์ ขากลับ ฮ.ตกที่นครปฐม ซากกระทิงเกลื่อน
รัฐบาลออกมาปกป้องว่า “ไปราชการลับ” นักศึกษารามคำแหงนำเรื่องนี้ไปเขียนเสียดสีในหนังสือของมหาวิทยาลัย ผลคือถูกลบชื่อ จนเกิดการประท้วง และสะสมความรู้สึกว่ารัฐบาลใช้อำนาจเพื่อพวกพ้อง
ต้นเดือนตุลาคม 2516 นักศึกษา ประชาชนกลุ่มหนึ่ง เข้าชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ผลคือถูกจับกุม ก่อนบานปลายเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
นักศึกษาประชาชนขับไล่ จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ซึ่งเป็นกลุ่มครองอำนาจในขณะนั้นออกนอกประเทศ
นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เข้ารับตำแหน่งนายกฯ มีการตั้งสมัชชาแห่งชาติ 2,347 คน ประชุมที่สนามม้านางเลิ้ง จึงเรียกสภาสนามม้า
แล้วเลือกกันเอง เหลือ 299 คนเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.อ.สมคิดเป็นหนึ่งในสภานิติบัญญัติชุดประวัติศาสตร์ชุดนี้
ร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2517 ที่ถือว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด
และจะเป็นต้นแบบของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ พ.อ.สมคิด จะมีส่วนร่วมยกร่างด้วย
เมื่อมีการเลือกตั้งในปี 2518 พ.อ.สมคิดร่วมจัดตั้งและรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย อันเป็นพรรคที่นำเสนออุดมการณ์ใหม่ ร่วมกับปัญญาชน นักวิชาการชั้นนำในเวลานั้น
ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.อุดรธานี แต่พรรคสังคมนิยมและพรรคแนวทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นพรรคแนวร่วมสังคมนิยม พรรคพลังใหม่ โดนเพ่งเล็งจากฝ่ายขวาจัดที่พยายามเหมารวมว่าเป็นแนวคิดคอมมิวนิสต์
ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาประชาชนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 6 ตุลาคม 2519
สมาชิกพรรคสังคมนิยมฯส่วนหนึ่งหลบหนีเข้าป่าไปร่วมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
กระทั่งการเมืองเปิดหลังจากมีการใช้รัฐธรรมนูญ 2521 จัดเลือกตั้งในปี 2522 แต่ พ.อ.สมคิดสอบตก ด้วยผลตกค้างจากการต่อต้านพรรคแนวสังคมนิยมโดยทางการ
ก่อนจะได้กลับมาเป็น ส.ส.อีกครั้งในปี 2529

รัฐธรรมนูญ 2540 กำหนดให้ ส.ว.มาจากเลือกตั้ง พ.อ.สมคิดลงสมัครและได้เป็น ส.ว.อุดรธานี ซึ่งถือเป็นชุดประวัติศาสตร์ โดยหมดวาระลงในปี 2549 หลังจากนั้น รัฐธรรมนูญ 2540 ถูกฉีกโดยรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549
รัฐธรรมนูญหลังจากนั้น ไม่ได้กำหนดให้ ส.ว.มาจากเลือกตั้งอีก เพราะยกร่างโดยสภาจากรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ 2550 จนมาถึงรัฐธรรมนูญ 2560
พ.อ.สมคิดมีบทบาทในเรื่องประชาธิปไตยมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการโครงการรณรงค์เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย หรือ ค.ร.ป. จากปี 2523 ถึง 2530
และเมื่อมีการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ในยุคนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี พ.อ.สมคิดได้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. ตัวแทนจังหวัดอุดรธานี โดยมี นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา เป็นประธาน ส.ส.ร.ชุดนั้น
ก่อนจะกลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นประชาธิปไตยอีกฉบับของประเทศ
หลังจากหมดภาระจากการเป็น ส.ว.อุดรฯ ในปี 2549 พ.อ.สมคิดในวัย 90 ปี ยังทำกิจกรรมสังคม พบปะมิตรสหาย ให้สัมภาษณ์สื่อ และอยู่กับครอบครัว
สำหรับชีวิตส่วนตัว พ.อ.สมคิดสมรสกับ “ฟรานเชสก้า” สตรีชาวอังกฤษ ขณะไปศึกษาที่อังกฤษ มีบุตรธิดา 4 คน หญิง 3 และชาย 1
ครอบครัวที่อบอุ่นนี้ ได้ดูแล พ.อ.สมคิดในบั้นปลาย โดยเฉพาะเมื่อสุขภาพเริ่มทรุด
ดังที่มีคลิป นายศักดา ศรีสังคม ลูกชายเป่าแคนให้ พ.อ.สมคิดที่นอนในเตียงฟัง โดย พ.อ.สมคิดในวัยเกือบ 100 ปี ยกมือร่ายรำอย่างมีความสุข
เรียกเสียงฮือฮาจากสังคม จากนั้นได้มีนักการเมือง อดีต ส.ส.จากภาคอีสาน นำโดย นายวิวรรธนไชย ณ กาฬสินธุ์ ได้รวมตัวกันไปเยี่ยม พ.อ.สมคิด ซึ่งถือเป็นนักการเมืองแบบอย่างของภาคอีสานหลายครั้ง
100 ปีเศษ อันเป็นช่วงอายุของ พ.อ.สมคิด มีรายละเอียดที่น่าสนใจมากมาย
เป็นชีวิตของนักการเมือง ที่ใช้เวลาทั้งชีวิต พยายามร่วมสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น
หมายเหตุ – เก็บความจาก หนังสืออนุสรณ์ งานพระราชทานเพลิง พ.อ.สมคิด ศรีสังคม

