คอลัมน์แท็งก์ความคิด ทรานส์ฟอร์ม โดยนฤตย์ เสกธีระ

18.11.18 | 18:35 น.

 

ต้องบอกว่าเสียดายแทนคนอยากรู้เรื่อง “ทรานส์ฟอร์มเศรษฐกิจไทย” หากไม่ได้ไปฟังงานสัมมนาที่มติชนจัด

งานสัมมนา “Transform เศรษฐกิจก้าวไกลสู่อนาคต” จัดที่ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

งานนี้มี ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิด และปาฐกถา

มี “พี่กานต์” นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการเอสซีจี และประธานกรรมการ เอไอเอส ปาฐกถาพิเศษอีกคน

Advertisement

นอกจากนี้ยังเปิดวงเสวนาโดยนำเอาคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีความเชี่ยวชาญมาแสดงความคิดเห็นด้านทรานส์ฟอร์ม

งานนี้ใครได้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ ขอบอกว่าได้อะไรต่อมิอะไรไปเยอะ

ขอยกตัวอย่างแค่คีย์เวิร์ดของแต่ละคนที่นำเสนอบนเวที

ดร.อุตตมเป็นรัฐมนตรีที่คลุกกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และยืนยันตั้งแต่ต้นจนถึงบัดนี้ว่านโยบายดังกล่าวทำไม่สำเร็จถ้าทุกฝ่ายไม่ร่วม

รัฐบาลเริ่ม เอกชนร่วม ประชาชนเอาด้วย ถึงจะมีโอกาสสำเร็จ

ความสำเร็จทางเศรษฐกิจในอนาคตนั้น ดร.อุตตมมองว่าต้องพึ่งนวัตกรรม

ชอบแนวคิดที่ ดร.อุตตมบอกว่า ต่อไปพืชผลทางการเกษตรต้องเริ่มต้นที่การตลาด

เมื่อรู้ความต้องการแล้วจึงมาดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพพืชผลเพื่อสนองความต้องการ

เป็นการเริ่มต้นธุรกิจที่รู้ปลายทางก่อนแล้วจึงมาเริ่มต้นผลิตที่ต้นทาง

นี่แค่ตัวอย่างไอเดียที่ยกมาให้ฟัง

ขณะที่นายกานต์ออกมาปาฐกถาพิเศษขยายความไปทำนองเดียวกัน โดยระบุว่านวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นนั้นมาจากการวิจัย

ภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับงบประมาณที่สนับสนุนงานวิจัย ภาคเอกชนเองก็ต้องทุ่มเทกับงานวิจัย

เมื่อวิจัยแล้วได้นวัตกรรม ประโยชน์อื่นๆ จะเกิดขึ้นเป็นทวีคูณ

ส่วนวงเสวนาที่ฟังแล้วมีหลากรส เพราะผู้รู้แต่ละคนที่ขึ้นเวทีมีดีกรีความพร้อมในเรื่อง Transform ระดับแนวหน้า

ถือเป็นฝ่ายปฏิบัติที่เกิดผลสำเร็จจริงแล้วนำมาถ่ายทอด

ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ และประธานเครือข่าย 7 มหาวิทยาลัยภาคเหนือยืนยันความเป็นจริงเรื่องการวิจัย

วิจัยพลาสม่า โดยนำมาบำบัดผู้ป่วยที่เป็นแผลกดทับ ทุกข์ทรมานจากการติดเชื้อ

วิจัยพันธุ์ข้าว ทำให้ข้าวมีกลิ่นหอม และมีสารอาหารที่ให้คุณค่าแก่ร่างกายมากขึ้น

และยังค้นพบคลื่นความถี่ที่สามารถกำจัดไข่มอดในข้าว ช่วยให้ข้าวไม่ได้รับความเสียหาย

ขณะที่ ดร.ชิต เหล่าวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ฉายภาพความเป็นไปของ AI และการอยู่รอด

ดร.ชิตเชื่อว่า AI อาจจะทำนั่นทำนี่ได้แทนคน แต่ไม่มีความรู้สึกเหมือนกับมนุษย์

แต่มนุษย์ในปัจจุบันก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

คนยังมีความสำคัญอยู่ในโลกใหม่ เพียงแต่ต้องเรียนรู้ว่าจะไปยืนอยู่ ณ จุดใด

เรื่องความเป็นมนุษย์นี้ ดร.ปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) จำกัด เห็นด้วย

ดร.ปริญญ์เห็นว่า แม้ทั่วโลกกำลังเคลื่อนไปยัง 4.0 แต่เสน่ห์ของไทยก็ยังคงเป็น 0.4

หมายความว่า การมีความเอื้อเฝื้อเผื่อแผ่ เกื้อกูล การุณ นี่แหละที่เป็นจุดขาย

ส่วนการทรานส์ฟอร์ม ดร.ปริญญ์ให้สูตร ก. ข. และ ค.

นั่นคือต้องแก้ไขเรื่องกฎหมาย ใช้กฎหมายให้น้อย เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจคล่องตัวให้มาก

จากนั้นเปิดให้มีการแข่งขัน และสุดท้ายเป็นเรื่องของความคิดของ มายด์เซต ที่ต้องทะลุกรอบ

สุดท้ายคือ นายโอฬาร วีระนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ดูเรียน คอร์ปอเรชัน จำกัด

เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จจาก “สตาร์ตอัพ”

เริ่มต้นลงทุน 1 ล้านบาท ผ่านไป 6 เดือน ระดมทุนได้ 100 ล้านบาท

นายโอฬารเป็นตัวอย่างของ “มายด์เซต” เพราะมุมมองของนายโอฬารเกี่ยวกับธุรกิจนั้นเป็นบวกเสมอ

ในขณะที่ทุกคนมองว่าเศรษฐแย่ แต่เขาสามารถแสวงหาโอกาสที่จะทำรายได้

เคล็ดลับของสตาร์ตอัพคือ “ความเร็ว” เอาชนะบริษัทยักษ์

แล้วผลลัพท์ที่ได้มาต้อง “ถูกกว่า” คู่แข่งระดับบิ๊ก

นายโอฬารยกตัวอย่างหลายบริษัทของโลกที่ประสบความสำเร็จในยุคใหม่

บอกว่า แต่ละบริษัทเริ่มจากสตาร์ตอัพ

ยกตัวอย่างอาลีบาบา กูเกิล ล้วนเริ่มจากผู้ก่อตั้งไม่เกิน 5 คน

แต่ประสบความสำเร็จอย่างมาก

ปัจจุบัน บริษัทเหล่านั้นทำตัวเหมือนกระทรวง

ผู้บริหารเดินทางมาไทยก็เข้าจับมือกับนายกฯตู่ พอเดินทางไปสหรัฐอเมริกาก็เช็กแฮนด์กับทรัมป์

กลายเป็นทูตทางการค้าไปในตัว

ณ ยุคเทคโนโลยีล้ำยุค ทุกอย่างล้วนคือโอกาส

ทุกอย่างมีโอกาสเกิดขึ้นได้

ปี 2562 ควรเป็นปีที่ประเทศไทยมีโอกาสอีกครั้ง

เป็นโอกาสที่จะทรานส์ฟอร์มตัวเอง องค์กร รวมทั้งประเทศ

เป็นปีที่ไทยน่าจะมีโอกาสพุ่งทะยานไปข้างหน้า