คอนเสิร์ตของวงเบอร์ลินฟิลฮาร์โมนิกออเคสตรา (Berlin Philharmonic Orhestra) ครั้งแรกในเมืองไทยผ่านพ้นไปแล้ว สมหวังกับการรอคอยมานานนับสิบปีของบรรดาแฟนๆ เพลงคลาสสิกที่เฝ้ารอชมการมาเยือนเมืองไทยครั้งแรกของวงออเคสตราที่เรียกได้ว่าเป็น “อันดับหนึ่งของโลก”
ถ้ารักดนตรีคลาสสิกแล้วน่าจะต้องชมการแสดงสดๆ ให้ได้เป็นประสบการณ์ดนตรีครั้งหนึ่งในชีวิต
บทเพลงที่เลือกมาบรรเลง คือ ซิมโฟนีหมายเลข 5 ของกุสตาฟ มาห์เลอร์ (Gustav Mahler) ผลงานที่อวดเทคนิคความสามารถของวงออเคสตราอย่างสมศักดิ์ศรีวงอันดับหนึ่งของโลกอย่างแท้จริง มาตรฐานการบรรเลงนั้นก็ควรค่าสมกับชื่อเสียงของวงที่โด่งดังกระฉ่อนโลกอยู่นานนับร้อยปี
ครั้งนี้อยู่ภายใต้การควบคุมวงโดยวาทยกรระดับดาราใหญ่ของวงการอย่าง “กุสตาโว ดูดาเมล”(Gustavo Dudamel)
ผู้เขียนชอบแอบคิดเล่นๆ อยู่เสมอว่า มาตรฐานของวงออเคสตราระดับโลกเช่นนี้ มันเกิดขึ้นมาจากสัดส่วนของความสามารถของวาทยกรมากแค่ไหน? เพราะแน่นอนที่สุดวงระดับนี้มีขั้นตอนการคัดเลือกนักดนตรีชั้นยอดจากทั่วโลกอย่างพิถีพิถันอยู่แล้ว เมื่อวงดนตรีประกอบไปด้วยนักดนตรีระดับหัวกะทิปรมาจารย์ทั้งวงเช่นนี้
ผู้เขียนเคยพูดเล่นๆ เสมอว่า ต่อให้เอาเสาไฟฟ้าไปตั้งหน้าวงก็ยังสามารถบรรเลงกันได้อย่างยอดเยี่ยมอยู่ดี แต่ในมุมกลับกันวาทยกรที่มีโอกาสไปยืนกำกับควบคุมการบรรเลงให้กับวงดนตรีระดับนี้ก็ต้องไม่ธรรมดาเช่นเดียวกัน พวกเขา (สมาชิกนักดนตรีวงเบอร์ลินฟิลฮาร์โมนิก) คงไม่เสียเวลาปล่อยให้วาทยกรระดับ “ของปลอม” ย้อนกลับไปควบคุมวงครั้งแล้วครั้งเล่า, ซ้ำแล้วซ้ำอีก แม้จะในฐานะวาทยกรรับเชิญก็ตาม (กุสตาโว ดูดาเมล ไม่ใช่วาทยกรประจำวงเบอร์ลินฟิลฮาร์โมนิก)
ในความรู้สึกลึกๆ ของแฟนๆ ดนตรีคลาสสิก มักจะอดตั้งคำถามอยู่ในใจ หรือแม้แต่ชวนกันซุบซิบกันว่าเขาเป็น “ของจริง” หรือไม่ หรือเป็นเพียงดาราใหญ่ที่ถูกปั้นขึ้นมาเพื่อขายรูปลักษณ์-บุคลิกภาพบางอย่างให้กับลัทธิบูชาวีรบุรุษ หรือบูชาดาราในดวงใจ
ความสงสัยคลางแคลงในความเป็นของจริงหรือความเป็นเลิศในทางดนตรีเช่นว่านี้ เกิดขึ้นเสมอๆ ในทุกยุคสมัยกับวงการดนตรีคลาสสิก โดยเฉพาะตำแหน่งวาทยกรที่แคลงใจกันว่าจะเป็นเพียงการขายภาพดารารูปหล่อมายืนแอ๊กท่า หน้าวงโบกไม้บาตอง (Baton) ด้วยท่าทางเท่ๆ น่าประทับใจประกอบเสียงดังกึกก้องของวงออเคสตรา และไม่ใช่เพียงแค่สำหรับวาทยกรเท่านั้น บรรดาศิลปินเดี่ยวเครื่องดนตรี (Soloist) ทั้งหลาย ที่มีรูปร่างหน้าตาดีเป็นพิเศษ หล่อเหลาเอาการ หรือสวยหุ่นดีเซ็กซี่ก็จะยิ่งถูกตั้งข้อสงสัยเคลือบแคลงในมาตรฐานฝีมือที่แท้จริง
แม้ว่าพวกเขาและเธอเป็นผู้บรรเลงเครื่องดนตรีในมือด้วยตนเอง ผลิตเสียงดนตรีด้วยตนเองล้วนๆ มิได้เป็นเพียงการถือไม้บาตองแล้วมายืนโบกไม้โบกมือไปในอากาศแบบวาทยกร และถ้าศิลปินบางคนจงใจสร้างภาพลักษณ์ในเชิงเป็น “Golden Boy” หรือ “Sexy Girl” ก็จะยิ่งเป็นที่สงสัยเคลือแคลงกันมากขึ้น (หากเรายืนยันตัดสินกันที่ “เสียง” ล้วนๆ ก็น่าจะหมดข้อกังขากันได้แล้ว)
โจชัว เบล (Joshua Bell) ศิลปินเดี่ยวไวโอลินระดับโลกก็ต้องพิสูจน์ตนเองอยู่พักใหญ่ เพราะนอกจากจะรูปหล่อระดับพระเอกหนังแล้ว “ทาง” ไวโอลินของเขายังออกกระเดียดไปในทางหวานและละเมียดละไม (แบบลักษณะทางกายภาพของเขา) ไม่เน้นความดุดันจัดจ้านทางเทคนิค จึงเคยถูกระแวงว่าเป็นศิลปินเดี่ยวที่ขายภาพลักษณ์ แต่ปัจจุบันระยะเวลาและผลงานได้พิสูจน์ความเป็นของจริงของเขาไปได้โดยสมบูรณ์แบบแล้ว (และเขาก็อายุปาเข้าไปถึง 50 ปีแล้ว)
หรือในกรณีของ “ยูจา หวัง” (Yuja Wang) ศิลปินเดี่ยวเปียโนสาวสุดเซ็กซี่ ที่ชอบใส่ชุดราตรียาว ผ่าด้านข้างสูงปรี๊ด เพื่อจงใจอวดเรียวขาดึงดูดความสนใจได้อย่างมาก (โดยเฉพาะสำหรับเพศชาย) ทั้งๆ ที่ฝีมือเปียโนของเธอก็น่าจะเพียงพอที่จะสร้างมูลค่าทางดนตรีให้กับตัวเองได้อย่างมากมายอยู่แล้ว (ถ้าไม่อวดกันตอนนี้จะรอให้แก่หนังเหี่ยวกันก่อนรึไง? เธอคงคิดในใจแบบนั้น)
หันย้อนกลับมาดูที่กุสตาโว ดูดาเมล กันต่อ แม้เขาอาจจะไม่รูปหล่อเท่า โจชัว เบล แต่ภาพลักษณ์โดยรวมของเขาก็เข้าข่าย “Golden Boy” ของวงการดนตรีคลาสสิกได้เช่นเดียวกัน การประสบความสำเร็จในฐานะผู้อำนวยเพลงระดับโลกตั้งแต่ในวัยหนุ่มมาก
กล่าวคือการได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการดนตรี (Music Director) ของวงลอสแองเจลิสฟิลฮาร์โมนิก (Los Angeles Philharmonic) ตั้งแต่อายุได้เพียง 28 ปี ซึ่งเป็นที่รู้กันว่านี่เป็นวงออเคสตราที่มีฐานะทางการเงินมั่นคงในระดับต้นๆ ของสหรัฐอเมริกา จึงไม่ต้องเป็นที่สงสัยเลยว่า เขาคือวาทยกรที่มีค่าตัวสูงมากที่สุดคนหนึ่งในปัจจุบัน เขาคือตัวแทนแห่งความสำเร็จสูงสุดของ “El Sistema” (โครงการจัดกิจกรรมการเรียน-การสอนดนตรีเพื่อเด็กด้อยโอกาสทั่วประเทศเวเนซุเอลา) อันเป็นโครงการที่หลายๆ ประเทศทั่วโลกได้นำแบบอย่างไปใช้ปฏิบัติตาม กุสตาโว ดูดาเมล กล่าวโดยสรุปถึงแนวคิดของโครงการนี้ไว้ได้อย่างชัดเจนว่า “เอล ซิสเตมา ไม่ใช่โรงงานผลิตนักดนตรี ไม่ใช่โรงเรียนสอนดนตรี หากแต่เป็นโครงการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ”, “ใช้ดนตรีเป็นเสมือนเครื่องมือสำหรับการสร้างสังคม”
นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆ ในการแสดงความคิดเห็นของเขา ที่สะท้อนว่าเขาเป็นคนที่มีความคิด, ความเข้าใจในเชิงปรัชญาอยู่ในตัว
คุณภาพ, ความเป็นเลิศของการบรรเลงซิมโฟนีหมายเลข 5 ของมาห์เลอร์ โดยวงเบอร์ลินฟิลฮาร์
โมนิกที่ผ่านไปในการแสดงที่เมืองไทยบ่งบอกถึงความเป็นของจริงหรือฝีมือในการอำนวยเพลงของเขาได้แค่ไหน? ในเมื่อวงดนตรีในมือของเขาเป็นวงออเคสตราที่จัดได้ว่าดีที่สุดในโลกอยู่แล้ว นี่อาจเป็นคำถามที่อยู่ในใจลึกๆ ที่เรามีต่อ “Golden Boy” ผู้นี้ และมันก็คงเป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบความจริงได้ทั้งหมด (แม้แต่นักดนตรีในวงก็คงมีความเห็นที่แตกต่างกันออกไป) คำตอบคงจะอยู่ในลักษณะความเห็นส่วนตัวของแต่ละคนว่ารู้จักเขาดีแค่ไหนจากมุมมองของตนเอง
แต่ส่วนหนึ่งที่ผู้เขียนอยากจะออกความเห็น (ส่วนตัว) ไว้ ณ ที่นี้ก็คือภาษากายในการอำนวยเพลงของเขาในคืนวันนั้น (ศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2561) ซึ่งมองดูสุขุม, ระมัดระวัง, พอเหมาะพอดี เต็มไปด้วยการควบคุมปราศจากความคึกคะนองไปกับเสียงดนตรีอันโอ่อ่ายิ่งใหญ่ของมาห์เลอร์ มันแตกต่างราวกับเป็นคนละคนกับในสมัยที่เขายังอำนวยเพลงให้กับวง “Simon Bolivar Symphony Orchestra”(วงออเคสตราที่เคยได้เป็น “วงเยาวชน” ของเวเนซุเอลา) ในรายการดนตรีในลักษณะละตินอเมริกาอันร้อนแรงและเร้าใจ
นั่นคือตัวเขาในวัย 20 ต้นๆ แต่มาถึง ณ วันนี้เขามีอายุได้ 37 ปี ผ่านวัยคึกคะนองเช่นว่านั้นมานานแล้วและดนตรีก็อยู่ในบริบทที่ตรงข้ามกันอย่างเทียบกันไม่ได้
ใครที่ยังสงสัยคาใจในความเป็น “Golden Boy” ของเขากับภูมิธรรมทางดนตรีในตัวที่แท้จริง หากได้ติดตามศึกษาเรื่องราวของเขาอยู่บ้าง ติดตามเขาทั้งในฐานะของความเป็นศิลปิน, ประวัติเบื้องหลังความเป็นมาและความเป็นมนุษย์ผู้หนึ่ง ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเป็นผู้ที่มีภูมิหลังทางการศึกษาและประสบการณ์ทางดนตรีมาอย่างดีพร้อม อีกทั้งความชอบส่วนตัวในการอ่านหนังสือปรัชญานักคิดระดับคลาสสิกต่างๆ ของโลกที่จะมีส่วนช่วยเสริมมุมมองในทางความคิดสำหรับบทบาทในการเป็นผู้บริหาร และจะได้ช่วยเอื้อต่อมุมมองในการวิเคราะห์ตีความทางดนตรี
เรื่องบุคลิกภาพทางดนตรีอันร้อนแรง (แบบพื้นเพสายเลือดละตินอเมริกา) ที่อาจจะยังคงติดตราตรึงอยู่ในความรู้สึกของเรานั้น กุสตาโว ดูดาเมล ได้หยิบยกคำพูดของวาทยกรระดับตำนานผู้ยิ่งใหญ่อย่าง เซอร์จอห์น บาร์บิรอลลิ (Sir John Barbirolli) ที่เคยออกความเห็นถึงความร้อนแรงทางดนตรีแบบออกจะเกินพอดีของนักเชลโลสาว (ในอดีต) อย่าง ฌาคเคอลีน ดูเปร (Jacqueline du Pre) ในทำนองที่ว่า “คนเราในวัยที่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่แล้วไม่รู้จักทำอะไรที่เต็มที่จนเกินเลยแล้ว จะไปทำอะไรอย่างนั้นเอาในตอนแก่หรืออย่างไร?”
ใช่แล้ว ภาพของโกลเด้นบอย ดูดาเมลในสมัยที่ยังอยู่กับวงเยาวชนแห่งเวเนซุเอลา ที่ยังคึกคะนอง มันอาจจะติดตาอยู่ในความรู้สึกของเราบ้าง แต่ในการอำนวยเพลงซิมโฟนีของมาห์เลอร์ที่ผ่านไปในครั้งนี้เขาไม่ใช่คนเดิมแล้ว เวลาผ่านไปกว่า 10 ปี บุคลิกภาพที่นิ่งขึ้น ดูมั่นคงขึ้น ไอ้หนุ่มผมฟูดกดำเต็มหัวในวันนั้น
มาถึงวันนี้สีผมเริ่มจะกลายเป็นสีดอกเลาแซมขึ้นมาไม่น้อยแล้ว (ปริมาณเส้นผมที่เคยฟูฟ่องหนาแน่นก็เริ่มเบาบางลงแล้วด้วย) บางทีพวกเราเองนั่นแหละที่บางครั้งก็ลืมไปว่าเขาไม่ใช่หนุ่มน้อยอีกต่อไป
การได้รู้ถึงความผูกพันของเขากับซิมโฟนีหมายเลข 5 ของกุสตาฟ มาห์เลอร์ ที่เขาอำนวยเพลงในครั้งนี้ ทำให้เรียนรู้ว่าเขามีพื้นฐานในความรู้, ความเข้าใจในดนตรีของมาห์เลอร์เป็นอย่างดี เขามีโอกาสอำนวยเพลงนี้ครั้งแรกกับวงออเคสตราเยาวชนในเวเนซุเอลา ตั้งแต่อายุยังเพิ่งจะแตะ 20 ปีบริบูรณ์ และก็ได้มีโอกาสอำนวยเพลงนี้ในการแข่งขันอำนวยเพลงในรายการ “Mahler Competition” ที่เมืองบัมแบร์ก (Bamberg) ในเยอรมนีในปี 2547 (ในวัย 23 ปี) และประสบการณ์ที่จัดได้ว่าเป็นการเปลี่ยนมุมมองต่อซิมโฟนีบทนี้ (และบทอื่นๆ ของมาห์เลอร์) ก็คือในปี 2548 วาทยกรผู้ยิ่งใหญ่อย่าง “คลาวดิโอ อับบาโด” (Caludio Abbado) ได้ไปเยือนกรุงคารากัส (Caracas) เพื่ออำนวยเพลงซิมโฟนีหมายเลข 5 บทนี้ให้กับวง “Simon Bolivar Symphony Orchestra”
ดูดาเมลบอกว่า เขาคิดว่าเขารู้สกอร์ดนตรีบทนี้เป็นอย่างดีแล้ว แต่อับบาโด ได้เผยให้เขาทราบว่าเขายังพลาดองค์ประกอบต่างๆ ภายในไปอีกเยอะ และยังมีองค์ประกอบบางอย่างที่เป็นแก่นอันสำคัญที่เชื่อมโยงบทเพลงซิมโฟนีทั้งหมดของมาห์เลอร์เข้าด้วยกัน ผลงานดนตรีทั้งหมดของมาห์เลอร์มีความเชื่อมโยงต่อเนื่องกันเป็นเส้นเดียวกัน และดนตรีทั้งหมดของมาห์เลอร์เป็นเสมือนองค์ประกอบที่รวมกันเป็นบทเพลงซิมโฟนีบทใหญ่ในองค์รวม
เคลาดิโอ อับบาโด สอนวิธีวิเคราะห์บทเพลงของมาห์เลอร์ให้กับเขา ชี้ให้เห็นถึงรายละเอียดต่างๆ ที่วาทยกรจำเป็นจะต้องใช้เป็นแนวคิดในการอำนวยเพลงดนตรีของมาห์เลอร์ นั่นคือการเปิดโลกทัศน์ครั้งสำคัญของเขาต่อดนตรีซิมโฟนีของมาห์เลอร์
และมิใช่เพียงแค่ซิมโฟนีหมายเลข 5 เพียงบทเดียว กุสตาโว ดูดาเมล ยังสามารถใช้มุมมองในเชิงปรัชญาวิเคราะห์เชื่อมโยงชีวิตประวัติส่วนตัวของมาห์เลอร์ (ความเป็นมนุษย์ของมาห์เลอร์) เพื่อให้เกิดบูรณาการในการทำความเข้าใจดนตรีของมาห์เลอร์ได้อย่างถ่องแท้
ดูดาเมลมีมุมมองโดยส่วนตัวของเขาว่ามาห์เลอร์
มีความเป็นเด็กอยู่ในตัว แม้แต่การเข้าถึงด้านที่เป็นโศกนาฏกรรมในชีวิต มาห์เลอร์ก็มีส่วนที่เป็นเด็กแฝงอยู่ ซึ่งมันมีพื้นฐานมาจากความทรงจำเกี่ยวกับประเทศชาติและบรรยากาศสภาพแวดล้อมที่เขาเติบโตขึ้นมา
เมื่อถูกถามว่าตัวเขาอำนวยเพลงของมาห์เลอร์อย่างเต็มไปด้วยอารมณ์-ความรู้สึกที่ร้อนแรงล้นปรี่ นี่อาจจะดูล่อแหลมไปบ้างหรือไม่ (ที่ไปเติมความร้อนแรงให้กับดนตรีที่ร้อนแรงอยู่แล้ว) ดูดาเมลมีความเห็นว่า ตัวมาห์เลอร์เองก็เป็นคนที่เต็มที่กับชีวิต ไม่แบ่งแยกชีวิตกับการสร้างสรรค์ผลงานและความปรารถนาอันแรงกล้า และตัวมาห์เลอร์เองก็เป็นวาทยกรที่เต็มไปด้วยพลังอารมณ์อยู่แล้ว ซึ่งดูได้จากภาพสเกตช์ที่แสดงสีหน้าท่าทางและภาษากายอันล้นปรี่ของมาห์เลอร์ในขณะอำนวยเพลง
จากพื้นเพเด็กที่อาจจะมองดูว่ามาจากดินแดนชายขอบที่อยู่ห่างไกลบรรยากาศกลิ่นอายทางดนตรีคลาสสิก ก้าวกระโดดมาเป็นวาทยกรหนุ่มน้อยที่ร้อนรุ่มทางดนตรี “Golden Boy” ที่โด่งดังอย่างรวดเร็วในวงการ จนในอีกด้านหนึ่งนั้นน่าเคลือบแคลงสงสัยในภูมิธรรมดนตรีที่แท้จริง
แต่หากเราลองเปิดใจให้โอกาสเรียนรู้ประสบการณ์-ความคิดตลอดไปจนถึงความเป็นมนุษย์ในตัวเขาโดยปราศจากอคติแล้ว คงต้องยอมรับว่าเขาคือหนึ่งในศิลปินที่มีคุณค่าในตัวเองคนหนึ่งอย่างแท้จริง
อย่าไปติดกับภาพลักษณ์เก่าๆ ในอดีตของเขา ยอมรับและศึกษาเขาจากผลงาน, ความคิดและความเป็นจริง ซึ่งจะเห็นได้ว่าเขาเติบโตมาท่ามกลางบรรยากาศดนตรี, พื้นฐานทางดนตรีที่ดีมาตั้งแต่ต้น และอยู่กับบริบทที่เป็นสุดยอดทางดนตรีคลาสสิกมาโดยตลอด เป็นไปได้หรือที่เขาจะไม่ซึมซาบอะไรๆ ดีๆ ไว้ให้เราได้เรียนรู้ได้เลย บางครั้งอคติการฝังใจอยู่กับภาพลักษณ์เก่าๆ ในอดีตนั่นเองที่ทำให้เราไม่สามารถเห็นโลกได้ตามความเป็นจริง
การไม่เห็นโลกตามความเป็นจริงนั่นแหละที่น่าจะทำให้เราเสียโอกาสในการเรียนรู้

