ชลวิทย์ เจียรจิตต์ สร้างปัญญาชนเพื่อสังคม และความร่วมมือกับ ‘มติชน’

11.11.18 | 16:26 น.

คณบดีคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้รับผิดชอบการสร้างและพัฒนานิสิตสายสังคมศาสตร์เพื่อออกไปรับใช้สังคม และขับเคลื่อนงานวิชาชีพต่างๆ กับคำตอบว่าท่ามกลางสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป แนวทางการสร้างและพัฒนาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และอีกก้าวสำคัญ คือการเริ่มต้นและพัฒนาความร่วมมือทางวิชากับ ‘เครือมติชน’

ในโอกาสนี้ จึงมาร่วมพูดคุยกับตัวแทนจากฝ่ายมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คือ รองศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งคณบดีคณะสังคมศาสตร์ และเป็นผู้ประสานงานความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้

รศ.ดร.ชลวิทย์ สำเร็จการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาเอก ในปี 1988 จบการศึกษา Ph.D Sociology (ICCR Scholarship), ในปี 1996 จบการศึกษา M.A. Sociology (Honour) เกียรตินิยม 1996 The University of Poona และปริญญาตรีด้านมนุษยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย

รศ.ดร.ชลวิทย์ เดินหน้าพัฒนาคณะสังคมศาสตร์ มศว ตามนโยบายท่านอธิการบดี “รศ.ดร.สมชาย สันติวัฒนะกุล” ด้านมหาวิทยาลัยรับใช้สังคม ด้วยใจที่มุ่งมั่น แนวการทำงานทางสังคมศาสตร์กับหลากหลายภาควิชา เรื่องทัศนคติการทำงานเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

“สิ่งหนึ่งที่ผมพยายามบอกกับทุกคนในการทำงานคือ การเสียสละเพื่อส่วนรวมทำเพื่อองค์กรและลูกศิษย์คือคนสำคัญ การทำงานใช้คำว่าผู้ร่วมงาน ใช้การพูดคุย ขอความร่วมมือ การให้เกียรติกันในการทำงาน มีเป้าหมายที่ชัดเจน คือกรอบนโยบาย มศว รับใช้สังคมและที่สำคัญคือ ตำแหน่งนั้นไม่มีค่า สิ่งที่สำคัญคือ ความสัมพันธ์ที่มีค่า การสร้างงาน สร้างสังคมการทำงานที่มีทีมเวิร์กที่ดี และการสร้างคนที่ทำงานร่วมกับเรามีโอกาสในการก้าวหน้าต่อไป”

Advertisement

สำหรับการทำงานในฐานะคณบดีคณะสังคมศาสตร์ มศว รศ.ดร.ชลวิทย์บอกเล่าให้ฟังว่า เมื่อรับตำแหน่งมา เป็นโอกาสในการทำงาน ทางท่านอธิการบดี ผู้บริหาร มศว ให้ความไว้วางใจในการทำงานถือว่าเราทำเต็มที่ จัดการนโยบายเรื่องคุณภาพนิสิต ทิศทางหลักสูตรทางสังคมศาสตร์ให้ทันสมัย พัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบัน

“สิ่งที่ตั้งใจที่สุดคือผลักดันให้นิสิตจบมาแล้วรู้สึกภูมิใจกับคณะสังคมศาสตร์ และมหาวิทยาลัย นิสิตทางสังคมศาสตร์ต้องเข้าใจคน จริงใจต่อคน เเละพัฒนาตนเองเพื่อให้เป็นคนมีคุณภาพต่อสังคม เป็นสิ่งที่ผมพยายามบอกกับคณาจารย์ เพื่อนร่วมงาน แจ้งกับฝ่ายสนับสนุน คุยกับประธานนิสิต ที่ร่วมประชุมกับผมทุกเดือน สิ่งหนึ่งที่วัดว่าจะสำเร็จไม่สำเร็จศาสตร์ทางสังคมศาสตร์ คือเราปลูกฝังเขาเรื่องทัศนคติที่ดีต่อสังคม คนรอบข้าง เพื่อเป็นคนมีคุณภาพที่เห็นแก่ส่วนรวมเป็นสำคัญ”

“ทุกคนต่างมีความหลากหลาย ต้องให้เกียรติผู้ร่วมงานจะทำงานร่วมกันอย่างมีคุณภาพ ต้องรักที่จะทำ ตำแหน่งของผมมันบ่นไม่ได้เพราะเป็นตำแหน่งที่เราอาสามาทำงาน หมายถึงว่าเราอาสามาทำเพื่อองค์กร มีการเลือกสรรจากคณะกรรมการ งานผมเป็นงานอาสา ผมไม่มีสิทธิบ่น ต้องชอบต้องรักที่จะทำงานนี้ ต้องยอมรับการแก้ปัญหาในองค์กรการศึกษา คนที่อาสามาทำงานองค์กรแนวนี้ต้องอดทนถือว่าคุณค่าที่ได้คือการรับใช้องค์กรและสังคม ไม่มีสิทธิบ่น ต้องการ ตั้งใจ และทุมเทเป็นแรงบันคาลใจให้ผู้ร่วมงานไปด้วยกัน”

รศ.ดร.ชลวิทย์มีไลฟ์สไตล์ที่เรียบง่าย ปกติยามว่างชอบพักผ่อนอยู่คนเดียวอ่านหนังสือ ดูภาพยนตร์ที่บ้าน ทางจิตวิทยาเรียกว่าพวกชอบปลีกวิเวก (Self-Satifile) นอกบ้านบ้างก็ร้านกาแฟ เพื่อให้เห็นบรรยากาศ เห็นผู้คน ลูกศิษย์ทีมงานทางวิชาการที่สนิทมาสนทนา นั่งทำวิจัย ส่วนภาพยนตร์ที่ชอบตอนนี้ที่บ้านมี NETFLIX เพลิดเพลินทั้งสารคดีและภาพยนตร์หลายแนว

มีภาพยนตร์เรื่องในดวงใจ เช่น คานธี, ก็อดฟาเธอร์, และชอว์แชงค์ รวมทั้งภาพยนตร์ซีรีส์หลายเรื่อง ดูพอให้ทันกระแสทั่วไป นอกนั้นก็ข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่องานการสอนและบรรยาย

ส่วนหนังสือที่ชอบอ่านนอกจากหนังสือทางวิชาการด้านสังคมศาสตร์แล้วชอบอ่านหนังสือ How to ทั่วไป หนังสือหลักธรรมที่คนทั่วไปอ่านคือคู่มือมนุยษ์ ของหลวงพ่อพุทธทาส หนังสือพุทธธรรม เพื่อสะท้อนให้เห็นสัจธรรมของมนุษย์ ส่วนหนังสือต่างประเทศชอบหนังสือของ John C.Maxwell Tom Rath. Stephen R. Covey.

ทั้งนี้ ยังแย้มเคล็ดลับในการทำงานว่า ต้องแบ่งเวลาให้เป็น แบ่งเวลาอยู่กับตัวเอง สุขภาพเราต้องดูแล พยายามเดินออกกำลังกายทุกวันเดินวันละ 5 กิโลเมตร 1 ชั่วโมง ตอนนี้ท่านอธิการบดีท่านมีนโยบายให้บุคลากรและประชาชนทั่วไปมาใช้ประโยชน์ในการดูแลสุขภาพ

“เรื่องสังคม ในฐานะหัวหน้าหน่วยงานทางสังคมศาสตร์ ผมถือเรื่องงานสังคมเป็นงานที่เราร่วมทำถ้าไม่ติดภารกิจใดๆ งานส่วนรวมของ มศว งานสังคมทุกๆ ด้านถือเป็นการให้กำลังใจ นิสิต มศว คณะต่างๆ ทั้งคณะสังคมศาสตร์ถืองานส่วนร่วมคืองานที่สร้างจิตพิสัยด้าน มศว รับใช้สังคมอย่างมีคุณค่า ส่วนตัวโดยเฉพาะงานศพเพื่อร่วมงานญาติ คนคุ้นเคยผมและคณะจะถือเป็นวาระสำคัญมากๆ”

ผลงานพัฒนานิสิตของคณะสังคมศาสตร์ที่ผ่านมามีอะไรบ้าง?

การดำเนินการของคณะสังคมฯจะดำเนินงานตามนโยบายของมหาวิทยาลัย ตั้งแต่สมัยอดีตอธิการบดี คือ ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อดีตอธิการบดี และ รศ.ดร.สมชาย สันติวัฒนกุล อธิการบดีคนปัจจุบัน ท่านทั้งสองเป็นผู้ให้มุมมอง สำหรับการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย มศว เป็นมหาวิทยาลัยรับใช้สังคม ซึ่งถือเป็นเรื่องนี้ถือเป็นสำคัญมาก เพราะมหาวิทยาลัยอยากให้นิสิต ที่ต่อไปจะออกไปอยู่ในสังคม เป็นคนที่รู้สึกรู้สาต่อคนในสังคม เมื่อบัณฑิตจบออกไปต้องเป็นผู้ที่เข้าใจ จริงใจ พัฒนาสังคม

เมื่อผมรับนโยบายนี้มาก็มาช่วยผลักดันร่วมกับบุคลากรที่คณะเรื่องของกิจการเพื่อสังคม นิสิตแข่งขันประกวดรางวัลชนะเลิศหลายด้าน คณาจารย์ในคณะสังคมศาสตร์ให้ความสำคัญหาเวทีให้นิสิตได้ไปแข่งขันมากมาย มศว ส่งเสริมเป็นแรงจูงใจด้วย ส่วนหนี่งเป็นนิสิตภาคบริหารธุรกิจ ซึ่งภาควิชาบริการธุรกิจ ที่แต่ก่อนอยู่คณะสังคมฯ มศว ผลักดันจนได้รับอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย แยกออกมาเป็นคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม ถือเป็นวิสัยทัศน์ของท่านอธิการบดีทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่ได้ผลักดันจนกระทั่งภาควิชาหนึ่งออกมาเป็นคณะ ในชื่อคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคมแห่งแรกของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม นโยบายของอธิการบดี ให้คณะยังคงดำเนินการเรื่องกิจการเพื่อสังคม เมื่อผมรับนโยบายนี้มาเต็มที่ และจะเสริมเรื่องของ SDG (Sustainable Development Goals) ซึ่งเป็นกรอบทิศทางและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่สหประชาชาติกำหนดไว้ 17 ข้อ ที่เน้นเรื่องสุขภาวะของคนในสังคม เรื่องของผู้สูงอายุ เรื่องสิ่งเเวดล้อม ความมั่นคงของมนุษย์ ก็จะเกี่ยวพันกับภาควิชาในคณะ ที่ประกอบด้วย ภาควิชาสังคมวิทยา ภาควิชาภูมิศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ และภาควิชารัฐศาสตร์ รวมทั้งหลักสูตรใหม่คือหลักสูตรกฎหมาย เป็นการผลักดันจากท่านอธิการบดี ที่เล็งเห็นอยากให้นักกฎหมายเน้นภาพร่วมของการเป็นนักกฎหมายเพื่อสังคมไกล่เกลี่ยปรองดอง โดยมีอาจารย์นักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญมาเป็นอาจารย์ที่คณะสังคมศาสตร์ มศว

มีการเน้นกิจกรรมเรื่องไหนบ้างเพื่อให้ตอบโจทย์ของคณะ?

กิจกรรมที่ผ่านมาของทางคณะจะเน้นเรื่องของการปลูกฝังค่านิยมในนิสิตให้มีความสนใจต่อสังคม ทำกิจกรรมเพื่อสังคม เป็นสิ่งที่เราตั้งใจผลักดัน ให้คณาจารย์และนิสิตทั้งหมด เข้าใจคนในสังคมเมื่อจบไปเเล้ว จริงใจต่อการทำงาน ต่อสังคม พัฒนาตนเองเเละพัฒนาคนในสังคม รวมถึงพัฒนาให้ประเทศยั่งยืน เป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยผลักดันเรื่องนโยบายของมหาวิทยาลัยรับใช้สังคม เเละคณะสังคมฯก็รับนโยบาย เเละผลักดัน ผลิตนิสิตออกมาเพื่อพัฒนาสังคมต่อไป เช่น การร่วมมือกับหน่วยงานทางวิชาการหลายแห่ง อาทิ NISECrop สสส. องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน สถานทูตหลายแห่ง มหาวิทยาลัยต่างประเทศ โดยนโยบายท่านอธิการบดีปัจจุบันเปิดกว้างให้เรามีความร่วมมือกับองค์กรที่หลากหลาย เพื่อประโยชน์ต่อความก้าวหน้าทางวิชาการ

เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีนโยบายรับใช้สังคมและเป็นมหาวิทยาลัยสีขาว คณะสังคมฯรับนโยบายมา สร้างคณะให้ปลอดเหล้า บุหรี่ และอบายมุข ผลักดันให้มหาวิทยาลัยมี “ชมรมเมาไม่ขับ” ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ผลักดันให้นิสิตมีจิตสำนึกต่อคนในสังคม โดยการตั้งชมรมนี้ร่วมกับมูลนิธิเมาไม่ขับ ที่มีคุณดำรง พุฒตาล ประธานมูลนิธิ นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิ โดยชมรมเมาไม่ขับเป็นชมรมแรกในมหาวิทยาลัยของประเทศไทย ซึ่งแนวทางต่อไปจะพยายามเชิญนิสิตในหลายๆ มหาวิทยาลัยเข้ามาร่วมในชมรมนี้ด้วย

อนาคตจะพัฒนานิสิตอย่างไร?

หลังจากที่ทางสภามหาวิทยาลัยอนุมัติให้ภาควิชาธุรกิจออกมาเป็นคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม ปัจจุบันคณะสังคมศาสตร์เหลืออยู่ 4 ภาควิชา ประกอบด้วย ภาควิชาสังคมวิทยา ภาควิชาภูมิศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ และภาควิชารัฐศาสตร์ หลักสูตรครูสังคมศาสตร์ หลักสูตรกฎหมาย แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่สิ่งที่คณะสังคมฯจะเน้นให้เกิดความชัดเจนเพิ่มมากขึ้นคือ ต้องดำเนินการตามนโยบายของมหาวิทยาลัย คือเป็นคณะสังคมศาสตร์เพื่อสังคม จะเน้นความชัดเจนของงาน SDG และกรอบทิศทางกิจการเพื่อสังคม เราจะเน้นเรื่องของผู้สูงอายุ เรื่องความอยู่ดีกินดีในสังคม เน้นเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม และสิ่งที่จะทำต่อไปคือการปรับหลักสูตร ให้สอดคล้องกับนโยบายของมหาวิทยาลัย และคณะสังคมศาสตร์เพื่อสังคม ให้รู้ลึก รู้ทัน รู้รอบต่อพลวัตทางสังคม

มองว่านิสิตที่จบจากคณะสังคมศาสตร์มีจุดเด่นอย่างไรบ้าง?

ผมคงไม่ก้าวล่วงไปถึงนโยบายของมหาวิทยาลัยอื่น แต่เท่าที่ทราบจากผู้ประกอบการ เด็กที่จบจากคณะสังคมศาสตร์ และคณะอื่นๆ ใน มศว จะเข้าใจวัฒนธรรมในสังคม ปรับตัวได้ง่าย มีจิตอาสา พัฒนาตนเอง ปรับตัวเข้ากับงานและผู้ร่วมงานได้เป็นเลิศ มีทักษะการสื่อสารได้มาตรฐานที่ดี

สำหรับหลักสูตรของคณะสังคมฯและทุกคณะใน มศว ส่วนใหญ่เน้นให้นิสิตฝึกงาน มีภาคปฏิบัติ ผมคิดว่านิสิตที่จบไปเป็นบัณฑิตที่เข้าใจวัฒนธรรมในองค์กร มีความจริงใจต่องานที่ทำ มีความเข้าใจคน ปรับตัวเข้ากับคนได้ นอกจากนี้ เราปลูกฝังนิสิตว่าเราจะโดดเด่นได้เราต้องเป็นนักสื่อสารที่ดี ต้องคิดบวก ต้องปรับตัวเป็น โดยทักษะทั้ง 3 อย่าง เป็นสิ่งสำคัญที่นิสิตของคณะสังคมฯและคณะอื่นๆ ต้องมี เมื่อมีสิ่งเหล่านี้ครบนิสิตที่จบไปสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ ดังนั้น พูดแทนได้ว่านิสิต มศว มีความพิเศษ มีจุดเด่นในเรื่องของมุมมอง ทัศนคติ ที่จบไปมีทัศนคติเป็นบวกและสู้งานมีจิตอาสาพร้อมรับใช้สังคมทุกมิติ

 

“สิ่งที่ตั้งใจที่สุดคือผลักดันให้นิสิตจบมาแล้วรู้สึกภูมิใจกับคณะสังคมศาสตร์และมหาวิทยาลัย

นิสิตทางสังคมศาสตร์ต้องเข้าใจคน จริงใจต่อคน และพัฒนาตนเองเพื่อให้เป็นคนมีคุณภาพต่อสังคม” 

 

ในความคิดของ รศ.ดร.ชลวิทย์ ผู้อยู่ในสายสังคมศาสตร์มองสังคมไทยเป็นอย่างไร?

ผมมองว่าสังคมไทยเป็นสังคมน่าอยู่ อย่างบูรณาการ ถ้าในเชิงสังคมวิทยาสังคมไทย เป็นสังคมที่มีความหลากหลายทาง ความเชื่อ ค่านิยม ที่เด่นชัด ถ้าในเชิงรัฐศาสตร์เราอาจจะมีความแตกต่างกันทางความคิดของแต่ละฝ่าย ซึ่งเป็นความหลากหลายที่งดงาม และเราต้องยอมรับได้ ทุกคนในสังคมต้องพยายามตระหนักคิดแบบมีเหตุผล ซึ่งผมพยายามสอนนิสิตตลอดเวลา จะเชื่อข้อมูลอะไรก็ตาม ต้องรองรับด้วยเหตุผล

ตอนนี้ข้อมูลมาเยอะมาก ไม่ว่าจะทางโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ เป็นต้น เราต้องพยายามปลูกฝัง ให้นิสิตใช้วิจารญาณ การวิพากษ์อย่างมีเหตุผล มีความน่าเชื่อของข้อมูลที่ได้รับมา อย่าเชื่อเพราะจำ อย่าเชื่อเพราะเห็นหรืออ่านมา ต้องตระหนักหาเหตุผล ศาสตร์ทางสังคมศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ ไม่ใช่ 1+1 = 2 เหมือนวิทยาศาสตร์ สามารถเป็น 1+1 = 3 หรือ 4 หรือ 5 ได้ แต่เป็นการนำเหตุผลข้อมูลมาร่วมคิดวิเคราะห์ ซึ่งศาสตร์ทางรัฐศาสตร์บอกว่า สองเรื่องห้ามคุยกันถ้าใจไม่กว้างพอ อาจเกิดความขัดแย้งได้คือ เรื่องศาสนา และการเมือง แต่ผมก็มีเพื่อนหลากหลายมาก ก็คุยกันได้ อีกทั้งทางคณะสังคมศาสตร์ก็มีความหลายหลายทางความรู้ สามารถสื่อสารกันได้ ถ้าเราปิดใจก็จะยากมาก ต้องเปิดใจคุยกัน เปิดใจยอมรับความหลากหลายที่มี แต่สังคมไทยเป็นสังคมที่ผมมีความเชื่อว่ามีคนเก่งคนดีที่จะพัฒนา โดยเฉพาะบัณฑิต มศว ผมมีความเชื่อเป็นผู้จบไปเพื่อรับใช้สังคมอย่างมีอุดมการณ์

นโยบายของกระทรวงศึกษาฯ ต่อไปอยากให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งเน้นผลิตบัณฑิตด้านวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น และอยากให้ลดจำนวนผู้เรียนด้านสังคมศาสตร์ลงไป คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้?

เรื่องนี้เป็นนโยบายของรัฐ ก็แน่นอนว่าสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต ศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์จึงต้องการกำลังคนจำนวนมาก และการวัดการพัฒนาของชาติต้องใช้ศาสตร์ของวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม ด้านวิศวกรรมศาสตร์ เข้ามาสร้างสรรค์ซึ่งยอมรับว่าจำเป็นและขาดแคลน ถึงอย่างไรผมคิดว่าควรไปด้วยกัน ทิ้งด้านใดไม่ได้ ศาสตร์ทางสังคมศาสตร์ยังมีความจำเป็น กับความคิดที่ซับซ้อนของมนุษย์ การจะสอนคนให้มีทักษะทัศนคติเชิงบวก คิดเชิงวิเคราะห์ สอนให้เข้าใจไม่ใช่เรื่องง่าย บางที AI (เอไอ) หรือวิชาด้านวิทยาศาสตร์ ยังต้องพึ่งศาสตร์ทางสังคมศาสตร์

ผมมองว่านโยบายของรัฐไม่เชิงว่าจะลด แต่เน้นให้เด็กที่เก่ง เด็กที่มีความสามารถสูงมาเรียนทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งผมเห็นด้วย เราต้องการเด็กเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์พัฒนานวัตกรรมชาติ สำหรับศาสตร์ทางสังคมขึ้นอยู่กับความชอบ ความสนใจจริง เพราะต้องอ่านเยอะ ต้องถกเกียงกล้าที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ต้องวิพากษ์ได้ ถึงมีคำบอกเล่าว่าสังคมศาสตร์สอนให้เราพูดเรื่องจริง พูดเรื่องดี เเละมีประโยชน์

ทราบว่าจะมีความร่วมมือทางวิชาการกับมติชน?

ใช่ครับ ท่านอธิการบดีท่านเปิดกว้างเรื่องความร่วมมือทางวิชาการ มอบหมายให้ผมเป็นผู้ประสานทางสังคมศาสตร์

ทำไมถึงต้องเป็นมติชน?

หนังสือพิมพ์มติชนเน้นสาระทางวิชาการ ให้ความสำคัญต่อมุมมองทางการศึกษาและสังคมตลอดมา ให้โอกาสคณาจารย์นักวิชาการได้นำเสนอมุมมองทางสังคมที่หลากหลาย อยู่คู่สังคมไทยมานาน เป็นหนังสือพิมพ์ที่ให้ความสำคัญในมิติการดูแลสังคมอุดมปัญญา

ท่าน ผศ.นพ.เฉลิมชัย อดีตอธิการบดี และ รศ.ดร.สมชาย อธิการบดีคนปัจจุบัน ก็มีนโยบายให้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสื่อมวลชนในหลายมิติทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่ง มศว ได้ร่วมมือสื่อมวลประเทศจีน ในประเทศไทย ที่เป็นสื่อโทรทัศน์ ทั้งนี้ ทางหนังสือพิพม์มติชนเป็นสื่อที่ให้ข้อมูล ให้ความรู้กับสังคม ผ่านงานเขียนในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นช่องทางข่าวที่มีคุณค่า การจัดพิมพ์หนังสือหลายมิติทุกๆ ด้าน

ดังนั้น การที่ทำความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม คณาจารย์ นิสิตทุกระดับ มหาวิทยาลัย และเป็นประโยชน์ต่อมติชน ที่จะมีกิจกรรมร่วมกับ มศว ที่เป็นมหาวิทยาลัยรับใช้สังคม ซึ่งทางผู้บริหารของมติชนเองก็ตระหนักในเรื่องนี้ ว่าในยุคปัจจุบันเราต้องความร่วมมือกันในทิศทางที่หลากหลายเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมดำรงอยู่อย่างเข้มแข็งต่อไป

แนวทางความร่วมมือกับมติชนเป็นอย่างไร?

มีความร่วมมือกันอย่างหลากหลาย โดย รศ.ดร.สมชาย ให้นโยบายมาว่า ต้องเน้นการพัฒนาทางสังคม โดยทางคณะสังคมศาสตร์ คณะนวัตกรรมการสื่อสารสังคม คณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม และคณะอื่นๆ ใน มศว เป็นหลักในการทำกิจกรรมร่วมกับทางมติชน โดยมีคณะอื่นใน มศว เข้าร่วมด้วย เช่น คณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม คณะนวัตกรรมการสื่อสารเพื่อสังคม เป็นต้น คือคณะสายทางสังคมศาสตร์จะร่วมกับมติชนชน เพื่อผลักดันพัฒนาผลงานด้านวิชาการ ไม่ว่าจะเรื่องของการจัดกิจกรรมร่วมกันทางสังคมศาสตร์ งานวิชาการ งานเสวนาทางวิชาการร่วมกัน เพื่อพัฒนาสังคมให้ยั่งยืน รวมไปถึงงานที่เกี่ยวข้องกับการเมืองสร้างสรรค์ ที่เร็วๆ นี้ คณะสังคมศาสตร์ มศว วางแผนจัดงานเสวนาโดยเชิญท่านหัวหน้าพรรคการเมืองหลักๆ มาร่วมกันเสวนา

ซึ่งการเสวนาครั้งนี้ไม่ได้พูดคุยในเรื่องการเมืองเชิงขัดแย้ง แต่พูดคุยเรื่องการจะพัฒนาสังคมควรเป็นอย่างไร ควรพัฒนาในบริบทไหนบ้าง เชื่อว่า “มติชน” จะช่วยเสริมเติมให้มหาวิทยาลัยเปิดเวทีนี้ได้ อีกทั้งมติชนจะเป็นช่องทางให้สื่อสารเข้าถึงผู้คนได้ จึงคิดว่าตรงนี้เป็นประโยชน์มาก ร่วมทั้งกิจกรรมการนำเสนองานวิชาการทางงานวิจัยอื่นๆ ที่จะรวมกับมติชนในมิติต่างๆ เพื่อประโยชน์ต่อองค์ความรู่สู่สังคมต่อไป

ในอนาคต มศว อยากร่วมมือด้านไหนกับมติชนเพิ่มเติมบ้าง?

นอกจากนี้ พูดคุยหารือถึงเรื่องหลักสูตรที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ด้านรัฐศาสตร์ ด้านนวัตกรรมการสื่อสาร ผู้ที่ทำงานด้านสื่อในมติชน เช่น ผู้สื่อข่าว ย่อมมีประสบการณ์ในการทำข่าวสูง อาจจะเชิญมาบอกเล่าประสบการณ์การทำข่าว และขอความรู้จากนักข่าวอาวุโส มาช่วยพลักดันให้เกิดหลักสูตรที่เกี่ยวข้องด้านสื่อสาร หรือหลักสูตรที่เกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เพื่อเป็นประโยชน์ต่อความสมบูรณ์ของหลักสูตรในยุคปัจจุบัน