เปิดมิติ’ข้างหลังภาพ’ จิตรกรรมใต้กระจก วัดนางนอง จากแรกอนุรักษ์ สู่ความงามอมตะ

17.11.18 | 12:32 น.
นินนาท ชลิตานนท์ อดีตปลัด กทม. ชมภาพเขียนใต้กระจกที่วัดนางนองหลังการอนุรักษ์แล้วเสร็จ

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเกินหยุดยั้งของฟากฝั่งธนบุรี “บางขุนเทียน” คือหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่ไม่อาจต้านทานวัฏจักรแห่งการพัฒนาอันนำมาซึ่งสิ่งใหม่ๆ ก่อเกิดสิ่งปลูกสร้างหลากยุคสมัยที่ในกาลเวลานับเนื่องต่อไปข้างหน้า ย่อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์

พระบรมรูปรัชกาลที่ 3 เเบบครึ่งพระองค์ จัดสร้างถวายโดยนินนาท ชลิตานนท์

ดังเช่น “วัดนางนองวรวิหาร” ในวันนี้ แม้รายล้อมด้วยตึกรามบ้านช่อง อีกทั้งคอนโดมิเนียมสูงนับสิบชั้น ทว่าศิลปกรรมงามวิเศษอีกทั้งงานช่างสุดประณีตยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ยังคงดำรงอยู่และได้รับการอนุรักษ์เป็นอย่างดี

ล่าสุด มีการติดตั้ง “ภาพเขียนสีใต้กระจก” ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ บนกรอบประตูหน้าต่างรอบพระอุโบสถ หลังถูกถอดลงมาซ่อมแซมนานกว่า 1 ปี ด้วยแรงศรัทธาของอดีตปลัดกรุงเทพมหานคร นินนาท ชลิตานนท์

จากที่อยู่ในสภาพทรุดโทรม ก็กลับมางดงาม ฉายภาพสะท้อนแห่งความรุ่งโรจน์ในคืนวันครั้งเก่าก่อน

ไม่เพียงความล้ำค่าด้านสุนทรียะ แต่ยังช่วยเก็บรักษาหลักฐานด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะ ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้าอย่างไม่รู้จบ

Advertisement

เจ้าตัวเปิดเผยถึงแรงบันดาลใจในการสนับสนุนการอนุรักษ์ครั้งนี้ว่า มีมูลเหตุจากเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเขตจอมทอง ได้มากราบพระประธานวัดนางนอง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์ที่งดงามอย่างยิ่ง จึงเกิดความคิดที่จะบูรณะองค์พระพุทธรูป รวมถึงศิลปกรรมต่างๆ ภายในพระอุโบสถ รวมถึงภาพเขียนสีใต้กระจกด้วย

“พระพุทธรูปประธานที่วัดนางนอง มีพุทธศิลป์ที่งดงามที่สุดองค์หนึ่งของไทยก็ว่าได้ หลังจากไม่ได้เป็น ผอ.เขตแล้ว เวลากลับมากราบท่านเจ้าอาวาส และกราบพระประธานทุกครั้งก็ตั้งใจว่า ถ้ามีโอกาสจะทำถวายท่าน เบื้องต้นทำในส่วนของโบสถ์ซึ่งก่อนหน้านี้ทรุดโทรมมากทั้งจิตรกรรมฝาผนังและจิตรกรรมบนบานประตูหน้าต่างที่ชำรุด ก็ได้ร่วมกับผู้มีจิตศรัทธาขออนุญาตกรมศิลปากรเพื่อบูรณะ ช่อไฟที่เสียหายก็ทำกลับมาใหม่ ไม่ใช่แชนเดอเลียร์อย่างที่หลายแห่งทำ จนมาถึงการอนุรักษ์ภาพเขียนสีใต้กระจก” อดีตปลัด กทม.ย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นแห่งแรงศรัทธา

ทำความสะอาดเตรียมนำขึ้นติดตั้งเหนือกรอบประตูหน้าในพระอุโบสถหลังการอนุรักษ์

ย้อนกลับไปในขั้นตอนของการอนุรักษ์ ประสบการณ์ค่อนชีวิตของ ธนิตย์ แก้วนิยม ข้าราชการบำนาญ สำนักช่างสิบหมู่ ถูกนำมาใช้ในทุกกระบวนการเพื่อคืนความสวยงาม และคงทนแข็งแรงให้แก่งานจิตรกรรมใต้กระจกและกรอบไม้แกะสลักทั้ง 14 กรอบ แต่ละกรอบมี 3 ภาพ แบ่งเป็นกรอบขนาดเล็ก และใหญ่ บางภาพสูญหายไปอย่างน่าเสียดาย

อุโบสถวัดนางนองวรวิหาร งดงามด้วยศิลปะแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3

เริ่มต้นจากการบันทึกข้อมูล เช่น ถ่ายภาพ วัดขนาด ทำความสะอาดด้วยน้ำ “ลูกประคำดีควาย’ เพื่อถนอมรักษาเนื้อไม้และวัสดุอื่นๆ โดยไม่แตะต้องสารเคมี กรอบที่ผุพังถูกสร้างขึ้นใหม่ตามรูปแบบและลวดลายเดิม ตัวกระจกที่แตกหักเป็นเสี่ยงๆ ก็ถูกนำมาต่อเข้าด้วยกันอย่างประณีต

“ขั้นตอนแรกต้องถ่ายรูป วัดขนาดกรอบและภาพทุกภาพ จดรายละเอียดไว้ ทำความสะอาด กรอบที่ผุก็ต้องทำขึ้นใหม่ ถึงจะเป็นไม้สักปิดทองก็ถูกปลวกกิน บางกรอบเคยถูกเปลี่ยนมาแล้วก่อนหน้านี้ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ก็ต้องเปลี่ยนกลับให้รูปแบบเหมือนของเดิม” นายช่างธนิตย์เล่าวิธีการคร่าวๆ ของการดำเนินงาน

พระสิรินันทมุนี เจ้าอาวาส ในวันส่งมอบผลงานหลังการอนุรักษ์แล้วเสร็จในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

สำหรับเนื้อหาของภาพ พระมหาวิชาญ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เชื่อว่าเป็นภาพสามก๊กและอุปรากรจีน สอดรับกับกรอบไม้ที่ถูกสลักเสลาเป็นภาพฮก ลก ซิ่ว ประแจจีน และสัตว์มงคล อาทิ มังกร นก กระต่าย ค้างคาว ดูราวกับมีชีวิต นอกจากนี้ ยังมีภาพปริศนาที่ยังตีความไม่ออก ชวนให้ขบคิดและค้นคว้าหาคำตอบเบื้องหลังปลายพู่กันของช่างเมื่อกว่าร้อยปีก่อน

ภาพเขียนสีใต้กระจกสันนิษฐานว่าเป็นเรื่องสามก๊ก และอุปรากรจีน บางส่วนยังตีความไม่ได้

ไม่เพียงเท่านั้น บางภาพยังชวนให้สะดุดตาด้วยสุนทรียะแบบตะวันตก ซึ่ง อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร คาดว่าน่าจะเขียนขึ้นตามอย่างภาพวาดฝรั่ง โดยภาพทั้งหมดมีความเป็นไปได้สูงว่าทำขึ้นในจีน ในขณะที่ตัวกรอบไม้อาจทำโดยช่างชาวสยามนี่เอง

“ภาพเหล่านี้ใช้เทคนิคการเขียนใต้กระจก กำหนดอายุกว้างๆ ได้ในสมัยรัชกาลที่ 3-รัชกาลที่ 5 มีเปอร์เซ็นต์สูงว่าทำในจีน สิ่งที่ช่างไทยทำกันคือการเขียนภาพด้วยสีฝุ่นบนกระดาษแล้วเข้ากรอบ อย่างเช่นที่วัดสุทัศนเทพวราราม ส่วนภาพที่คล้ายรูปเขียนแบบตะวันตก จีนก็ทำมานานแล้ว คงเอาตัวอย่างจากภาพฝรั่งมาวาด การเขียนสีใต้กระจกด้วยเทคนิคฝรั่งมีมานานตั้งแต่ยุคต้นราชวงศ์ชิง เนื้อเรื่องหลากหลาย จีนก็ได้ ฝรั่งก็ดี ส่วนกรอบไม้ คิดว่าทำในไทย เพราะในจีน เท่าที่เห็นมักทำกรอบเดี่ยว ไม่ใช่ 3 กรอบติดกันแบบที่วัดนางนอง และยังมีข้อสังเกตคือรูปนกที่แกะสลักอยู่ มีลักษณะเบนตัวออก แล้วหันหน้าเข้า เป็นลายแปลกๆ ที่นึกไม่ออกว่ามีในจีน แต่ทำให้นึกถึงตราแบบฝรั่งมากกว่า” ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะจีนวิเคราะห์อย่างละเอียด

ภาพเขียนสุนทรียะแบบตะวันตก คาดว่าเขียนตามภาพฝรั่งโดยช่างจีน

การอนุรักษ์ภาพกระจกในครั้งนี้ ยังส่งผลให้มีการซ่อมแซมจิตรกรรมฝาผนังเหนือกรอบประตูหน้าต่างซึ่งอยู่ด้านหลังของกรอบภาพเหล่านี้ตามความคิดของ อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร หลังการนำกรอบภาพลงจากที่ตั้งเดิม เผยให้เห็นงานจิตรกรรมที่ทรุดโทรม จึงถือโอกาสนี้สั่งการให้อนุรักษ์จิตรกรรมในจุดดังกล่าวจนแล้วเสร็จ ก่อนนำกรอบภาพกระจกขึ้นติดตั้งดังที่เห็นในวันนี้

วัดนางนองยังมีงานศิลปะล้ำค่าอีกหลายอย่างที่อยู่ระหว่างการเตรียมบูรณะปฏิสังขรณ์ ไม่ว่าจะเป็น ฉากลับแล รูปนกอินทรี ในแผ่นดินรัชกาลที่ 3, พระเจดีย์ประธาน, ศาลาใหญ่ซึ่งส่วนยอดของหน้าบันถูกฟ้าผ่าเสียหาย และหมู่กุฏิที่อยู่ในสภาพทรุดโทรม โดยมีการหารือระหว่างกรมศิลปากร วัดนางนอง และ “มติชน” ภายใต้โครงการ “แบ่งปันความรู้ เชิดชูศาสนา พัฒนาแหล่งน้ำลำคลอง”

ขรรค์ชัย บุนปาน หัวเรือใหญ่มติชน และอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ครั้งหารือเรื่องการอนุรักษ์ฉากลับแลสมัยรัชกาลที่ 3 รวมถึงโบราณวัตถุสถานอื่นๆ ในวัดนางนอง เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ไม่เพียงเท่านั้น ขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ยังบริจาคทุนทรัพย์ส่วนตัวซื้อภาพลายเส้นคัดลอกลายรดน้ำบานประตูหน้าต่างพระอุโบสถจากเอกชนรวม 30 แผ่น มอบให้กรมศิลปากรตั้งแต่ พ.ศ.2557 เพื่อรักษาไว้ซึ่งมรดกวัฒนธรรมของชาติผ่านผลงานล้ำค่าของช่างเขียนสังกัดหอพระสมุดวชิรญาณ ขุนประสิทธิจิตรกรรม (อยู่ ทรงพันธุ์) ที่คัดลอกลวดลายดังกล่าวไว้ระหว่าง พ.ศ.2475-2477

ทั้งหมดนับเป็นความร่วมมือของหลากหลายฝ่ายที่พร้อมใจทำนุบำรุงโบราณวัตถุสถาน ไม่เพียงด้วยศรัทธาในพระพุทธศาสนา หากแต่ด้วยภาพแทนของประวัติศาสตร์อันเป็นรากเหง้าจากสยามสู่ประเทศไทยยุค 4.0 ในชั่วโมง นาที และวินาทีนี้

กระจกบางส่วนที่แตกเป็นชิ้นๆ ก่อนการอนุรักษ์

ย่านข้าหลวงเดิมบางขุนเทียน

วัดนางนองวรวิหาร แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง ตั้งอยู่ริมคลองสนามชัย ในย่าน “ข้าหลวงเดิม” ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นวัดเก่าแก่ที่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อใด ทว่าได้รับการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ทั้งอารามในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในย่านเดียวกัน ยังเป็นที่ตั้งของวัดเก่าแก่อีกหลายแห่ง อาทิ วัดหนัง วัดราชโอรส เลยไปถึง วัดบางประทุนใน หรือ วัดแก้วไพฑูรย์ ซึ่งมีศาลาการเปรียญไม้อันวิเศษที่ซ่อมสร้างแล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์แบบ วัดศาลาครืน วัดบางขุนเทียนนอก-ใน-กลาง-วัดบางประทุนนอก วัดไทร วัดสิงห์ วัดกำแพง วัดกก วัดเลา วัดท่าข้าม และ วัดหัวกระบือ

เรื่องราวของชุมชนโบราณและวัดวาอารามเหล่านี้ ถูกรวบรวมไว้อย่างละเอียดลออ ในหนังสือ “ย่านข้าหลวงเดิม บางขุนเทียน เส้นทางคลองประวัติศาสตร์ ฝั่งทะเลทวารวดี กรุงเทพฯ” จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงยกช่อฟ้าศาลาการเปรียญวัดแก้วไพฑูรย์ แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ.2561

ขรรค์ชัย บุนปาน บรรณาธิการอำนวยการ

สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ

มีจำหน่ายที่วัดนางนองวรวิหาร วัดแก้วไพฑูรย์ และวัดหนังราชวรวิหาร ราคาเล่มละ 1,000 บาท รายได้สมทบทุนการบูรณะปฏิสังขรณ์โบราณวัตถุสถานในย่านข้าหลวงเดิมให้ทรงคุณค่าเสถียรสถาพรสืบไป