อาศรมมิวสิก : เพลงประเทศกูมี เพลงตลาดของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน : สุกรี เจริญสุข

11.11.18 | 13:00 น.

เมื่อเพลงประเทศกูมี ออกมาสู่ตลาดเพลง มอบให้แก่ผู้ฟังเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2561 สร้างความฮือฮาให้วงการเพลงและสังคมไทยอย่างน่าสนใจยิ่ง ทั้งผู้ที่เห็นด้วยและผู้ที่ไม่เห็นด้วย เพลงประเทศกูมีเป็นบทเพลงนอกกระแส แต่เพลงได้ถูกยกระดับความสนใจเร็วมาก เพราะไปกระตุ้นต่อมความสะใจ ทั้งผู้ที่ชื่นชอบและผู้ที่มีความชิงชัง เพราะเป็นบทเพลงที่มีเนื้อหาถูกใจแฟนๆ ซึ่งเป็นคนทั่วไป รุมฟังอย่างถล่มทลาย ขณะเดียวกันก็ได้สร้างความขัดข้องหมองใจให้กับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย จนออกอาการเป๋ไปเหมือนกัน

เนื่องจาก เพลงประเทศกูมี เล่าเรื่องสังคมที่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ซีก ซีกหนึ่งเป็นชีวิตที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นผู้ที่มีโอกาส มีเครื่องมืออุปกรณ์ มีอำนาจ มีตำแหน่งหน้าที่ มีฐานะ มีทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการ เป็นผู้ปกครอง ส่วนอีกซีกหนึ่งเป็นฝ่ายที่ถูกปกครอง ไม่มีอำนาจในการต่อรอง ไม่มีโอกาส ไม่มีฐานะ ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ เป็นพวกคนจน “หาเช้ากินเช้า หาค่ำกินค่ำ” ได้แต่คอยฟังคำสั่ง เขาสั่งให้ทำอย่างไรก็ต้องทำอย่างนั้น หรือเขาสั่งให้เชื่ออย่างไรก็ต้องเชื่ออย่างนั้น ไม่มีโอกาสที่จะเงยหน้าอ้าปาก ซึ่งสังคมทั้ง 2 ซีก มีอยู่ในประเทศนี้จริง นับวันก็จะเหลื่อมล้ำและห่างกันมากขึ้น

เพลงประเทศกูมี ออกมาสู่ตลาดผู้ฟัง ทำให้มิตรรักแฟนเพลงรู้สึกสนองตอบต่อความสะใจของซีกผู้ที่ด้อยโอกาส เมื่อได้โอกาสแหกปากตะโกนร้องเพลงด้วยความไม่พอใจ แม้จะไม่มีโอกาสได้รับคำตอบหรือทำให้ชีวิตดีขึ้น แต่อย่างน้อยก็รู้สึกสะใจที่จะช่วยหล่อเลี้ยงความรู้สึกให้ดีขึ้นได้ เพราะความรู้สึกที่ดี ทำให้ชีวิตมีกำลัง และมีใจที่จะต่อสู้เพื่อความหวังต่อไป ความหวังเป็นพลังที่เร้นลับทำให้ชีวิตมีความสุข

ในส่วนของผู้มีอำนาจนั้น การมีอำนาจที่เหนือกว่าผู้อื่น เป็นการตอบสนองความสะใจอยู่ในตัวแล้ว ผู้ปกครองนั้นมีอำนาจเงิน มีชื่อเสียงเกียรติยศ มีเหรียญตรา สามารถที่จะใช้อำนาจในการบังคับผู้ที่ต่ำกว่า ซึ่งเป็นอุปกรณ์และเป็นอาภรณ์ของชนชั้นผู้ปกครอง โดยไม่ต้องมีบทเพลงไปช่วยปลอบขวัญแต่อย่างใด

“ผู้มีอำนาจ มีเหรียญตราเป็นอาภรณ์ประดับส่วนผู้ถูกปกครอง ก็มีเพลงตลาดและบทกวีเป็นเครื่องจรรโลงใจ”

Advertisement

เพลงประเทศกูมี เป็นเพลงตลาด ซึ่งสามารถเกิดขึ้นและอยู่คู่กับสังคมตลอดเวลา ในยามสุขเพลงตลาดก็เป็นเพลงที่ออกไปทางตลกโปกฮาและลามก ส่วนในยามทุกข์ก็ออกไปทางรำพึงรำพัน ขายความรันทด เยาะเย้ยและเสียดสีสังคม ในยามที่ต้องต่อสู้ก็ออกไปในทางประชดประชันด่าทอและรวมพลัง

เพลงตลาดเป็นเพลงชาวบ้าน ใช้ภาษาของชาวบ้านก็คงไม่ไพเราะ “ดิบและจริงใจ” แต่เพลงตลาดสามารถเข้าถึงกลุ่มคนทุกระดับ ลุกลามไปรวดเร็วเพราะเป็นเพลงตลาด เพลงตลาดทันสมัย ทันเหตุการณ์ ประดุจรายการข่าวโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์รายวัน

เพลงตลาดไม่มีรูปแบบที่แน่นอน ไม่ตายตัว ไม่มีกฎเกณฑ์กำหนด แบบไหนก็ได้ที่ถนัด ร้องแล้วให้ความรู้สึกที่สะใจ ตอบสนองพวกที่ด้อยกว่า ผู้สร้างงานได้นำความถนัดทางดนตรีหรือศิลปะที่มีอยู่ในวิถีชีวิตมาใช้ เพลงตลาดเป็นเพลงที่อยู่คู่สังคม หากได้เสียดสีทางการเมืองก็จะยิ่งสะใจ ยิ่งถ้าฝ่ายการเมืองออกอาการด้วยแล้ว ยิ่งยั่วยุทำให้เพลงตลาดกระจายและกระพือออกไปอย่างรวดเร็ว

เพลงประเทศกูมี เป็นเพลงตลาดที่ขบขันและสะใจสำหรับชาวบ้าน ซึ่งจะไม่ขบขันกับผู้มีอำนาจแต่ประการใด ยิ่งผู้มีอำนาจแสดงความโกรธ ซึ่งหมายถึงแสดงความโง่โต้ตอบออกมามากเพียงใด ก็เป็นความฉลาดในเรื่องโง่ๆ ยิ่งทำให้เพลงตลาดเติบโตและโด่งดังขึ้นมากเท่านั้น

เพลงตลาดที่ล้อเลียนเสียดสีการเมือง มีมาตั้งแต่โบราณแล้ว ถือว่าเป็นเพลงชาวบ้าน ในรูปของเพลงนิทาน เพลงลูกทุ่ง เพลงฉ่อย ลำตัด ลิเก หมอลำ โนรา หนังตะลุง ฯลฯ จนกลายเป็นเพลงชีวิต เพลงเพื่อชีวิต ซึ่งมีอยู่ในทุกรูปแบบ เท่าที่ปัญญาของชาวบ้านจะทำได้ มีคติชาวบ้านได้สอนเอาไว้ว่า

“อันยี่เกลามกตลกเล่น รำเต้นสิ้นอายขายหน้า
ไม่ควรจะจดจำเป็นตำรา มันจะพาเสียคนป่นปี้เอย”

ใครจะเป็นผู้ที่เสียคน เพราะชาวบ้านและชาวยี่เกนั้น เขาไม่มีอะไรจะเสีย เพราะเขาเสียไปหมดแล้ว ก็เหลือชนชั้นปกครองเท่านั้นที่รู้สึกว่าเสียหน้า เสียอาการ เพราะถูกชาวบ้านเขาร้องเพลงด่า ทั้งๆ ที่ชาวบ้านเขาไม่ได้ด่าคนหนึ่งคนใดโดยตรง ผู้ฟังต่างหากที่ตีความว่าตนถูกด่า ถึงเดือดเนื้อร้อนใจและเจ็บในหัวใจ

ความจริงแล้ว เพลงชาวบ้านที่เขาถ่ายทอดออกมานั้น ดิบด้วยความบริสุทธิ์ใจ ความดิบนั้นไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น ถ่ายทอดความรู้สึกออกมาอย่างตรงไปตรงมา อาศัยความสามารถทางศิลปะเท่าที่มีทั้งหมด ผสมกับอารมณ์ (ขัน) ที่ได้จากประสบการณ์ตรง บวกกับอารมณ์ของสังคม ถ่ายทอดมาอย่างตรงๆ เมื่อเป็นความจริงใจ แปลว่า ได้ออกมาจากใจ เพลงจึงเข้าไปถึงหัวใจของคนฟังได้ ซึ่งคนปัจจุบันเรียกว่า “โดน” เมื่อฝ่ายอำนาจรู้สึกเดือดร้อนและออกอาการ ก็ยิ่งเรียกแขกให้เพิ่มมากขึ้น

เพลงประเทศกูมีจึงถูกบันทึกไว้ในใจของประชาชนส่วนใหญ่ทันที ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องตลาด เรื่องราวนั้น ใครๆ ก็รู้กันทั้งสังคม ไม่ได้เป็นเรื่องลี้ลับหรือซับซ้อน

เพลงตลาดหรือเพลงชีวิตเป็นประวัติศาสตร์ของสังคม เป็นประวัติศาสตร์บอกเล่า บันทึกโดยคนที่อาศัยอยู่ในสังคม ซึ่งเป็นการบันทึกความเป็นไปในสังคมช่วงเวลานั้น ไม่ได้จำเพาะว่าจะเป็นเรื่องอะไร หรือจะบันทึกอย่างไร แต่เป็นเรื่องที่กระทบกับความรู้สึก “โดนใจ” ก็สะท้อนออกมาเป็นเพลง ถนัดทางด้านไหนก็จะสื่อแสดงออกมาด้านนั้น ไม่ได้จำเพาะว่าจะเป็นเพลงแบบไหน ซึ่งจะหาความผิดหรือหาความถูกจากเพลงตลาดไม่ได้ เพราะชาวบ้านเขารู้สึกอย่างนั้น ทำไปร้องไปโดยไม่ได้เสแสร้งแต่อย่างใด

เพลงเพื่อชีวิตในอดีตได้รับความนิยมกว้างขวาง เป็นเพลงขวัญใจคนจน อาทิ มนต์การเมือง คนกับควาย แสงดาวแห่งศรัทธา คิดถึงบ้าน เมื่อฟ้าสีทอง วณิพก เป็นต้น ในช่วงระยะที่บ้านเมืองสงบก็ไม่ค่อยมีเพลงเพื่อการต่อสู้ เพลงตลาดก็เปลี่ยนไปเป็นเพลงลามกตลกเล่นแทน นานวันเข้าก็หายไปเอง เพราะไม่มีใครไปถือสาหาความอะไร

เพลงประเทศกูมี ได้กลายเป็นเพลงยอดนิยมของประชาชนชั่วข้ามคืน นอกจากจะเป็นเพลงที่ได้สะท้อนความรู้สึกเพื่อประชาชนแล้ว เพลงยังไปโดนความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ สร้างความสะดุ้งสะเทือนกับผู้ที่มีอำนาจ และที่สำคัญก็คือ ผลงานเพลงสร้างขึ้นโดยประชาชน ไม่ได้มีอำนาจแฝงมาสนับสนุน

เมื่อประเทศได้แบ่งเป็น 2 ซีกแล้ว คือซีกคนจนกับซีกคนรวย หรือซีกผู้ปกครองกับซีกผู้ถูกปกครอง ผู้คนทั้ง 2 ซีก ต่างก็เป็นหุ้นส่วนเจ้าของประเทศเหมือนกัน ซึ่งคนทั้ง 2 ซีกต่างก็มีบริบทชีวิตที่แตกต่างกันอยู่แล้ว ผู้บริหารประเทศต้องเข้าใจและปกครองคนทั้ง 2 ซีกด้วย หากผู้ปกครองนั่งอยู่ในหัวใจของคนทั้ง 2 ซีกได้แล้ว ก็จะเป็นผู้ปกครองของประเทศได้อย่างร่มเย็น

หากผู้ปกครองที่ฉลาด ก็ต้องรับฟังเพลงตลาดของชาวบ้าน เพราะเพลงตลาดจะบอกความเป็นไปของสังคม บอกความรู้สึกของประชาชนที่สัมผัสได้ เพราะอย่างน้อยผู้ปกครองก็จะได้รับรู้ความรู้สึกของคนในสังคมผ่านเพลงตลาดว่าอารมณ์ของสังคมเป็นอย่างไร

สำหรับคนโบราณนั้น จิ้งจกร้อง (ทัก) ยังต้องกลับไปคิด ให้ยับยั้งชั่งใจ

เพลงประเทศกูมี เป็นการสร้างงานเพลงแบบชาวบ้าน เพื่อบันทึกความรู้สึกของสังคม การตอบรับจากสังคมก็คือหลักฐานว่าสิ่งที่ได้บันทึกเป็นความรู้สึกและการรับรู้ร่วมของคนในสังคม แต่ก่อนนั้นอำนาจอาจจะยิ่งใหญ่กว่าความรู้สึกของคนในสังคม แต่วันนี้ความรู้สึกของสังคมยิ่งใหญ่กว่าอำนาจแล้ว ซึ่งดูจากการถอยร่นของผู้มีอำนาจในกรณีเพลงประเทศกูมี

การปล่อยให้ประชาธิปไตยดำเนินไปตามธรรมชาติ เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเสียง (เพลง) เป็นเรื่องของพลังงาน พลังงานเป็นอำนาจ “อำนาจอยู่ที่ไหน เสียงก็จะอยู่ที่นั่น” เสียง คือศูนย์กลางของอำนาจ เพราะอำนาจของเสียงจะสร้างความเคลื่อนไหว เมื่อมีความเคลื่อนไหวก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลง ซึ่งความเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการพัฒนา และเมื่อมีการพัฒนาก็จะทำให้เกิดความเจริญ

ยิ่งเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ก็ยิ่งทำให้สังคมเจริญเร็วขึ้นด้วย