คอลัมน์ เล่าเรื่องหนัง : Bohemian Rhapsody เรื่องราวบทที่หนึ่งของ ‘เฟรดดี้ เมอคิวรี’ และวง ‘ควีน’

18.11.18 | 20:34 น.

นี่มันเพลงอะไร!? ในเนื้อเพลงอะไรคือ บิสมิลลาห์!? ผู้บริหารค่ายเพลงอีเอ็มไอวิจารณ์เนื้อเพลง “โบฮีเมียน แรปโซดี้” (Bohemian Rhapsody) และติงว่าเพลงความยาว 6 นาทีนั้นนานเกินไป และสถานีวิทยุจะไม่ยอมเปิด

เป็นฉากจากภาพยนตร์ Bohemian Rhapsody ที่หัวเรือใหญ่อีเอ็มไอมีปฏิกิริยาต่อการฟังเพลงนี้ครั้งแรก และทุ่มเถียงกับ “เฟรดดี้ เมอร์คิวรี” (Freddie Mercury) นักร้องนำ และสมาชิกอีก 3 คน ของวง “ควีน” (Queen)

ณ ตอนนั้นปี 1975 ไม่ว่า “เฟรดดี้” จะบอกว่านี่คือ “บทกวี” และเขาต้องการทดลองใส่ความเป็น “โอเปร่า” ในเพลงนี้ จากอัลบั้ม “A Night at the Opera” โดยสมาชิกในวงต่างช่วยกันย้ำว่านี่เป็นงานศิลปะไม่จำเป็นต้องอธิบายได้ทุกอย่างในเพลง

แต่ก้าวแรกของเพลง โบฮีเมียน แรปโซดี้ ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อคนฟังในหลายลักษณะ ทั้งชอบมาก และวิจารณ์แหลก แต่กาลเวลาก็ทำให้เพลงนี้ “ขึ้นหิ้ง” และเป็นเพลงเอกที่ฉายภาพ “อัจฉริยะ” ความเป็นศิลปินนักทดลองของ “เฟรดดี้” ขนานไปกับความกล้าเสี่ยง และสุดเหวี่ยงของวง “ควีน”

เช่นเดียวกับภาพยนตร์ “Bohemian Rhapsody” ที่เล่าเรื่องราวของ “เฟรดดี้ เมอร์คิวรี” นักร้องนำผู้เป็นตำนาน และสมาชิกวง “ควีน” อันประกอบด้วย ไบรอัน เมย์ (กีตาร์), จอห์น ดีคอน (เบส) และโรเจอร์ เทย์เลอร์ (กลอง, ร้องนำ)

Advertisement

ตัวหนังได้คะแนนจากนักวิจารณ์ไม่ดีนัก แต่เป็นหนังฮิตปากต่อปากในหมู่คนดูทั่วไป

“บทวิจารณ์” จากสื่อสำนักต่างๆ และนักวิจารณ์ดังๆ ต่างติติงภาพยนตร์เรื่องนี้ไปที่ “เนื้อหา” ที่มีรายละเอียดชีวประวัติของวงน้อยเกินไป และ “ข้อเท็จจริง” ของหนัง ที่มีบางจังหวะคลาดเคลื่อนจากประวัติศาสตร์วง และชีวประวัติของเฟรดดี้ในบางส่วน

_ND54020.NEF

หากมองข้าม และพูดแบบกำปั้นทุบดินว่านี่คือ “ภาพยนตร์” ไม่ใช่ “หนังสารคดี” จึงย่อมมีการเสริมเติมแต่ง ก็ฟังขึ้น เพียงแต่หน้าหนังทำให้นักวิจารณ์เกิดความคาดหวังในมุมมองของ “หนังชีวประวัติ” ที่จะถ่ายทอดเรื่องราวของวง “ควีน” และ “เฟรดดี้ เมอร์คิวรี” แบบที่มีรายละเอียดเข้มข้น

ในภาพยนตร์เริ่มตั้งแต่พาไปรู้จัก “เฟรดดี้ เมอร์คิวรี” ในเวอร์ชั่น “ฟารุค บัลซารา” หนุ่มเชื้อสายเปอร์เซีย เพียงไม่นาน ก็ฉายเข้าสู่ ตัวตนใหม่ในมาดนักร้องนำวงควีนทันที พร้อมกับให้บทบาทไปที่ “แมรี่ ออสติน” อดีตคู่รักของเฟรดดี้ ที่ต่อมาแม้จะทางใครทางมัน แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ผูกพันฉันเพื่อนสนิทที่เขารักที่สุด เพลงดังอย่าง “Love of My Life” คือภาพตัวแทนความสัมพันธ์ในระดับจิตวิญญาณของทั้งคู่

ตัวหนังขับเน้นไปที่เรื่องราวของเฟรดดี้เป็นหลัก รวมถึงความเป็นเกย์ของเขา มองในแง่ภาพยนตร์ หนังเน้นขยี้ปมดราม่าทางจิตใจและความรักของเขาอยู่มาก จนคนดูสายแฟนคลับวงควีนน่าจะไม่ถูกใจนัก

ตัวหนัง “แผ่วบาง” ในการเล่าเรื่องชีวิตของเฟรดดี้ และวงควีนพอสมควร เส้นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตำนานของวงมีน้อยไป ทว่าความที่หนังต้องการวางจังหวะเรื่องเร็ว เพราะกินระยะเวลาไทม์ไลน์ 15 ปีของวงควีน ทำให้ต้องข้ามหลายรายละเอียดในช่วงเวลาสำคัญของวงออกไป

และเห็นได้ชัดว่าหนังเลือกเล่าให้ออกมาแนวทางสร้าง “ความประทับใจ” มากกว่า โดยเมื่อเลือกมาแล้วก็ “สอบผ่าน” ในแง่มุมนั้น

ความเด่นจนไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือ “รามี มาเลค” ผู้มารับบทเป็น “เฟรดดี้” ที่ต้องแบกหนังทั้งเรื่องไว้ แม้เค้าโครงหน้าจะไม่ได้มีความคล้าย “เฟรดดี้” เลย แต่มาเลคให้การแสดงที่ยอดเยี่ยม ที่ต้องชื่นชมว่าโคลนคาแร็กเตอร์เฟรดดี้มาได้อย่างน่ามองในทุกจังหวะ ทุกการเคลื่อนไหว และทุกอิริยาบถ ขณะที่การคัดเลือกสมาชิกในวงนั้นทำได้ในระดับที่ “เหมือนมาก”

“ตัวแสดง” และ “การแสดง” จึงเป็นจุดแข็งของหนังที่ทำได้ดีมาก ดึงอารมณ์ร่วมจนสามารถกลบข้อบกพร่องของเนื้อหาไปได้มาก

การ “ดึงอารมณ์ร่วม” กับคนดู คือ จุดเด่นของการร้องเพลงในโชว์คอนเสิร์ตของเฟรดดี้ และวงควีน ด้วย ซึ่งทุกคอนเสิร์ตพวกเขามักจะ “สื่อสาร” กับแฟนเพลงได้ดีมาก ตัวเฟรดดี้นั้นขึ้นชื่อว่าเป็นศิลปินที่มีการแสดงบนเวทีที่มีสีสัน และเสียงทรงพลัง และนั่นทำให้เมื่อถึง “ฉากไฮไลต์สุด” ของภาพยนตร์คือ “คอนเสิร์ต Live Aid” ปี 1985 ที่สนามเวมบลีย์ ซึ่งข้อเท็จจริงตามประวัติศาสตร์ ถือเป็นคอนเสิร์ตในตำนานที่เฟรดดี้และควีนได้เสียงชื่นชมล้นหลามจนถูกแซวว่า “ขโมยซีน” ของทุกศิลปินดังที่ขึ้นโชว์ในเวทีเดียวกันด้วย

หนังจึงเลือกทุ่มเทกับการถ่ายทำซีเควนซ์สุดท้ายนี้แบบที่เลียนภาพจากคอนเสิร์ตจริง จับทุกจังหวะการเคลื่อนไหวของ “เฟรดดี้” และวง “ควีน” ให้คนดูในโรงภาพยนตร์ได้ย้อนอดีตสัมผัสถึงอารมณ์ร่วมในคอนเสิร์ตนั้น และทำได้ถึงจุดที่คนดูจะประทับใจได้ในที่สุด เพราะความที่หนังปูทาง

ดราม่ามาตั้งแต่กลางเรื่อง ทำให้การดำเนินเรื่องมาถึงฉากสุดท้ายนั้น “ทรงพลัง” เร้าคนดู

เป็นซีเควนซ์ฉากสุดท้ายหลายนาทีที่ “ขโมยซีน” ของหนังทั้งเรื่อง ทั้งที่ก่อนนี้อาจมีคำถามกับเนื้อหาและข้อเท็จจริงระหว่างทาง แต่จังหวะนี้หนังพาคนดูลอยเข้าไปในโลกของ “ควีน” จนลืมความคิดนั้นไปชั่วขณะได้

นี่คืองาน “เปิดตัว” ให้เรื่องราวของตำนานวงควีน แผ่ขยายในยุค “มิลเลนเนียล” ในหมู่คนที่ไม่ใช่แฟนเพลงของพวกเขา หรือกลุ่มที่รู้จักเพลงอยู่บ้าง แต่ไม่ได้เป็นแฟนคลับวง

ไม่ว่าข้อเท็จจริงในหนังจะขยับขับเคลื่อนไปบ้าง แต่หนังเรื่องนี้ได้เปิดฉาก “บทที่หนึ่ง” ที่ยังมีที่ว่างอีกมากให้เรื่องราวของ “เฟรดดี้ เมอร์คิวรี” และวง “ควีน” สร้างสรรค์ไปต่อได้ยาวไกล ไม่ต่างจากเพลงที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงและจริตจะก้านทางดนตรีอย่าง “Bohemian Rhapsody”