โมเดลให้เช่า ‘บ้านธนารักษ์ประชารัฐ’

สอบถามกันเข้ามาเยอะมาก ชื่อโครงการยาวๆ “บ้านธนารักษ์ประชารัฐ”

ก่อนอื่น บอกได้เลยว่าเป็นแพคเกจเดียวกันกับโครงการบ้านประชารัฐของรัฐบาล คสช. นั่นเอง แต่คราวนี้มีความแตกต่างกันตรงที่เป็นโครงการให้เช่าโดยเฉพาะ เนื่องจากสร้างบนที่ดินหลวง โดยเป็นมติคณะรัฐมนตรี (มติ ครม.) วันที่ 22 มีนาคม 2559

ในวงการรัฐศาสตร์เขามีภาษิตที่ว่า “เงินหลวง ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้” เพราะฉะนั้น ที่ดินของรัฐก็เหมือนกัน โอนกรรมสิทธิ์ให้ใครไม่ได้ จึงต้องอยู่กันแบบสิทธิการเช่า

ทีนี้ กลับมาดูโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ ชื่อจำยากๆ แต่ความจริงมีเทคนิคอยู่นิดเดียว ทางกระทรวงการคลังเขามอบหมายให้กรมธนารักษ์ ซึ่งกำกับดูแลที่ราชพัสดุทั่วประเทศอยู่ด้วย ทำโครงการคล้ายๆ บ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ แต่เรียกชื่อว่า “บ้านธนารักษ์”

เพราะฉะนั้น โครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ จึงเป็นการหยิบ 2 คำ 2 โครงการมารวมให้เป็น 1 คำ 1 โครงการ ประกอบด้วย บ้านธนารักษ์ กับ บ้านประชารัฐ ดังนั้น จึงกลายเป็น “บ้านธนารักษ์ประชารัฐ”

เรามาดูความพิเศษพิโสกันดีกว่า ย้อนรอยบ้านประชารัฐสักเล็กน้อย เป็นโครงการสำหรับผู้ซื้อเป็นบ้านหลังแรก ราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ซื้อไปแล้วมีการโอนกรรมสิทธิ์ให้ด้วย

ในขณะที่บ้านธนารักษ์ประชารัฐเขาหยิบโมเดลการพัฒนาเป็นโครงการบ้านประชารัฐบนที่ดินราชพัสดุ แปลว่าให้เช่าอย่างเดียว ไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ เรื่องนี้ต้องย้ำกันเยอะๆ จะได้ไม่สับสน

สำหรับไส้ในบ้านธนารักษ์ประชารัฐ จัดระเบียบข้อมูลในการอธิบายได้ ดังนี้ 1.แม้จะเช่าก็ต้องเช่าเป็นบ้านหลังแรก เงื่อนไขเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ (จะพูดว่าข้าราชการก็กลัวจะมัดตัวเอง เพราะสมัยนี้คนทำงานกินเงินเดือนที่มาจากภาษีประชาชนไม่ได้มีแต่ข้าราชการ มีหลายหน่วยงานที่ชื่อแปลกๆ แต่สถานภาพเป็นคนทำงานให้รัฐบาล ก็เลยเรียกรวมๆ ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ) และประชาชนทั่วไปที่ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมาก่อน ได้มีโอกาสเช่ายาวๆ เสมือนมีกรรมสิทธิ์ได้

2.ราคาอสังหาฯบนที่ดินหลวง กำหนดไว้ 2 ราคา คือ “เพดานไม่เกิน 1 ล้านบาท” โดยจะต้องเป็นอสังหาฯก่อสร้างใหม่เท่านั้น กับ “เพดานไม่เกิน 5 แสนบาท” สำหรับคนที่เช่าบ้านอยู่บนที่ดินราชพัสดุอยู่แล้ว อาจจะกู้ซ่อมแซมหรือต่อเติมบ้านก็ว่ากันไป

ถ้าให้เดาก็คงหมายถึงกลับไปดูแลกลุ่มเจ้าหน้าที่ของรัฐ-ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่เช่าบ้านหรือผ่อนบ้านบนที่ดินหลวง ได้มีโอกาสต่อเติม-ซ่อมแซมบ้านกับเขาบ้าง

3.ไซซ์ของอสังหาฯ เนื่องจากที่อยู่อาศัยมีหลายประเภท ได้แก่ คอนโดมิเนียม ทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด แต่ถ้าดูจากราคาที่กำหนดอย่างเก่งน่าจะได้เพียงคอนโดฯกับทาวน์เฮาส์เป็นหลัก เพราะกำหนดไว้ว่า บ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮาส์ จะต้องมีพื้นที่ใช้สอยไม่ต่ำกว่า 48 ตารางเมตรขึ้นไป ส่วนคอนโดมิเนียมให้เริ่มต้นห้องละ 24 ตารางเมตรขึ้นไป

4.วงเงินสินเชื่อ ในเมื่อเป็นโครงการของรัฐบาล แน่นอนว่าเจ้าภาพย่อมหนีไม่พ้นแบงก์ของรัฐ งานนี้เป็นเรื่องราวของอสังหาฯ ดังนั้น จึงมีเจ้าภาพปล่อยเงินกู้ 2 แบงก์ มีแบงก์ออมสินกับแบงก์ ธอส. (ธนาคารอาคารสงเคราะห์) แต่ก็อย่างว่าแหละค่ะ เนื่องจากเป็นอสังหาฯให้เช่า วงเงินที่ใช้ก็เลยกำหนดไม่เยอะเท่ากับบ้านประชารัฐที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ และได้วงเงินก้อนแรกไปแล้ว 4 หมื่นล้านบาท

แต่พอเป็นบ้านธนารักษ์ประชารัฐ รัฐบาลเจียดเงินมาให้แค่ 9 พันล้านบาท แบ่งให้ 2 กลุ่มด้วยนะ กลุ่มแรก ผู้ประกอบการหรือคนที่จะกู้ไปก่อสร้างโครงการ 4 พันล้าน อีกกลุ่มก็เป็นฝั่งผู้เช่านี่แหละ ให้มา 5 พันล้านบาท

5.จะเรียกว่าสิทธิการเช่าหรือระยะเวลาเช่าก็ได้ โครงการนี้รายละเอียดเยอะแยะไปหมด ขอบอก สงสัยกลัวจะงงไม่พอกระทรวงคลังก็เลยมีให้เลือกเช่า 2 แบบ เรียกว่า “การเช่าแบบสั้น” วงเล็บให้ด้วยว่า Rental มีเวลาแค่ครั้งละ 5 ปี หมดอายุแล้วต้องถูกเชิญเปิดหาผู้เช่ารายใหม่ ถ้าอยากอยู่ต่อก็ต้องไปแข่งราคาหรือแข่งโชคให้เขาหยิบใบดำใบแดงเป็นชื่อเรา

อีกแบบคือ “การเช่าแบบยาว” อธิบายความหมายผ่านภาษาต่างด้าวว่า Leasehold คราวนี้ให้สิทธิเช่านาน 30 ปี ใกล้เคียงกับการถือกรรมสิทธิ์กันเลยทีเดียว

6.การเช่าสั้น 5 ปี เบื้องลึกเบื้องหลังเป็นเพราะที่ดินราชพัสดุมีบางแปลงที่สวยจัด ทำเลอยู่กล๊าง กลางใจเมือง จะปล่อยเช่ายาวก็เสียดายราคา เสียดายรายได้เข้าหลวง ก็เลยคิดโมเดลดื้อๆ ขึ้นมาเลยว่าให้เช่าก็แล้วกัน ตั้งเงื่อนไขให้ดูมีหลักการขึ้นมาหน่อยว่า ผู้ประสงค์อยากเช่าต้องมีรายได้ไม่เกินเดือนละ 20,000 บาท โดยห้องเช่าตั้งราคาไว้ไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท

ประเด็นคือ กันไว้สำหรับ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” เพียงอย่างเดียว คนทั่วไปหมดสิทธิ งานนี้ขาเมาธ์เขาบอกว่าคงจะต้องใช้กำลังภายในแบบเส้นทับเส้นแน่นอน (ฮา)

7.การเช่ายาว 30 ปี ส่วนใหญ่จะเปิดกว้างให้ทั้งคนของรัฐและประชาชนผู้มีรายได้น้อยเข้ามาเช่าได้ ยกเว้นบางแปลงที่มีข้อจำกัดหยุมหยิมงอกขึ้นมาอีก เช่น อยู่ในพื้นที่ผังเมืองสีน้ำเงิน ข้อกำหนดต้องใช้กิจกรรมส่วนราชการ ดังนั้น ถ้าจะนำมาทำบ้านธนารักษ์ประชารัฐ จึงต้องเปิดให้เช่าสั้น-เช่ายาวได้เฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นต้น

8.โครงการนำร่อง มีที่ไหนบ้าง ต้องอธิบายอย่างนี้ว่า โครงการนี้กรมธนารักษ์ใจดีมาก เอ่ยปากยกที่ดินให้ทำเฟสแรก 30 แปลงทั่วประเทศ แต่เพื่อให้โครงการนี้สามารถแจ้งเกิดได้ก่อนก็เลยต้องมีโครงการนำร่อง ทำออกมาก่อน 6 แปลงแรก แบ่งเป็น 3 แปลงที่ให้สิทธิกับเจ้าหน้าที่รัฐ กับอีก 3 แปลงเปิดกว้างให้ประชาชนเข้ามาเอี่ยวด้วย

รายละเอียดสักนิด 3 แปลงที่ให้เฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐเช่า อยู่ทำเลสามเสนใน กรุงเทพฯ ชั้นใน 2 แปลง กับที่เชียงใหม่ ถนนช้างคลาน (ติดผังเมืองสีน้ำเงิน) อีก 1 แปลง ส่วนทำเลที่เปิดกว้างจะมีที่อำเภอแม่จัน เชียงราย 1 แปลง กับอำเภอชะอำ เพชรบุรีอีก 2 แปลง

งานนี้โดนใจใครบ้าง เงี่ยหูฟังให้ดี ถ้ามีความคืบหน้าจะนำมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไปค่ะ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้คลิป’อังคณา นีละไพิจตร’ พูดถึงสถานการณ์พิเศษ – มาตรา44 และ การใช้ดุลยพินิจ
บทความถัดไปมาต่อเนื่อง พายฤดูร้อนพัดใส่อุตรดิตถ์หลายจุด บ้าน-วัดรวมกว่า 300 หลังเสียหาย