จากประเทศกูมีถึงเสือดำ กระแส ‘สตรีท อาร์ต’ ถะถั่ง ยกศิลปะข้างถนน ขึ้น ‘โอกูตูร์’

21.11.18 | 15:32 น.
ผลงาน Girl with Balloon ของแบงก์ซี่ ทันทีที่ประมูลไป 1.2 ล้านดอลลาร์ก็ทำลายตัวเอง

ไม่ว่าแร็พ “ไทยแลนด์ 4.0” จะเรียกความฮึกเหิมขึ้นในใจได้หรือไม่ อย่างไร

ไม่ว่าโฆษกรัฐบาลจะยืนยันว่า ไม่ได้คิดออกมาท้าชน หรือทำ “เพลงแก้” แต่ซุ่มทำอยู่นานตั้งแต่ก่อน “ประเทศกูมี” เพราะต้องการให้ประชาชนเข้าใจไทยแลนด์ 4.0 มากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านั้นราว 2 สัปดาห์ แร็พ “ประเทศกูมี” ยอดวิวทะลุ 28 ล้านไปแล้ว ยังมีซับไตเติ้ลทั้งภาษาอังกฤษและญี่ปุ่นอีก ก็ด้วยอานิสงส์จากการรีบออกมาติดเบรกแชร์เพลง โดยเบื้องต้นมองว่าเนื้อหาของเพลงอาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

การมีขึ้นของสองเพลงแร็พกับปฏิกิริยาแวดล้อมน่าสนใจยิ่งนัก และสะท้อนให้เห็นถึง “โลกที่เปลี่ยนไป”

เช่นเดียวกับงานศิลปะใต้ดินในหมวดหมู่เดียวกัน “กราฟฟิตี้” ที่วันนี้ก้าวออกมาจากเงามืด เข้าสู่พาณิชย์วิถีอย่างเต็มตัวแล้ว

ผลงานล้อศิลปะบนผนังถ้ำของแบงก์ซี่ที่นำไปซุกแบบในพิพิธภัณฑ์อังกฤษ รอคนมาพบ

ไม่ว่าจะเป็น “ไรเตอร์” ที่ยึดมั่นว่าก่อเกิดจากความดิบเถื่อน มีความเป็นปัจเจก หรือศิลปินที่อยู่บนหอคอยงาช้าง แสดงงานตามหอศิลป์ ต่างกระโดดเข้ามาร่วมวง สำแดงงานในรูปแบบของสตรีทอาร์ต ศิลปะข้างถนนที่วันนี้กลายเป็นกิมมิกสำคัญที่เนรมิตสถานที่บ้านๆ ให้ดูชิคๆ คูลๆ ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเซลฟี่ มาแชร์อวดกันบนสังคมออนไลน์

Advertisement

“ปัจจุบันงานสตรีทอาร์ตทรานส์ฟอร์มเข้าไปอยู่ในหอศิลป์แล้วร้อยเปอร์เซ็นต์ เข้าไปอยู่ในแบรนด์ในสินค้าไฮเอนด์แล้ว เข้าไปอยู่ในคอลเล็กชั่นโอกูตูร์ด้วยซ้ำ ในหลุยส์ วิตตอง ชาเนล เข้าไปเมิร์ชอยู่ในไลฟ์สไตล์ของชนชั้นสูง ฉะนั้นไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้แล้ว อย่างในอังกฤษงานบนกำแพงของศิลปิน ชื่อ แบงก์ซี่ (Banksy) ถึงกับต้องเจาะกำแพงแล้วเอามาประมูลกัน”

พัชราภา เอื้ออมรวนิช และไชยสิทธิ์ ชาญอาวุธ

ไชยสิทธิ์ ชาญอาวุธ อาจารย์หลักสูตรศิลปกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ซึ่งทำวิจัยร่วมกับ พัชราภา เอื้ออมรวนิช อาจารย์หลักสูตรนิเทศศาสตร์ หัวข้อ “การศึกษาคุณค่าด้านอัตลักษณ์ของศิลปะข้างถนนเพื่อการสร้างมูลค่าสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์” เล่าถึงสถานภาพของศิลปะข้างถนนในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปชั่วเวลาไม่ถึง 10 ปี

“ศิลปะข้างถนนตอนนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่ามัน ‘ขับเคลื่อนสังคม’ ในหลากหลายด้าน ผมเองมองว่าพวกเขาเป็นคนกลุ่มชายขอบที่น่าศึกษาดูว่าแรงขับเคลื่อนเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทำไมได้รับความนิยมขึ้นมา มันมีพลังบางอย่างในวัยรุ่นที่ใช้ถ่ายทอดแนวคิดอะไรหลายๆ อย่าง เช่น ผ่านเหตุการณ์สำคัญทางสังคม ซึ่งหลายเหตุการณ์กราฟฟิตี้ช่วยขับเคลื่อนให้คนรู้สึกสำนึกหรือถ่ายทอดแนวคิดเรื่องบางอย่างให้คนในสังคมได้เห็นอุดมการณ์ของเขา” ไชยสิทธิ์บอก

‘เท่และคูล’ ความเป็นปัจเจกที่ถูกเลือก

ถ้ายังจำกันได้ เพลง “เบื่อคนบ่น” ของ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ หรือ “มันแปลกดีนะ” ของ “เต๋อ” เรวัต พุทธินันท์ คือยุคแรกๆ ที่เพลงแร็พเข้ามา พร้อมกับกราฟฟิตี้ที่ฝังตัวอิงแอบกันมา ที่ไชยสิทธิ์ชี้ว่า เป็นยุคแรกที่วัฒนธรรมป๊อปเริ่มจะหลั่งไหลเข้ามา เป็นจุดเริ่มต้นที่เรียกว่าเป็น “4 เอเลเมนต์ส” ของวัฒนธรรมฮิพฮอพ ประกอบด้วย ดีเจ แร็พ เบรกแดนซ์ และกราฟฟิตี้ โดยจะมีกีฬาเอ็กซ์ตรีม เช่น การเล่นสเก๊ตบอร์ดเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งด้วย

“ย้อนกลับไปในปี 2528 ท่ามกลางกระแสเพลงเมนสตรีมของค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ อย่าง แกรมมี่ อาร์เอส เริ่มมีการนำสไตล์การร้องแร็พจากตะวันตกเข้ามาใช้ในวงการเพลงไทยสากลเป็นครั้งแรกจากผลงานเพลง “เบื่อคนบ่น” ของศิลปิน ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ และเพลง “มันแปลกดีนะ” ของ เรวัต พุทธินันท์

รวมทั้งการที่ “ตู้” ดิเรก อมาตยกุล เต้นเบรกแดนซ์ ประกอบเพลง “สาวบางโพ” การแร็พประกอบท่าเต้นในเพลง “ได้เลย” และเพลง “เด็กวัด”

ดนตรีแร็พเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่คนทั่วไปตั้งแต่ปี 2537-2538 จากผลงานในอัลบั้ม “Joey Boy” ของศิลปิน โจอี้ บอย ค่ายเพลงเบเกอรี่ มิวสิค โดยเฉพาะเมื่อผลงานแร็พใต้ดินของ “ดาจิม” ที่มีเนื้อหาวิพากษ์สังคม ใช้ถ้อยคำสบถ รุนแรง ทำให้เพลงใต้ดินได้รับความสนใจ จุดประกายให้เกิดการสร้างสรรค์งานเพลงฮิพฮอพในเวลาต่อๆ มา

“ในช่วงยุค “ตู้” ดิเรก อมาตยกุล โจอี้ บอย เป็นยุคแรกที่วัฒนธรรมป๊อปเริ่มจะหลั่งไหลเข้ามาเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ตรงนั้นเป็นจุดเริ่มต้น เรียกว่าเป็น 4 เอเลเมนต์สของฮิพฮอพคัลเจอร์ แล้วทางฝั่งอุตสาหกรรมดนตรีเริ่มเอาเข้ามาขับเคลื่อนเกิดป๊อปปูลาร์ คัลเจอร์ คือกระแสนิยม และไหลกระจายไปทั่วโลก”

ฉะนั้น กลุ่มวัยรุ่นที่ต้องการความเป็นเอกลักษณ์ (identity) จึงหยิบฉวยวัฒนธรรมย่อยเหล่านี้มาเป็นตัวเขา เช่น การแต่งตัวเป็นแร็พเปอร์ เป็นกลุ่มวัฒนธรรมที่ใหม่ในยุคนั้น มีความเป็นขบถ มีความแปลกแยก จึงเป็นอัตลักษณ์ใหม่ของเขา จึงใช้วัฒนธรรมนี้แทนตัวเองให้มีความเท่ มีความคูล”

บนเส้นเบลอๆ ของคนสร้างงาน
กับความหอมหวานของ ‘ตัวเลข’

วันนี้ สตรีทอาร์ตไม่เพียงเป็นความคุ้นเคย แต่กำลัง “ขึ้นหม้อ” กลายเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ใช้สร้างความมีชีวิตชีวา เติมสีสันให้ชุมชน ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าไปเยี่ยมชม ไป “แชะ แอนด์ แชร์”

ขณะเดียวกันก็มี ศิลปินกราฟฟิตี้ หรือที่เรียกตัวเองว่า “ไรเตอร์” (Writer) จำนวนไม่น้อยที่ผันตัวเองไปเป็นศิลปินสตรีทอาร์ต เช่นกรณี อเล็กซ์ เฟซ

“เส้นแบ่งของ ‘กราฟฟิตี้’, ‘สตรีทอาร์ต’ และ ‘เออเบิร์น อาร์ต’ มันมีความเบลอ มีการหลอมรวมเข้าหากัน กลุ่มกราฟฟิตี้เชื่อว่ากลุ่มเขามีความเป็นรากจากวัฒนธรรมอเมริกันที่ก่อเกิดจากบล็องซ์ พวกนี้จะไม่เปิดเผยตัวเอง เชื่อมั่นว่าพวกเขาเป็นกลุ่มใต้ดิน ไม่ออกมาสู่ที่แจ้ง

ขณะเดียวกัน กลุ่มที่เป็นไรเตอร์ก็มีการเขย่งขาเข้ามาทำงานในฝั่งสตรีทอาร์ต พูดง่ายๆ ทำงานในเชิงพาณิชย์ รับจ้างเหมือนกัน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าศิลปินเหล่านี้ก็ยังต้องใช้ชีวิตในสังคม อาจจะนำเอาความชำนาญของตัวเองมาเสิร์ฟให้กับสังคมบ้าง”

ผลงาน อเล็กซ์ เฟซ

ไม่ว่าจะเป็น อเล็กซ์ เฟซ หรือ มือบอญ (Mue bon) ล้วนเป็นกลุ่มไรเตอร์ชั้นแนวหน้า เติบโตมาจากการเป็นไรเตอร์ เมื่อเขามีชื่อเสียงขึ้นมาในระดับหนึ่งก็อยู่ที่เขาว่าจะเขย่งขาไปทางฝั่งไหน

อย่าง “อเล็กซ์ เฟซ” ไชยสิทธิ์บอกว่า แม้ ณ ปัจจุบันจะเป็นศิลปินแล้ว มีงานออกสู่สาธารณะมาก ทำงานด้านคอมเมอร์เชียลมากมาย มีนักสะสมเก็บงานของเขาแล้วด้วยซ้ำ แต่อีกด้านหนึ่งของอเล็กซ์ ผมเชื่อว่าเขายังมีมิติของความเป็นไรเตอร์ ยังออกไปพ่นทำคาแร็กเตอร์บางอย่างที่เราไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร

“ความที่ปัจจุบันสตรีทอาร์ตกำลังเป็นเทรนด์ มีพลัง และถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ของสินค้าหลายๆ แบรนด์ ฉะนั้นศิลปินจึงกระโดดเข้ามาในสนามของสตรีทอาร์ต โดยเฉพาะกลุ่มสุดท้ายอยู่บนหอคอยงาช้าง (กลุ่มทัศนศิลป์) กระโดดเข้ามาเพราะเห็นโอกาส แต่อีกสองกลุ่มไม่ยอมรับ มองว่ามันไม่ใช่ มันเป็นพื้นที่ของ ‘ราก’ แต่ศิลปินทัศนศิลป์กลับกระโดดเข้ามาทำงานทางด้านนี้ ตอบโจทย์คอมเมอร์เชียลได้เร็วกว่า แต่อาจจะมีกลิ่นของสตรีทอาร์ตไม่มาก”

จิตวิญญาณขบถ ภาคอวตารที่แท้ทรู

แม้ว่าวันนี้ สตรีทอาร์ตจะกลายเป็นเทรนด์โลกไปแล้ว แต่อีกมุมหนึ่ง “ไรเตอร์” ยังคงทำหน้าที่เป็น “ผู้เตือน”

ผมมองว่าบทบาทของการสะท้อนในภาคประชาชน ภาคสังคม ก็ยังคงมีอยู่ แต่พลังของเขาอาจจะไม่กระเพื่อมมากนัก อาจเพราะมีศิลปินไรเตอร์จำนวนนับนิ้วได้ที่แสดงออกในเชิงการสะท้อนสังคม รวมทั้งที่มีการพบเจอผลงานอาจจะยังไม่มาก แต่ภาพรวมก็มีการแสดงออกในเชิงกระตุ้นเตือนบางอย่างให้คนในสังคมเกิดสำนึกหรือมโนคิดบางอย่างในฮอตอิสชูนั้นๆ

ตัวอย่างเช่น เรื่องจีเอ็มโอ เรื่องของเสือดำ หรือการตัดสินคดีความบางอย่างที่ไม่เป็นธรรม เช่น นโยบายบางอย่างหรือการคอร์รัปชั่นบางอย่าง หรือเป็นข้อสงสัย หรือกระตุ้นเตือนให้คนยังสงสัย ด้วยตัวศิลปินยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องในหลายๆ พื้นที่ เช่น การเขียนรูปนาฬิกาหลายๆ เรือน หรือรูปหน้าของท่านผู้นำไปอยู่บนสินค้าบริโภคนิยม หรือบนสัญลักษณ์บางอย่างที่แสดงความเป็นคอมมิวนิสต์-หรือเปล่า หรือแสดงความไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน มันก็มี แต่อย่างที่เราทราบว่าการแสดงออกบางอย่างของเรายังถูกกดทับอยู่ การแสดงออกของศิลปินจึงค่อนข้างระวังตัว เพราะการแสดงออกที่เพิ่งกล่าวถึง หรือนาฬิกา หรือเสือดำ ก็โดนกลิ้งทับไปแล้ว

ทางด้าน พัชราภา เอื้ออมรวนิช ผู้ร่วมทำวิจัยร่วม ให้ทรรศนะว่า ทีแรกไม่เข้าใจถึงสิ่งที่คนกลุ่มนี้ทำ กระทั่งได้ลงพื้นที่ภาคสนาม มีโอกาสได้สัมภาษณ์ศิลปินหลายคน ได้มุมมองหลายๆ มุมในการทำงานของศิลปินที่สะท้อนสังคม เชื่อว่าบริบทเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ศิลปินเลือกที่จะหยิบมานำเสนอผลงาน หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในข่าว อย่างตอนที่เกิดเหตุการณ์ยิงนักหนังสือพิมพ์ ชาร์ลี เอ็บโด ที่ฝรั่งเศส ศิลปินที่สร้างงานบอกว่า แม้แต่คนทำงานสื่อก็ยังเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ได้ จึงตั้งใจสะท้อนมุมมองผ่านงานของตัวเอง ซึ่งเราก็ได้ดูตอนที่เขาทำงาน เราก็เข้าใจมากขึ้น

“มันอาจจะเป็นเสียงเรียกร้องเล็กๆ เป็นการใช้สื่ออย่างหนึ่งของศิลปินที่ไม่มีสื่อในมือ เพื่อแสดงออก มันผิดกฎหมายแน่นอน ประเด็นการทำลายทรัพย์สิน ซึ่งที่สอนตอนนี้ก็มีเด็กนิเทศที่สนใจกราฟฟิตี้ มองว่าเป็นช่องทางการแสดงออก”

ขณะที่ไชยสิทธิ์เสริมปิดท้ายว่า ในอนาคตศิลปะข้างถนนอาจจะมีมูลค่ามากกว่างานมาสเตอร์พีซบางชิ้นก็เป็นได้ นั่นคือการทรานส์ฟอร์มงานศิลปะในฐานะอาร์ตอ็อบเจ็กต์ที่มูลค่า

ขณะเดียวกันก็เป็นกระบอกเสียงหนึ่งของสังคม เป็นแมสเซสที่แสดงความหมายหนึ่งของสังคม ณ ตอนนั้นได้จริงที่สุด เพราะงานสตรีทอาร์ตมันเป็นพื้นที่แสดงออกของสังคม ณ ตอนนั้น ณ โมเมนต์นั้นได้อย่างไม่มีอคติจากการกดทับจากใครๆ ถ่ายทอดอย่างตรงไปตรงมาโดยอาร์ตไดเร็กชั่น เพื่อกระตุ้นเตือนคนในสังคม

คอลเล็กชั่นกราฟฟิตี้ในสินค้าแบรนด์เนม