“ถอยดีกว่า ไม่อะๆๆๆอาว ดีกว่า”
คือท่อนฮุกแทนท่าทีล่าสุดของ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วันยังออกอาการขึงขังสั่งตรวจสอบข้อกฎหมายในกรณีเพลง “ประเทศกูมี” ของวง RAD ที่ย่อมาจาก Rap Against Dictatorship ซึ่งมียอดผู้ชมทะยานสู่ 20 ล้านอย่างชิลๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เช่นเดียวกับสัญญาณจาก “บิ๊กตู่” ซึ่งเมื่อถูกถามถึงเพลงดังกล่าว ก็ตอบนักข่าวเพียงสั้นๆ ว่า “เพลงอะไรก็ไม่รู้ ไม่สนใจ”
คล้ายจงใจเบรกเอี๊ยด ถอยกรูด ลดอุณหภูมิร้อนชนิดปรับรีโมตแอร์แทบไม่ทัน
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงเพลงลูกทุ่งสุดสยิวอย่าง “ครางชื่ออ้ายแน” ที่มีคำร้องสุดร้อนแรงผสมลีลาชวนจินตนาการกระเจิดกระเจิงในมิวสิกวิดีโอถึงขนาดศิลปินแห่งชาติออกมาประกาศว่าเป็นเพลงที่ “ทำลายบ้านเมือง” และ “วัฒนธรรมเพลงลูกทุ่ง” สุดท้ายทีมงานเพลงก็ตัดสินใจออกมาขอโทษสังคม ล่าสุดมียอดวิวมากกว่า 10 ล้าน
แม้ดูแตกต่างทั้งกลุ่มเป้าหมายและจุดประสงค์การนำเสนอ แต่ทั้ง 2 เพลงนี้คล้ายมีจุดร่วมบางอย่างที่ทั้งสะท้อนและส่งผลสะท้านสะเทือนสังคมวัฒนธรรมไทยอย่างน่าสนใจ
ขุดรากประวัติศาสตร์แร็พ ปฏิปักษ์อนุรักษนิยม
เริ่มจาก “ประเทศกูมี” เพลงแร็พที่ อติภพ ภัทรเดชไพศาล นักแต่งเพลง และเจ้าของผลงานหนังสือ “เสียงเพลง วัฒนธรรม อำนาจ” วิเคราะห์เจาะลึกตั้งแต่ชื่อวง RAD หรือ Rap Against Dictatorship ซึ่งล้อไปกับวงแร็พเมทัล ชื่อ Rage Against The Machine ที่มีความเคลื่อนไหวอยู่ในสังคมอเมริกัน โดยทำงานเพลงในแนวการเมืองแบบสังคมนิยมอย่างชัดเจน อีกทั้งวัฒนธรรมเพลงของคนดำก็เริ่มต้นจากการถูกกดขี่ และมีเนื้อหาในทำนองเรียกร้องสิทธิอยู่แล้ว
“ตั้งแต่ชื่อวงก็เห็นแล้วว่าเขามีแนวทางที่ต้องการทำแบบเดียวกันนี้ ส่วนวัฒนธรรมของเพลงแร็พ ตั้งแต่เริ่มประวัติศาสตร์ ดนตรีของคนดำ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการถูกกดขี่ มีการร้องเพลงในหมู่คนผิวสีด้วยกัน เนื้อหาเป็นเรื่องการถูกกดขี่มาแต่แรกแล้ว ยิ่งมาเคลื่อนไหวในยุคที่มีการรณรงค์เรื่องการเหยียดผิว ความเป็นการเมืองในดนตรีของคนดำหรือดนตรีแร็พและบลูส์จะชัดเจนมาก ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้วว่ามันเกี่ยวข้องกับการเมืองและกระบวนการเรียกร้องสิทธิ”

ถามว่าหากเป็นเช่นนี้ แล้วเหตุใดแร็พรุ่นพี่ที่เป็น”ไอดอล”ของวัยรุ่นจำนวนหนึ่ง จึงออกมาแสดงความเห็นในทางตรงกันข้าม?
นอกจากนี้ คนส่วนหนึ่งในสังคมก็ออกอาการส่ายหน้าว่า “ไม่โอเค” กับเนื้อหาของเพลงดังกล่าว
“เนื้อหาที่พูดอะไรตรงๆ ออกมา อาจไม่คุ้นสำหรับคนบ้านเราเท่าไหร่ เพราะว่าส่วนใหญ่ดนตรีแร็พที่เข้ามาในไทยตั้งแต่แรกเริ่มถูกนำเข้าโดยกลุ่มชนชั้นกลาง คนที่ค่อนข้างมีเงิน เพราะฉะนั้นมุมมอง เวลาเพลงแร็พเกิดขึ้นในไทยครั้งแรกๆ ไม่ได้มีทรรศนะอยู่ข้างคนส่วนน้อยผู้ถูกกดขี่ และแม้นักร้องนักดนตรีกลุ่มที่ว่านี้จะแสดงออกทางการเมือง ก็จะเป็นมุมมองแบบชนชั้นกลาง แต่เมื่อเวลาล่วงผ่านมาถึงปัจจุบัน แนวคิดทางการเมืองต่างๆ ในช่วงหลายปีนี้มันเปลี่ยนผ่าน กลุ่มชนชั้นกลางก็มีความเชื่อทางการเมืองที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้เกิดเพลงที่มีเนื้อหาเป็นไปในทางที่เป็นปฏิปักษ์ต่อฝ่ายอนุรักษนิยม ซึ่งจะต่างจากแร็พก่อนหน้านี้”
อติภพยังบอกว่า อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ยังมีดนตรีร็อก ดนตรีแร็พที่มีฐานคิด “สยบยอม” ต่ออำนาจรัฐ บ้าศีลธรรม กลายเป็นพวกคลั่งก็มี

สองง่าม”ทำลายชาติ” เพลงอุบาทว์ที่เกินรับไหว?
เมื่อพูดถึงศีลธรรมแล้วเพลง “ครางชื่ออ้ายแน” ของศรีจันทร์ วีสี และ ต้าร์ เพ็ญนภา แต่งโดย อ.งัวน้อย ที่ถูกศิลปินแห่งชาติท่านหนึ่งออกมาติงแรงๆ ถึงความไม่เหมาะสม โดยใช้ถ้อยคำย้ำชัดว่า “เพลงอุบาทว์” ทำเอาสะท้านทั้งวงการลูกทุ่ง
นักแต่งเพลงท่านนี้อธิบายว่าไม่ว่าเพลงป๊อปหรือเพลงลูกทุ่ง ความลามกเป็นเรื่องปกติ ในอดีตก็มีเพลง “จุดเทียนเวียนวน” ของ มานี มณีวรรณ ซึ่งสื่อความหมายไปใน “เรื่องอย่างว่า” ก่อนเพลง “หมากัด” ของเอกชัย ศรีวิชัย เสียอีก เหมือนที่ สุจิตต์ วงษ์เทศ บอกว่าเพลงพวกนี้มีฐานมาจากเพลงฉ่อย ลำตัด ซึ่งเป็นรากเหง้าของเรา คุณจะมาปฏิเสธได้อย่างไรว่าคนไทยสมัยก่อนเคร่งศีลธรรมในเมื่อมีหลักฐานเป็นร้อยปีแล้วว่าเขาก็ร้องกันมาอย่างนี้

ส่วน สุจิตต์ เองมองปรากฏการณ์ที่เชื่อมโยงกันของทั้ง 2 เพลงนี้อย่างน่าคิด โดยระบุเพิ่มเติมจากการอ้างอิงของอติภพว่า ฉันทลักษณ์เพลงแร็พแบบไทยๆ ที่ใช้กันอยู่ หากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่านี่คือ “กลอนหัวเดียว” คือกลอนชาวบ้านที่ส่งสัมผัสท้ายบาทเป็นเสียงเดียวกัน ไม่ต่างจากเพลงฉ่อย อีแซว ลำตัด จึงไม่น่าแปลกใจที่ชาวเน็ตไทยจะลุกขึ้นมาแต่งเนื้อร้องยั่วล้อเกาะกระแส “ประเทศกูมี” กันอย่างคึกคัก เพราะวัฒนธรรม “คำคล้องจอง” อยู่ในท่วงทำนองของภาษาไทยตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงทุกวันนี้ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

กลับมาที่ อติภพ ซึ่งทิ้งท้ายในประเด็นชวนให้คิดต่อ โดยระบุว่าประเด็นที่ตนสนใจจากปรากฏการณ์นี้คือมุมมองในเชิง “วรรณกรรม” ว่า เพลงประเทศกูมี น่าจะสร้างความตื่นตะลึงให้คนทำงานวรรณกรรม กระทั่งผู้เขียนบทกวีหลายคนได้ดี กล่าวคือ ในขณะที่คนทำวรรณกรรมแนวก้าวหน้าในประเทศไทยพยายามที่จะคิดค้นเทคนิค หาทางหลีกเลี่ยง ไม่พูดเรื่องเหล่านี้ตรงๆ เปรียบเปรยด้วยอุปมา สร้างนิยายที่ซับซ้อน สุดท้ายแล้วทรงพลังไม่เท่าการ “พูดตรงๆ”
“มันทำให้คนเขียนบทกวีตระหนักถึงเรื่องนี้ว่าในสถานการณ์บางอย่าง การพูดตรงๆ สำคัญ และมีพลังมากกว่าที่จะไปคิดอะไรให้มันซับซ้อน”
ชำแหละวาทกรรม”คนชังชาติ”
วิพากษ์เผด็จการคือประจานแผ่นดินเกิด?
ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เพลงประเทศกูมีแต่งในเชิงประชดประชัน การบอกว่าประเทศเรามีความเลวร้ายต่างๆ คือการประชดประชันว่าประเทศเรามีสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ถ้ามองว่าเป็นการ “ด่าทอ” จริงๆ ก็แสดงว่าเป็นคนที่ไม่เข้าใจตรรกะของการประชดประชัน ว่ามันคือการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งก็คือสิ่งที่ทำกันเป็นปกติไม่ใช่หรือ ?
“ผมกลับคิดว่าการชี้ให้เห็นข้อเสียของประเทศ คนพูดคือคนที่หวังดีต่อประเทศมากกว่าเป็นคนที่เกลียดชังประเทศ มีคำพูดที่นักวิชาการคนหนึ่งพูด ผมชอบมาก เขาบอกว่า ใครที่เขาชมเรา มันอาจเป็นการชมอย่างไม่จริงใจก็ได้ แต่ที่เขาว่าเรา มักจะมาจากความจริงใจ เพราะไม่มีใครแกล้งว่า แต่เวลาชมมีคนแกล้งชมได้ การวิพากษ์วิจารณ์การด่าตัวเอง ผมกลับคิดว่าเป็นสิ่งประเสริฐยิ่งกว่า เพราะถ้ากล้าวิจารณ์ตัวเองก็แปลว่าเรากล้ายอมรับความผิดพลาด ก็ยิ่งจะต้องรู้จักปรับปรุงตัวเอง การที่คนในประเทศกล้าลุกขึ้นมาวิจารณ์ แสดงว่ากล้ายอมรับความผิดพลาด หรือเราจะคอยชื่นชมประเทศทั้งที่รู้อยู่ว่ามีข้อผิดพลาดต่างๆ นี่จะยิ่งเป็นการหลอกตัวเองไม่ใช่เหรอ?”

ประโยคทิ้งท้ายของยุกติสอดคล้องปรากฏการณ์ที่เกี่ยวโยงไปยังศิลปะแขนงอื่น เมื่อโซเชียลนำภาพเสียดสี “กวาดขยะซุกใต้พรม” พร้อมคำโปรย “ประเทศกูดี” ยั่วล้อ “ประเทศกูมี” ชวนขบคิดกันอีกสเต็ป
ยุกติบอกว่า การกวาดขยะไว้ใต้พรมก็เหมือน “หลอกตัวเอง” การที่เรายอมรับและเรียนรู้ว่าจะปรับปรุงแก้ไขเป็นสิ่งที่ดีกว่า เว้นเสียแต่จะบอกว่าประเทศเราไม่ได้มีสิ่งเหล่านั้น ประเทศเราดีกว่านั้น ก็ต้องพูดออกมาให้ชัดเจนว่ามันเป็นอย่างไร ไม่ใช่บอกว่า “อย่าพูด” สิ่งที่ไม่ดี
ตัดฉากอย่างเชื่อมโยงมาที่เพลง “ครางชื่ออ้ายแน” ที่โดนตราหน้าจากศิลปินแห่งชาติท่านหนึ่งว่าทำลายบ้านเมือง ถือว่าเข้าข่ายหลอกตัวเองหรือไม่ เพลงแบบนี้บ่อนทำลายวัฒนธรรมเพลงลูกทุ่งจริงไหม?
นักมานุษยวิทยาท่านนี้มองว่า นี่คือปัญหาของการนำวัฒนธรรมแบบหนึ่งไปตัดสินวัฒนธรรมอีกแบบ ถ้าเป็นศิลปินแห่งชาติแล้วไม่เข้าใจว่าศิลปะในประเทศนี้ มีได้หลายแบบ หรือดูถูกเหยียดหยามศิลปะที่มีรากฐานมาจากศิลปะพื้นบ้าน ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร

ย้อนกลับมาที่วาทกรรมจำพวก “ไสหัวออกไป” หรือ “ไม่พอใจก็ไปอยู่ประเทศอื่น” ที่วนลูปกลับมาฮิตหนักจากปรากฏการณ์ #ประเทศกูมี แฮชแท็กติดเทรนด์ทวิตเตอร์ต่อเนื่องนับสัปดาห์
“นี่คือสิ่งที่แสดงถึงพื้นฐานของการที่คนมีอำนาจ คนที่พอจะมีปากมีเสียง ไม่รู้จักใช้เหตุผล ไม่รู้จักโต้แย้งกันด้วยเหตุผล ด้วยข้อเท็จจริง พอไม่พอใจใครก็ใช้วิธีไล่คนนั้นคนนี้ออกไปอย่างเดียว อย่างที่ผู้ประกาศข่าวคนหนึ่งเผยแพร่ข้อความลักษณะนี้ออกมา ผมไม่แน่ใจว่าเขาได้ศึกษาการสื่อสารมาอย่างดีพอหรือเปล่า ทำไมไม่รู้จักโต้เถียงด้วยเหตุผล” ยุติตอบด้วยการตั้งคำถามกลับ
ถอดรหัส”เกียร์ถอย”
หวั่น18ล้านวิวสะเทือน”เลือกตั้ง”?
ปิดท้ายสถานการณ์ในวันนี้ที่คลื่นลมเริ่มสงบ โดย “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ตอนแรกทำท่าฮึ่มๆ ก็ปรับท่าทีบอกยังไม่มีหลักฐานเอาผิดชัด เปิดไฟเขียวให้ฟัง อีกทั้งแชร์ต่อได้ ไม่เสี่ยงติดคุกไม่เกิน 5 ปี มีโทษปรับเป็นแบงก์พัน 10 ใบ
ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา มองว่า การถอยในครั้งนี้เชื่อมโยงกับความหวาดหวั่นถึงผลกระทบในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เมื่อดูจาก “ยอดวิว” หรือยอดผู้เข้าชมมิวสิกวิดีโอดังกล่าวที่มากทะลุ 20 ล้านอย่างรวดเร็ว
“รัฐบาลไม่สามารถฝืนกระแสสังคมได้ ถ้าทำอะไรบุ่มบ่ามจะกระทบต่อ คสช.เอง ดังนั้น จึงต้องแก้เกมด้วยการถอย นี่คือทางออก”
โอฬาร ยังบอกว่า จริงๆ แล้วรัฐบาล “เสียรังวัด” ตั้งแต่ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ โฆษกใหม่ถอดด้ามออกมาประกาศว่าเพลงดังกล่าวทำร้ายประเทศ ซึ่งสะท้อน “ความไร้เดียงสาทางการเมือง” เป็นอย่างยิ่ง
ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของความคิดความเห็นเกี่ยวกับปรากฏการณ์อันสืบเนื่องจาก 2 บทเพลงที่ไม่เพียงชวนให้สังคมครางฮือ แต่ยังส่งผลสะท้านสะเทือนสร้างความหวั่นไหวในภาคการเมืองและวัฒนธรรมเกินกว่าที่หลายคนคาดคิด


