เริงโลกด้วยจิตรื่น : แตกต่างเป็น’ปกติ’ : โดย จันทร์รอน

11.11.18 | 13:00 น.

 

ในวันเวลาที่คนเราเติบโตขึ้นเป็นหนุ่มเป็นสาว
เมื่อเป็นธรรมดาที่ทุกคนต่างมุ่งหวังความสำเร็จ อันหมายถึงเกิดความปรารถนาให้โลกรับรู้ว่าเป็นใคร มีจุดที่ยืนอยู่ในสังคมอย่างมีความสำคัญในฐานะใดฐานะหนึ่ง

มีตัวตนที่โลกรับรู้ ยอมรับ และให้ความนับถือ

เริ่มจากวัยเด็ก เติบโตขึ้นเป็นหนุ่มสาว ชีวิตคนเรารับรู้และถูกชักจูง กดดัน เข้มงวด ให้ดำเนินไปในเส้นทางแห่งการสร้างเนื้อสร้างตัว ทำตัวตนให้ปรากฏให้สังคม ให้โลกได้รับรู้ความสำคัญ

ความสำเร็จยิ่งใหญ่หรือไม่ วัดกันที่การรับรู้กระจายไปในสังคมและโลกกว้างขวางแค่ไหน ได้รับการยอมรับ และนับถือจากเพื่อนร่วมสังคมอย่างไร

Advertisement

มีฐานะเป็นที่เชิดหน้าชูตาของตัวเอง ของครอบครัว ของสถาบันที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือระดับของชุมชน อำเภอ จังหวัด ประเทศชาติแค่ไหน

ชื่อเสียง เกียรติยศ คือเกียรติคุณอันนำมาด้วยความปลาบปลื้ม

หากยิ่งใหญ่ ปีติสุขยิ่งเพิ่มพูน และห่อหุ้มชีวิตให้อยู่ในความรู้สึกฟูฟ่องมากเท่านั้น

ทว่า สิ่งเหล่านี้เอง เมื่อวันเวลาเปลี่ยนไป วัยค่อยๆ เคลื่อนพ้นความเป็นหนุ่มเป็นสาว ตัวตนที่สร้างขึ้นมาดังว่านั้นกลับเป็นเรื่องที่จะต้องเหลียวมอง ทำความเข้าใจให้ทันเวลา

เพราะโดยจริงแท้แล้ว ตัวตนที่ประสบความสำเร็จในการสร้างขึ้นมานั้น ที่สุดแล้วเป็นแค่ “ความรู้สึก นึกคิด”

ยิ่งใหญ่อย่างโน้น ดีงามอย่างนี้ เป็นที่รักใคร่ นับถือศรัทธา ชื่นชม ยินดี อย่างนั้นอย่างโน้น

ด้านหนึ่งเป็น “ความรู้สึกนึกคิด” ที่เกิดขึ้น เติบโต และคงอยู่ใน “จิตในเราเอง”

อีกด้านหนึ่ง “อยู่ในความรู้สึกของคนอื่น”

มีความเป็นจริงอย่างหนึ่งก็คือ แม้จะเป็นตัวเราคนนี้คนเดียว แต่ในความรู้สึกนึกคิดของ “เรา” กับของ “คนอื่น” ไม่เหมือนกัน

ในส่วนของคนอื่น แต่ละคนยิ่งรู้สึกนึกคิดต่อเราแตกต่างกันไป จนแทบจะเรียกได้ว่า เราคนเดียวนี้ในความคิดของคนอื่นๆ แต่ละคน แทบไม่ใช่คนเดียวกัน

ต่างคนต่างมีภาพเป็นของคนละอย่างสองอย่าง

ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ความรู้สึกนึกคิดในใจของแต่ละคนนั้น ไม่อยู่นิ่งว่าเมื่อเป็นอย่างไหนแล้วต้องเป็นอย่างนั้นตลอด

ความเปลี่ยนแปลงในภาพที่รู้สึกเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทั้งในทางดีขึ้น หรือเลวลง ในความรู้สึกเมื่อนึกถึงแต่ละครั้ง

ความแตกต่าง และเปลี่ยนไปที่เป็นธรรมดาเช่นนี้เอง ที่หากไม่รู้เท่าทัน จะก่อปัญหาขึ้นมา

วันหนึ่งที่ชีวิตเดินเข้าสู่วัยปลาย

และความรู้สึกยังไม่กระจ่างว่าตัวตนที่ฟูฟ่องด้วยรูปแห่งความสำเร็จนั้นเป็นเพียง “ความคิด” ที่พร้อมจะเปลี่ยนไป

ในความรู้สึกนึกคิดของเราเองจะเปลี่ยนไปช้าหน่อย เพราะคนเรามักฝืนที่จะคิดในทางปกป้องตัวตนของตัวเองไว้

แต่ในความรู้สึกของคนอื่นๆ การปกป้องภาพของตัวตนให้กับเรามักไม่ค่อยเกิด

ด้วยเหตุที่ “ตัวตน” ที่เป็น “ความคิด” เกิดการเปลี่ยนแปลงในใจคนอื่น แต่ยังเหมือนเดิมในใจเราเอง

เมื่อต้องสัมผัส สัมพันธ์กับใครต่อใครในวัยที่เหลืออยู่ ความรู้สึกว่าการปฏิบัติต่อเราไม่เหมือนเดิมจึงเกิดขึ้น

เพราะกลายเป็นความหงุดหงิดกับความไม่สม่ำเสมอของคนอื่นๆ นั้น

ทั้งที่ในความเป็นจริง ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง

การพยายามปกป้องตัวตนของเราเอง ด้วยความพยายามที่จะไม่ให้ความคิดต่อตัวตนเปลี่ยนไป

ทำใจให้ยอมรับความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ต่างหากที่เป็นความผิดปกติ

เป็น “ผิดปกติ” ที่เกิดกับใจเราเอง

ชีวิตในวัยปลาย หากมองไม่เห็นความจริงนี้ และหรือกระทั่งเห็นแล้วแต่ทำใจให้ยอมรับไม่ได้

ย่อมเป็นชีวิตที่หม่นหมอง เศร้าตรม กับการมองเห็นความเปลี่ยนแปลงตัวตนเราในความรู้สึกนึกคิดของคนอื่น